‘เนย Grass-fed’ ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากวัวกินหญ้า

ผลิตภัณฑ์จากนม ที่ถูกขนานนามว่า ‘เนย’ เป็นวัตถุดิบยอดฮิตในการนำมาประกอบอาหารทั้งคาว และหวาน ซึ่งเนยนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด มีเสน่ห์ และความเหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภทต่างกันออกไป 

การแบ่งประเภทของเนย หากแบ่งตามอาหารที่วัวกินแล้ว จะสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ เนยจากวัวที่กินหญ้า และเนยจากวัวที่กินเมล็ดพืช ที่พวกเรากำลังจะเปิดตำราพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเนยประเภทนี้กันในอีกไม่กี่อึดใจ

รู้ลึกเรื่อง ‘กรดไขมัน’ และการผลิตเนย

เมื่อเรานำน้ำนมจากวัวไม่ว่าจะเป็นวัวที่กินหญ้า หรือวัวที่กินเมล็ดพืชก็ตาม เราจำเป็นจะต้องคัดเลือกน้ำนมที่มีปริมาณไขมันมากกว่า 80% ขึ้นไปเท่านั้น จึงจะเรียกว่า ‘เนยแท้’ นอกจากนี้ยังต้องคัดเลือกน้ำนมที่มีกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ⅔ ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมดอีกด้วย

กรดไขมันส่วนน้อยที่มีปริมาณ ⅓ ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมด จะประกอบไปด้วย กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated) ,กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated) และกรดไขมันอื่น ๆ อีก 400 ชนิด รวมไปถึงยุงอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มที่ละลายในไขมันอีกมากมาย

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ‘ไขมันอิ่มตัว’ นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่จริง ๆ แล้ว ข้อดีของไขมันอิ่มตัว คือ โมเลกุลมีความเสถียร และทนต่อความร้อนมาก เมื่อถูกความร้อนก็จะไม่กลายสภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเนยจึงเหมาะกับการทำอาหารความร้อนสูง ประเภท อบ และทอดมากกว่านั่นเอง

หากนำเนยมาเปรียบเทียบกับน้ำมัน จะพบว่า ในน้ำมันนั้นประกอบไปด้วย ‘ไขมันไม่อิ่มตัว’ ซึ่งมีโมเลกุลที่ไม่สามารถคงสภาพได้เมื่อถูกความร้อนสูง และอาจเป็นโทษให้แก่ร่างกายได้ แม้จะใช้น้ำมันจำพวกน้ำมันมะกอก ก็ยังไม่ควรนำมาทำอาหารที่ใช้ความร้อนสูงอยู่ดี 

จุดเด่นของ ‘เนย Grass-fed’

ราคา :  เนยแท้ที่ทำมาจากวัวกินหญ้าจะมีราคาสูงกว่าเนยทั่วไป เพราะด้วยต้นทุนของค่าอาหารที่สูงขึ้น ซึ่งอาหารที่วัวได้รับจะส่งผลต่อสารอาหาร รสชาติ และกลิ่นของเนย ทำให้เนยมีเอกลักษณ์ และคุณภาพต่างกันออกไป

กรดไขมัน : กรดไขมันในเนยนั้นมีหลายชนิด แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ ‘กรดไขมัน CLA’ (Conjugated Linoleic Acid) เพราะกรดไขมันตัวนี้สามารถลดปริมาณไขมันในร่างกายได้ ซึ่งจากงานวิจัยก็พบว่า ในเนย Grass-fed นั้นมีปริมาณของกรดไขมัน CLA มากกว่าเนยปกติถึง 5 เท่า

แม้ว่าเนย Grass-fed จะมีสารอาหารที่มากกว่าเนยปกติ แต่การรับประทานเนยในปริมาณมาณที่มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เนื่องจากเนยนั้นอุดมไปด้วยไขมัน และยังให้พลังงานสูงถึง 9 Kcal ต่อปริมาณเนย 1 กรัม อีกด้วย

