เรื่องขนมปังไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล ที่ชื่อ “น้องเหลี่ยม”

                 น้องเหลี่ยม คือ หนึ่งในครอบครัวขนมปังไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล ที่มีวัตถุดิบหลักจากอัลมอนด์ ลักษณะเฉพาะจึงเป็นรูปทรงเหลี่ยมมนที่มีเนื้อสัมผัสแน่นเมื่อนำไปประกอบอาหารสามารถคงเนื้อสัมผัสไว้ได้ ยิ่งอบ ยิ่งปิ้ง ยิ่งได้รสชาติ และกรอบนอกนุ่มใน เมนูอาหารที่น้องเหลี่ยมรังสรรค์ได้ทั้งคาวและหวานทำให้ทานแทนแป้ง หรือข้าวได้ทุกวันหลากหลายเมนู

               ส่วนผสมของน้องเหลี่ยม คัดสรรอย่างดีที่สุดด้วยวัตุดิบจากธรรมชาติ 100% ปราศจากวัตถุกันเสีย โดยมีส่วนผสมสำคัญ คือ ผงอัลมอนด์, ผงมะพร้าว, เมล็ดแฟลกซ์, เนยจืด, วีตโปรตีน, ไข่ไก่, เกลือหิมาลายัน, อิริทริทอล, น้ำมันมะกอก Extra Vigin และยีสต์ ทุกส่วนผสมทำให้น้องหนมปัง 1 แผ่นชิ้นโตนี้ สามารถให้ทั้งโปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง แต่คาร์บต่ำมากโดยที่รสชาติไม่ผิดเพี้ยนไป 

              ดังนั้น น้องเหลี่ยม จึงเป็นขนมปังที่ทานแล้วเหมาะสำหรับ. . 

✅ คนทานคีโต #Ketofriendly 

✅ คนควบคุมน้ำตาลในเลือด 

✅ คนทานโลว์คาร์บ โปรตีนสูง 

✅ คนลดน้ำหนักไม่นับแคลอรี่ 

✅ คนดูแลสุขภาพลดแป้ง และน้ำตาล 

✅ คนรัก และสนุกกับการทำอาหาร

น้องเหลี่ยมจึงเป็นขนมปังที่สามารถทำให้มื้ออาหารทุกมื้อ ไม่น่าเบื่อเป็นมื้อหลักที่ช่วยดูแลน้ำหนัก แต่ทานแล้วอร่อยอย่างมีความสุขได้ทุกวันไม่อ้วน หากอ่านเรื่องราวของขนมปังไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาลที่ชื่อ ‘น้องเหลี่ยม’ แล้ว อยากจะเจอะเจอน้องตัวเป็น ๆ สามารถทักทาย หรือเข้ามาพูดคุยกันได้ที่แฟนเพจ Facebook : Dancing with a Baker ขนมปังไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล นะคะ 

Previous
Next

ราคา 149.-

ขนาด : ความสูง 15 CM.

ความอ้วน 12-13 CM.

NET CARB : 4 FIBER : 12

PROTEIN : 39 FAT : 18

378 Kcal.

Diet Choice : โปรตีน VS ไขมัน ไดเอตแบบไหนกันที่ทำให้ฉันรัก !

เคยไหมกับการวิ่งตามหาวิธีลดน้ำหนักที่ ‘เขาว่ากันว่า’ ดี แต่เมื่อทำตามทุกวิธีก็กลับไม่ได้ผล

หลายครั้งอาจทำให้เริ่มโทษตัวเองว่าความพยายามของเรายังไม่มากพอหรือเปล่านะ ?

การเลือกวิธีลดน้ำหนักที่ใช่ อาจจะคล้ายกับการตกหลุมรักใครสักคน เพราะไม่ควรลืมที่จะสังเกต ‘ความเป็นตัวเอง และความสุขเมื่อได้อยู่กับเขา’ วิธีการสังเกต ควรเริ่มต้นที่ว่าตัวคุณเองชอบหรือไม่ชอบทานอะไร ความสุขของคุณอยู่ที่การทานอาหารแบบไหน ต่อมา คือ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตสามารถเข้ากับสิ่งที่ต้องปฏิบัตินั้น ๆ ได้หรือไม่ และสุดท้าย คือ การตรวจเช็กสุขภาพทางร่างกายที่ใช่เมื่อต้องอยู่ในการรักษาน้ำหนัก ทั้งหมดนี้เป็นเงื่อนไขที่เพียงพอในการเลือกได้ว่าไดเอตแบบไหนกันที่คู่ควร

หากสำรวจตัวเองพร้อมแล้ว เราชวนคุณมาทำความรู้จักกับวิธีการลดน้ำหนักด้วยการลดคาร์โบไฮเดรต คือ การลดคาร์บ โปรตีนสูง (Low carb high protein) และ การลดคาร์บ ไขมันสูง (Low carb high fats) การไดเอต 2 วิธีที่ให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ และมีความพิเศษที่เหมาะกับบุคคลแตกต่างกันไป