และแน่นอนว่า ‘น้องหนมปัง’ ขนมปังเพื่อชาวรักสุขภาพ คุณภาพคับห่อจาก Dancing with a Baker ของเรา ก็เลือกใช้ ‘เนย Grass-fed Legall’ เนยคุณภาพจากแคว้นบริททาเนีย ประเทศฝรั่งเศส ที่มีรสสัมผัส และรสชาติโดดเด่น เพราะทำมาจากวัวสุขภาพที่กินหญ้าตลอดทั้งปี และผ่านกรรมวิธีการพิเศษที่พิเศษไม่เหมือนใคร เพื่อให้ได้น้องหนมปังที่สมบูรณ์ และคุณภาพดีที่สุดมาส่งต่อให้กับชาวรักสุขภาพทุกคน

อย่างไรก็ตาม การควบคุมชนิด และปริมาณของอาหาร จำเป็นต้องรู้ปริมาณพลังงานที่แต่ละคนจำเป็นจะต้องได้รับในแต่ละวัน และความต้องการสารอาหารของร่างกายให้ลึกซึ้งเสียก่อน เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด และมีสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืนนั่นเอง  🙂

ที่มา :

https://www.healthline.com/nutrition/is-butter-bad-for-you#what-it-is

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2596709/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22452730

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0002822304004316

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10531600/

ส่องวัตถุดิบน้องหนมปัง : ทำไมถึงใช้ ‘แป้งมะพร้าว’ ?

พบกับ ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่คนดีคนเดิมกันอีกครั้งค่ะ เรียกได้ว่าเป็นขนมปังเพื่อสุขภาพ ที่เหมาะกับทุกเพศ เพราะน้องเขาไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ แถมแคลอรี่น้อย ทำให้หลายคนตกหลุมรักกันไปแบบถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียวค่ะ

วันนี้เราจึงมาตอบคำถามที่หลายคนสงสัยกันว่า น้องหนมปังทำมาจากอะไร? แล้วถ้าไม่ใช้แป้งสาลีแบบขนมปังทั่วไปแล้ว น้องหนมปังใช้อะไรเป็นวัตถุดิบกันแน่? 

คำตอบก็คือ เราใช้ ‘แป้งมะพร้าว’ เป็นส่วนประกอบหนึ่งในการประกอบสร้างน้องหนมปังรสชาติอร่อยละมุนลิ้นขึ้นมานั่นเองค่ะ  ซึ่งเจ้าแป้งมะพร้าวนั้นได้มาจากส่วนของกากมะพร้าวที่ถูกคั้นน้ำออกไปแล้ว นำมาผ่านกรรมวิธีมากมายหลายขั้นตอนจนกลายมาเป็น ‘ผงมะพร้าว’ 

ข้อดีของ ‘แป้งมะพร้าว’

  1. อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์

ในแป้งมะพร้าวปริมาณ 30 g. ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้งไฟเบอร์ โปรตีน ไขมัน และธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นพลังงานหลักให้กับร่างกาย และช่วยในการทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

โดยไขมันในแป้งมะพร้าว เป็นกรดไขมันที่มีความยาวปานกลาง หรือ MCTs ซึ่งกรดไขมันประเภทนี้มีประโยชน์ในการช่วยลดน้ำหนัก 

ในส่วนของไฟเบอร์ในแป้งมะพร้าว สามารถช่วยให้ร่างกายอิ่มท้อง และไม่กระทบต่อระดับอินซูลิน เป็นผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเราคงที่ นอกจากนี้ไฟเบอร์ยังช่วยในการทำงานของหัวใจได้ เนื่องจากไฟเบอร์ช่วยลดปริมาณของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี หรือ LDL ในเลือดได้นั่นเอง

  1. ช่วยลดความอยากอาหาร

ประโยชน์ข้อนี้ต้องถูกใจหลายคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่แน่นอนค่ะ เพราะว่าไฟเบอร์ และ MCTs ในแป้งมะพร้าว มีส่วนช่วยให้เรามีความรู้สึกอยากอาหารลดลง ทำให้เราลดการรับประทานอาหารจุบจิบ และควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวันได้ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่าข้อดีของเจ้าแป้งมะพร้าวนั้นมีมากมาย ทำให้ ‘แป้งมะพร้าว’ ผ่านการคัดเลือกจากพวกเรา เพื่อเข้ามาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่มีคุณภาพใน ‘น้องหนมปัง’ ของเรา และพร้อมเสิร์ฟให้ทุก  ๆ คนที่รักสุขภาพ ได้ลิ้มรสกันแบบไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำหนักนั่นเองค่ะ : )

ที่มา :

https://www.healthline.com/nutrition/coconut-flour

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/28810029

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/27863994

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10574653

คอเลสเตอรอลใน ‘ไข่’ ทำให้อ้วนได้ไหมนะ?

อาหารเป็นแหล่งพลังงานสำหรับมนุษย์ เพื่อที่จะได้ออกไปโลดแล่นทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสารอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย ประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ‘โปรตีน’ ที่เป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย ทั้งในกล้ามเนื้อ และฮอร์โมนนั่นเอง

‘ไข่’ เป็นโปรตีนยอดฮิตที่หลายคนรู้จักกันดี ซึ่งเราอาจจะเคยได้ยินว่าไม่ควรรับประทานไข่เกินวันละ 1 ฟอง เพราะในไข่นั้นมีคอเลสเตอรอลอยู่มาก อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ซึ่งจากวิจัยหลายฉบับนั้น พบว่า จริง ๆ แล้วคอเลสเตอรอลในไข่ที่เรารับประทานกัน ไม่กระทบต่อความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

นอกจากนี้ ในปี 2015 Dietary Guidelines for Americans หรือแนวทางการรับประทานอาหารของคนอเมริกัน ได้ออกมาให้คำแนะนำในการรับประทานไข่ว่า อาหารบางอย่าง เช่น ไข่แดง และอาหารทะเลบางชนิด แม้จะมีปริมาณคอเลสเตอรอลที่สูง แต่ก็มีไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่น้อย ทำให้เราสามารถรับประทานอาหารเหล่านั้น พร้อมกับอาหารในกลุ่มโปรตีนอื่น ๆ ได้

‘ไข่’ ช่วยลดน้ำหนัก!

แน่นอนว่า เมื่อได้ยินคำว่า ‘คอเลสเตอรอล’ คนที่กำลังลดน้ำหนักอย่างเคร่งครัดอยู่อาจจะรู้สึกหวาดผวากันเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้ว ‘ไข่  อุดมไปด้วยโปรตีน ทำให้ร่างกายของเรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และยังสามารถช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย 

การรับประทานไข่ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย เพราะบางคนก็เชื่อว่า ไข่ขาวนั้นมีโปรตีนอยู่มากกว่า ซึ่งในความจริงแล้ว แม้ไข่จะแยกสัดส่วนออกเป็น ไข่ขาว และไข่แดง แต่ทั้งคู่ก็มีปริมาณโปรตีนอยู่เท่า ๆ กันเลย 

แอบกระซิบบอกคนที่พยายามจะสร้างกล้ามเนื้อกันหน่อยว่า การรับประทานไข่ทั้งฟองเนี่ยดีที่สุดแล้ว เพราะจากงานวิจัยหลายฉบับ พบว่า การรับประทานไข่ทั้งฟอง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงได้มากกว่าการรับประทานไข่ขาวอย่างเดียว และในไข่แดงนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน A ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน รวมถึงยังมีแร่ธาตุอื่น ๆ อยู่อีกมากมายเลยล่ะ เรียกได้ว่าประโยชน์เต็มฟองเลย

การเลือกรับประทานอาหารถือเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องปักหมุดไว้เลยค่ะ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก จะต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลากหลาย ที่สำคัญต้องไม่ให้พลังงานที่มากเกินที่ร่างกายต้องการนะคะ 

อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ที่จริง ๆ แล้วก็เฟรนลี่กับทุกคนเลยชิ้นนี้ ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ แถมแคลอรี่ยังต่ำอีกด้วย รับรองว่าสุขภาพดีไม่พอ หุ่นยังดีอีกด้วยแน่นอนค่ะ  : )

ที่มา: 

https://academic.oup.com/ajcn/article/106/6/1401/4823156

Say Hello! ‘โกโก้ไฟเบอร์’ กับคุณประโยชน์ที่หลายคนอาจมองข้าม!