          การลดคาร์บ โปรตีนสูง (Low carb high protein) คือ วิธีการลดการรับประทานคาร์โบไฮเดรต (Low Carbohydrate Diet) เน้นการรับประทานโปรตีน ข้อดี คือ โปรตีนนั้นไม่มีผลกับระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มการเผาผลาญ และเมื่อลดคาร์โบไฮเดรตลง ระดับน้ำตาลในร่างกายก็ลดลง ร่างกายจะตอบสนองโดยใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานแทน น้ำหนักจึงลดลงโดยไม่ต้องอดอาหาร

การลดน้ำหนักด้วยวิธีการทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ โปรตีนสูง ยังเป็นวิธีที่ส่งผลดีอย่างมากหากคุณไม่ต้องการมีสงครามระหว่างความต้องการลดน้ำหนัก และความหิวในทุก ๆ วัน เพราะจากการศึกษาในปี 2008 งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการคลินิกของชาวอเมริกัน จากการวิจัยที่ทำการสังเกตกลุ่มคนอ้วนที่กลุ่มหนึ่งให้ทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ โปรตีนสูง กับ อีกกลุ่มหนึ่งอาหารที่มีโปรตีนสูง แต่คาร์โบไฮเดรตในระดับปานกลางโดยไม่ได้จำกัดแคลอรี่

เมื่อเปรียบเทียบผลกระทบของอาหารแต่ละชนิดต่อการลดน้ำหนักและความอยากอาหาร นักวิจัยพบว่าการทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและโปรตีนสูงนั้น ช่วยให้ความหิวอยู่ภายใต้การควบคุมได้ดีกว่าผู้ทานอาหารโปรตีนสูงคาร์โบไฮเดรตปานกลาง เมื่อความหิวลดลงทำให้ทานอาหารในแคลอรี่ต่ำลงส่งผลให้น้ำหนักลดลงไปด้วย

          การลดคาร์บ ไขมันสูง (Low carb high fats) คือ วิธีการลดการรับประทานคาร์โบไฮเดรต แต่เน้นการรับประทานไขมัน ข้อดี คือเมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากแป้ง น้ำตาลลดลง ร่างกายจะเริ่มหันไปใช้พลังงานจากไขมันเป็นหลัก ซึ่งทำให้ร่างกายจะมีประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมัน ไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหน้าท้องและไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำไขมันสูงนี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นอาหารคีโตเจนิก (Ketogenic) โดยมีงานวิจัยระบุว่า อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำไขมันสูงอาจมีประสิทธิภาพในการช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าอาหารที่มีไขมันต่ำ ในปี 2556 วิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Nutrition พบว่าคนที่ทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำไขมันสูงลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ทานอาหารไขมันต่ำ นอกจากนี้ยังพบว่าช่วยลดระดับความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลดีหรือ HDL นั้นเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

            จากวิธีการทั้ง  2 วิธีนั้น ต่างอยู่ในการลดน้ำหนักแบบจำกัดคาร์โบไฮเดรต เพื่อเป้าหมายในการลดน้ำหนัก และสุขภาพร่างกายทั้งคู่ แต่จะแตกต่างกันตามแต่ว่าจะเหมาะสมกับใครที่ใช่ ดังนั้นแล้วหวังว่าเรื่องราวนี้จะทำให้คุณได้พบรักกับสไตล์การทานอาหารแบบที่เป็นคุณ และช่วยทำให้มีความสุขไปกับการไดเอตได้มากยิ่งขึ้น

อ้างอิง : https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/weight-loss/in-depth/weight-loss/art-20048466

IF ช่วยควบคุมความเครียด ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

ปัจจุบัน การมีสุขภาพและรูปร่างที่ดีไม่ใช่เรื่องที่ยาก เพราะมีกลวิธี รูปแบบการวางแผน และตัวช่วยต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นมาให้ทุกคนได้เลือกสรรจนพบวิธีการที่ใช่และเหมาะสมกับตนเอง 

วิธีการลดน้ำหนักแบบที่หลายคนเรียกติดปากว่า ‘การทำ IF’ หรือ ‘Intermittent Fasting’  คือการควบคุมการรับประทานอาหารให้เป็นช่วงเวลา ซึ่งจะมีมีทั้งช่วงที่ต้องรับประทานอาหาร และงดรับประทานอาหาร เพื่อให้อินซูลินลดลงและทำให้ร่างกายปลดปล่อย Growth Hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน จนกระทั่งร่างกายดึงไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายของเราออกมาใช้ โดยการทำ IF ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมีอยู่  3 รูปแบบ ได้แก่

  • The 5 : 2  เป็นการควบคุมการรับประทานอาหารให้ได้แคลอรี่ 500-600 แคลอรี่ เป็นเวลา 2วัน/สัปดาห์ เท่านั้น

  • Eat-Stop-Eat  เป็นการงดรับประทานอาหารเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ใน 1-2 วัน/สัปดาห์ 
  • The 16/8 Method  เป็นการควบคุมการรับประทานอาหารของแต่ละวัน ให้อยู่ในช่วงเวลาเพียง 6 ชั่วโมง และงดทานอาหารเป็นเวลา 18 ชั่วโมง