‘โกโก้’ จากเมล็ดโกโก้สีน้ำตาลเข้ม ที่หลายคนมักจะสับสนกับ ‘ช็อกโกแลต’ นั้น ปัจจุบันถูกนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม และเป็นส่วนประกอบของของหวานต่าง ๆ มากมาย ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นที่มาพร้อมกับรสชาติขมปนหวานละมุน ทำให้โกโก้ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารมากมาย เรียกได้ว่าฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองเลยค่ะ

แน่นอนว่าเมื่อเจ้าโกโก้มีความฮิต และเป็นที่ต้องการมากขึ้น ทำให้ผงโกโก้เริ่มขาดตลาด รวมถึงมีราคาที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการที่พื้นที่ในการปลูกโกโก้นั้นมีน้อยลง เนื่องจากภาวะโลกร้อนในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุก ๆ ปี ดังนั้น เราจึงต้องสรรหาวัตถุดิบเพื่อมาใช้ทดแทนโกโก้ เพื่อตอบสนองความต้องการของกระเพาะของพวกเรา!

‘โกโก้ไฟเบอร์’  เป็นวัตถุดิบยอดฮิตที่ถูกนำมาใช้ทดแทนโกโก้ ซึ่งบอกได้เลยว่านอกจากจะให้กลิ่น และรสสัมผัสไม่ต่างจากผงโกโก้ปกติแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าแบบไม่น่าเชื่อ โดยผงโกโก้ที่เราเลือกสรร และนำมาใช้ จะถูกอบเพื่อฆ่าเชื้อ และบดเป็นผงละเอียด ทำให้เราได้ผงไฟเบอร์จากธรรมชาติ 100% และมั่นใจได้ว่า ‘ไม่ผ่านสารเคมีใด ๆ แน่นอน!’

  • โกโก้ไฟเบอร์ ช่วยให้อิ่มนานขึ้น และลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้!

โกโก้ไฟเบอร์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของเปลือกเมล็ดโก้โก้ ที่ให้สี รสชาติ และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของโกโก้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งยังอุดมไปด้วย ‘ไฟเบอร์’ ซึ่งเป็นชนิดที่ละลายน้ำได้ ทำให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น และทำให้มีความรู้สึกอยากอาหารลดลงนั่นเอง

นอกจากนี้ จากงานวิจัยหลายฉบับยังพบว่า ไฟเบอร์ชริดที่ละลายน้ำได้ สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ด้วยล่ะ

  • โกโก้ไฟเบอร์ ตัวช่วยเพิ่มความอร่อยให้ขนม

โกโก้ไฟเบอร์ สามารถนำมาปรับใช้ในการทำขนมอบประเภทต่าง ๆ ได้ โดยปริมาณโกโก้ไฟเบอร์ที่ใช้ จะขึ้นอยู่กับสี และปริมาณไฟเบอร์ที่เราต้องการในอาหารนั้น ๆ โดยการทดลองใช้โกโก้ไฟเบอร์แทนผงโกโก้ พบว่า อาหารที่ได้จะมีความเหนียว และข้นมากขึ้น เนื่องจากโกโก้ไฟเบอร์ มีปริมาณไฟเบอร์มากกว่าผงโกโก้ แต่อาหารที่ได้นั้นยังคงมีรสชาติ และกลิ่นที่เหมือนกับการใช้ผงโกโก้แบบเดิมเป๊ะ ๆ อย่างกับฝาแฝดเลยค่ะ

หากเรารับประทานขนม หรืออาหารที่ปราศจากแป้ง และน้ำตาล แถมยังมีปริมาณไฟเบอร์ที่จัดเต็มแล้วนั้น อาจทำให้เรารู้สึกผิดน้อยลงเวลาที่เรารับประทานขนมหวานนั่นเองค่ะ แต่อย่าลืมนะคะ ว่าต้องควบคุมปริมาณของขนม และแคลอรี่ให้เหมาะสม นอกจากนี้แล้วก็ต้องหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อร่างกายที่ฟิตเปรี๊ยะ และแข็งแรงของทุกคนค่ะ : )

ที่มา :

https://www.foodnavigator.com/Product-innovations/Soluble-Cocoa-Fibre

https://www.worldcocoafoundation.org/wp-content/uploads/files_mf/lecumberri2007.pdf

https://www.worldcocoafoundation.org/wp-content/uploads/files_mf/lecumberri2007.pdf

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0023643810002537

รู้จักอาการแพ้อาหาร : ‘น้องหนมปัง’ และ ’น้องเลิฟ’ มีส่วนผสมอะไรที่อาจทำให้แพ้ไหมนะ ?

‘แม้ธรรมชาติจะสร้างเรามาต่างกัน แต่คุณเลือกที่จะเป็นได้’

ร่างกายของเรามีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจจะแข็งแรงมาก บางคนอาจจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ บางคนอาจจะสามารถรับประทานได้ทุกอย่าง แต่บางคนก็อาจจะไม่สามารถรับประทานบางอย่างได้เพราะอาจจะเกิดอาการแพ้ และอันตรายต่อสุขภาพ 

อาการแพ้อาหาร (Food allergy) คืออาการที่ร่างกายของเราคิดว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงพยายามที่จะกำจัดอาหารเหล่านั้นออกไป ซึ่งอาการแพ้ก็มีตั้งแต่ อาการผื่นคัน อาเจียน ไปจนถึงอาการขั้นรุนแรงในระดับที่หายใจไม่ออกเลยทีเดียวค่ะ

สำหรับการตรวจสอบว่าร่างกายของเรานั้นแพ้อาหารชนิดใด หรือไม่สามารถรับประทานอาหารชนิดใดได้บ้างนั้น สามารถทำได้โดยการตรวจหา Specific IgE หรือปฏิกิริยาความไวต่อสารกระตุ้นการแพ้ ที่โรงพยาบาลนั่นเอง

14 อาหารใกล้ตัวที่สามารถแพ้ได้

โดยทั่วไปแล้ว จากการวิจัย อาหารที่คนเราแพ้นั้นจะมีอยู่อยู่ไม่กี่ชนิด และในบางประเทศ เช่น ประเทศในยุโรป ได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการเตือนผู้บริโภคเกี่ยวกับการแพ้อาหารทั้งหมด 14 ชนิด ซึ่งจะต้องมีคำเตือนอยู่ที่ร้าน หรือบนฉลากของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ดังรูปภาพ

การเริ่มต้นของ ‘อาการแพ้อาหาร’

อาการแพ้จะทำปฏิกิริยาการอักเสบในร่างกาย และแสดงอาการแบบเฉียบพลันภายใน 2 ชั่วโมง หลังจากรับประทานอาหาร ซึ่งอาการแพ้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับหลายระบบของร่างกาย ดังที่กล่าวไปตอนต้น

ระบบผิวหนัง : ก่อให้เกิดอาการลมพิษ หรืออาการคัน

ระบบทางเดินอาหาร : ก่อให้เกิดอาการคันในช่องปาก ลิ้นคับปาก อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย

ระบบทางเดินหายใจ : ก่อให้เกิดอาการหลอดลมหดตัว แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก 

ซึ่งข้อควรระวังที่น่ากลัวที่สุด คือ หากเกิดอาการแพ้กับทุกระบบพร้อม ๆ กัน อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

น้องหนมปัง และน้องเลิฟ มีส่วนผสมที่ทำให้แพ้ไหม?