การทำ IF สามารถทำได้ง่าย และกำลังได้รับความนิยมจากผู้คนในปัจจุบันอย่างล้นหลาม ประโยชน์ของการทำ IF ใช่เพียงจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักและกลับมามีรูปร่างผอมเพรียวได้อย่างเดียว แต่การทำ IF ยังช่วยสามารถลดความเครียด โรคอ้วน และความเสี่ยงโรคมะเร็ง รวมทั้งช่วยเพิ่มความจำได้อีกด้วย

จากงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุด The New England Journal of Medicine (NEJM) ได้กล่าวถึงเรื่องการทำ IF หรือ เทคนิคการทานอาหารเป็นช่วงเวลา โดยระบุว่าการงดทานอาหาร 18 ชั่วโมง และทานอาหาร 6 ชั่วโมง มีข้อพิสูจน์ว่าช่วยเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานกลูโคสมาใช้พลังงานจากไขมันแทนซึ่งทำให้เกิดสารคีโตนที่จำเป็นได้ ที่จะถูกปล่อยออกมาเฉพาะในช่วงอดอาหารเท่านั้น ทำให้มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้

นอกจากนี้ยังช่วยในการควบคุมน้ำตาลกลูโคส ที่จะช่วยเรื่องการต้านทานความเครียด และยับยั้งการอักเสบ รวมถึงลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMra1905136

ความแตกต่างที่ลงตัวของ ‘อาหารจานพิเศษสำหรับคนรักสุขภาพ’

ใครว่าอาหารไดเอตเปรียบดั่งฝันร้าย? ขอบอกเลยว่าไม่จริง วันนี้พวกเรามีข้อมูลดี ๆ  เกี่ยวกับอาหารสำหรับผู้ลดน้ำหนักที่ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เพียงแค่ต้องรู้จักผสมผสานให้ลงตัว กลมกล่อม และสร้างสรรค์เท่านั้นเอง

อย่างที่เคยกล่าวอยู่เสมอว่าการรับประทานอาหารเป็นสิ่งสำคัญขั้นแรกของการลดน้ำหนัก ด้วยคำกล่าวที่ว่า ‘เราทานอะไร เราก็เป็นเช่นนั้น’ ดังนั้น อาหารทั้งจานหลักและจานรองของแต่ละคน ก็คงมีความแตกต่างกันออกไปตามความชอบและไลฟ์สไตล์

มากันที่จานแรกสำหรับคนที่รับประทานแบบ ‘วีแกน’ หรือการทานอาหารมังสวิรัติรูปแบบใหม่ เป็นการรับประทานอาหารที่เน้นผักและผลไม้ ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมไปถึงห้ามรับประทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนย นม ไข่ เป็นต้น  ซึ่งในการรับประทานอาหารของชาววีแกน จะได้รับคาร์โบไฮเดรตมากที่สุดคือ 60% รองลงมาคือไขมัน 30% และโปรตีน 10% โดยอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าชาววีแกนต้องเน้นผักและผลไม้ ทำให้ควรจะเน้นรับประทานผักและผลไม้ที่ให้โปรตีนสูง เช่น ผักเป็นเมล็ด อย่างถั่ว หรือเมล็ดฟักทอง เป็นต้น 

จานถัดมา คืออาหารสำหรับคนที่รับประทาน ‘คีโต’ หรือการรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายสลายไขมันสะสมออกไป หลักการคือต้องรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายรู้สึกว่าไม่มีน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย แล้วทำการสลายไขมันในร่างกายให้กลายเป็น ‘คีโตน’ ซึ่งเป็นพลังงานให้แก่ร่างกายแทนนั่นเอง โดยการรับประทานอาหารของชาวคีโต จะไดเ้รับไขมันมากที่สุดถึง 70-80% ถัดมาจึงเป็นโปรตีน 10-20% และคาร์โบไฮเดรต 5-10% เรียกได้ว่าเป็นการรับประทานไขมันเพื่อสลายไขมันในร่างกายนั่นเอง

จานสุดท้ายคือการรับประทานแบบ ‘คาร์บต่ำ โปรตีนสูง’ หรือ Low carb High protien ซึ่งจะคล้ายกับการทานคีโต คือการรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยที่สุด และไปเน้นที่การรับประทานโปรตีนและไขมันเป็นหลัก แต่จะต่างกันที่การทานแบบคาร์บต่ำ โปรตีนสูง จะเน้นที่การรับประทานโปรตีนให้มากที่สุดตามชื่อ เพราะจะทำให้อินซูลินในร่างกายอยู่ระดับที่ต่ำโดยจะรับประทานโปรตีนมากถึง  70% รองลงมาคือไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในปริมาณเท่า ๆ กัน คือ 15% นั่นเอง โดยสิ่งที่ควรระวัง คือเราควรเสริมอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อรักษาระดับเกลือแร่ของร่างกาย

เรียกได้ว่าไม่ว่าจะลดน้ำหนักด้วยวิธีการรับประทานแบบไหน ก็สามารถผสมผสานและปรุงแต่งให้อาหารมีรสชาติเอร็ดอร่อยได้ไม่ยาก และยังทำให้มีสุขภาพดีได้อีกด้วย  🙂