น้องหนมปัง และน้องเลิฟ มีส่วนผสมที่ผู้รับประทานบางคน ‘อาจแพ้ได้’ ย้ำนะคะว่าอาจจะแพ้ได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาแจกแจงส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ เพื่อเป็นเช็กลิสต์ให้กับทุกคนค่ะ

ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ : ไข่ และเนย สำหรับบางคนที่มีอาการแพ้นม อาจจะส่งผลให้แพ้เนยด้วยได้ค่ะ แต่บางคนอาจจะแพ้เนย แต่ไม่แพ้นมก็มีนะคะ

กลูเตน : น้องหนมปัง และน้องเลิฟจำเป็นต้องมี  ‘กลูเตน’ เพื่อเพิ่มรสสัมผัสให้เหมือนขนมปังจริงมากที่สุด ซึ่งบางคนที่แพ้แป้งสาลีก็อาจจะมีอาการแพ้ได้ แต่บางคนที่ไม่แพ้ก็มีนะคะ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลเลย 

อริทริทอล : อริทริทอลเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่มีความปลอดภัย ไม่มีผลต่อการกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้ในระดับที่ไม่รุนแรงกับบางคนได้เช่นกันค่ะ  เช่น ปวดศีรษะ หรือท้องเสีย เป็นต้น

ยีสต์  : ยีสต์เป็นส่วนผสมสำคัญที่จะทำให้ขนมปังขึ้นฟู และให้รสสัมผัสในแบบของขนมปัง ซึ่งมีบางคนที่มีอาการแพ้ยีสต์ได้เช่นกันค่ะ

ส่วนผสมทั้งหมดที่ลิสต์มาให้นั้น เป็นส่วนผสมที่บางคนอาจจะแพ้ได้ ซึ่งหากใครที่มีอาการแพ้ หรือสงสัยว่าตนเองแพ้ สามารถปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานได้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนนั่นเองค่ะ

แต่ขอรับรองเลยนะคะ ว่าส่วนผสมทุกอย่างใน ‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ ผ่านการคัดคุณภาพมาแล้ว 100% ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล อุดมไปด้วยโปรตีน และหัวใจดวงน้อย ๆ ที่พวกเราตั้งใจลงไป พร้อมส่งถึงบ้านทุกคนแน่นอนค่ะ ส่วนใครที่มีอาการและรับประทานไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะคะ พวกเรายังเป็นห่วงสุขภาพของทุกคนอยู่เสมอค่ะ  ด้วยรักและห่วงใย 🙂

ที่มา : 

https://www.theparliamentmagazine.eu/articles/partner_article/efa/happy-holidays-family-friends-food-and-anaphylactic-shock

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5295079/

ส่องที่มาของ ‘ช็อกโกแลต’ กับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ชวนให้ลิ้มลอง

ถ้าพูดถึงเครื่องดื่มเย็น ๆ หรือรสชาติของขนมที่ใครก็ต้องรู้จัก คงจะหนีไม่พ้น ‘ช็อกโกแลต’ ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้ ที่เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกับ ‘โกโก้’ ที่เรารู้จักเลยล่ะค่ะ

ปัจจุบัน ช็อกโกแลตเป็นสิ่งที่หาง่าย และฮอตฮิตแบบสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นขนม เค้ก หรือเครื่องดื่ม ก็จะมีรสชาติของช็อกโกแลตผสมอยู่ แต่ทุกคนทราบไหมคะ ว่าในช่วงศตวรรษที่ 16 ช็อกโกแลตนั้นเรียกได้ว่าเป็นแรร์ไอเท็มเลยค่ะ เพราะมีอยู่แค่ในเมโสอเมริกา แถมรสชาติและหน้าตาของมันก็ยังไม่เหมือนกับช็อกโกแลตในปัจจุบันอีกด้วย

จุดเริ่มต้นของ ‘ช็อกโกแลต’

ย้อนกลับไป 1900 ปีก่อนคริสตกาล ผู้คนในแถบนั้นเริ่มเรียนรู้การเตรียมผลของ ‘ต้นกาเกา’ หรือโกโก้ที่เรารู้จัก ซึ่งเป็นพืชพื้นเมือง โดยนำเมล็ดมาบด และนำมาผสมกับคอร์นมีล (Corn meal) และพริก เพื่อทำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติขม และมีฟอง เมื่อดื่มแล้วจะทำให้รู้สึกตื่นตัว ถ้าให้เปรียบเทียบก็น่าจะเหมือนเครื่องดื่มชูกำลังในปัจจุบันเนี่ยล่ะค่ะ

ชาวเมโสอเมริกัน เชื่อว่าผลโกโก้นั้นเป็นอาหารจากสวรรค์ ที่เทพเจ้ามอบให้เป็นของขวัญแก่มนุษย์ นอกจากนี้ชาวแอซเต็กยังใช้เมล็ดโกโก้แทนเงิน และดื่มช็อกโกแลตในงานเลี้ยงรื่นเริงในวัง รวมถึงใช้เป็นรางวัลแก่ทหารผู้ชนะการรับ และในพิธีกรรมต่าง ๆ อีกด้วย

การแพร่หลายของ ‘ช็อกโกแลต’

ในปี ค.ศ. 1519 เฮอร์นันโด คอร์เตส นักสำรวจที่กำลังทำการล่าอาณานิคมชาวสเปน ได้เดินทางไปยังวังของจักรพรรดิมอนเตซูมา ที่นครเนอชตีลัน (Tenochtitlan) โดยในครั้งนั้น ชาวเมืองและจักรพรรดิต่างเข้าใจผิดว่า คอร์เตสเป็นพระเจ้าผู้มาเยือน จึงให้การต้อนรับดูแลอย่างดี และมีนายทหารของคอร์เตสได้บันทึกไว้ว่า จักรพรรดิมอนเตซูมา ได้นำเครื่องดื่มโกโก้ออกมาจำนวน 50 เหยือก และรินใส่ในถ้วยทองคำเพื่อต้อนรับพวกเขาอีกด้วย ต่อมาหลังเสร็จสิ้นการล่าอาณานิคม คอร์เตสจึงเดินทางกลับสเปนพร้อมกับเมล็ดโกโก้นั่นเองค่ะ

ในช่วงแรก ช็อกโกแลตที่ทำออกมามีรสชาติขม และถูกนำไปใช้เป็นยารักษาโรค ต่อมาจึงเริ่มปรุงแต่งให้มีรสชาติหวานขึ้น โดยการผสมน้ำผึ้ง น้ำตาล หรือวนิลาลงไป ทำให้ช็อกโกแลตกลายเป็นอาหารยอดนิยมในราชสำนักสเปนอย่างรวดเร็ว และผู้คนก็เริ่มทำการเพาะปลูกมากขึ้น

จุดเปลี่ยนของ ‘ช็อกโกแลต’

ความเปลี่ยนแปลงของช็อกโกแลต เกิดขึ้นเมื่อปี ด.ศ. 1828 เมื่อ ‘คอนราด แวน เฮาเทน’ แห่งอัมสเตอร์ดัม ได้นำเครื่องบดโกโก้มาใช้ ซึ่งเจ้าเครื่องบดนี้สามารถแยกน้ำมันโกโก้ธรรมชาติออก ทำให้เหลือเพียงผงโกโก้ ที่สามารถนำมาผสมเป็นเครื่องดื่มได้ หรือนำมาผสมกับสารไขมันที่ได้จากเมล็ดโกโก้ เพื่อทำเป็น ‘ช็อกโกแลตแบบแท่ง’ เหมือนในสมัยปัจจุบัน

ต่อมา เมื่อช่างทำช็อกโกแลตชาวสวิสเซอร์แลนด์ ‘แดเนียล ปีเตอร์’ ได้ทำการเติมนมผงลงไปในช็อกโกแลต ทำให้เกิดช็อกโกแลตนม หรือ Milk Chocolate รสชาติหวานละมุนที่เรารู้จักขึ้น

จนกระทั่งในศตวรรษที่ 20 ช็อกโกแลตจึงหลายมาเป็นของหวานสำหรับคนทั่วไป และมีการเพาะปลูกโกโก้เป็นจำนวนมาก แต่น่าเสียดายที่โกโก้จะสามารถปลูกได้เฉพาะพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรเท่านั้น

ใน ค.ศ. 2015 ประเทศโกต์ดิวัวร์ สามารถผลิตโกโก้ได้สองในห้าของผลผลิตโกโก้ทั่วโลก และในปัจจุบันนี้เรื่องที่น่ายินดีของเราก็คือ ประเทศไทยเริ่มทำการเพาะปลูก และผลิตโกโก้เองแล้ว การันตีคุณภาพได้จากรางวัลระดับโลกเลยทีเดียวค่ะ

แน่นอนว่า หลาย ๆ คนคงหลงใหลในรสชาติของเจ้าช็อกโกแลตที่แสนอร่อยนี้ แต่อย่าลืมนะคะ ว่าต้องควบคุมปริมาณในการรับประทานด้วย เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับแคลอรี่ และไขมันเกินความต้องการนั่นเอง อร่อยได้ แต่ต้องมีวินัยด้วยนะคะ ด้วยรักและห่วงใยค่า  : )

ส่องวัตถุดิบ ‘น้องหนมปัง’ ฮีโร่ของผู้ลดน้ำหนัก ที่ช่วยคลายเครียดได้ด้วย!

ถ้าพูดถึงอาหารเพื่อสุขภาพที่ทั้งอร่อย มีประโยชน์ และไม่ทำให้อ้วนแล้ว คงจะหนีไม่พ้น ‘น้องหนมปัง’  คีโตเฟรนลี่ขวัญใจผู้ลดน้ำหนัก และชาวรักสุขภาพทุกคนแน่นอน! ซึ่งวันนี้เราจะมาส่องวัตถุดิบของน้องหนมปังกันค่ะ ว่าทำไมน้องเขาถึงได้มีประโยชน์ล้นเหลือทั้งช่วยลดน้ำหนัก ช่วยคลายเครียด และยังมีความฮอตฮิตขนาดนี้!

ไฟเบอร์เน้น ๆ จากเมล็ดแฟลกซ์ เนื้อมะพร้าว และอัลมอนด์

อย่างที่ทราบกันดีว่าน้องหนมปังนั้นการันตีคุณภาพ และความสดใหม่ทุกชิ้น เพราะน้อง ๆ มีส่วนผสมที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี ทั้ง เมล็ดแฟลกซ์ เนื้อมะพร้าว และอัลมอนด์  ที่ทำให้น้องหนมปังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ปริมาณถึง 12 g./ชิ้นเลยทีเดียว

ซึ่งเจ้าไฟเบอร์ที่เรารู้จักนี้ มีประโยชน์ในการช่วยควบคุมน้ำหนัก ทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานขึ้น เนื่องจากไฟเบอร์จะดูดน้ำ และพองตัว ทำให้เมื่อรับประทานน้องหนมปังแล้ว เราจะรู้สึกอยู่ท้อง ไม่อยากรับประทานจุกจิกระหว่างมื้อ และไม่ทำให้เราเผลอรับประทานอาหารจนเกินปริมาณแคลอรี่ที่เหมาะสมอีกด้วยค่ะ

ส่วนในเรื่องของการคลายเครียดนั้น มีงานวิจัยพบว่า น้ำมันของเมล็ดแฟลกซ์ ช่วยให้ผู้ที่รับประทานเข้าไปนั้นมีความเครียดลดลงอีกด้วยค่ะ ว้าวสุด ๆ 

ต้านความเครียดด้วยไข่ไก่ อัลมอนด์ และมะพร้าว

รู้หรือไม่? ว่าวัตถุดิบสำคัญในการเนรมิตน้องหนมปังอย่างไข่ไก่ อัลมอนด์ และมะพร้าว สามารถช่วยลดความเครียดได้!

จากงานวิจัย พบว่า ‘ไข่ไก่’ โดยเฉพาะในไข่แดง มีสารเลซิตินที่มีความสัมพันธ์กับระบบประสาทของเรา เป็นตัวช่วยในการบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความเครียด ลดอาการตื่นเต้น ช่วยกระตุ้นสมอง และป้องกันโรคที่เกี่ยวกับสมอง รวมไปถึงช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นอาการที่หลายคนน่าจะประสบปัญหากันอยู่ได้ด้วยค่ะ

สำหรับเจ้า ‘อัลมอนด์’ และ ‘มะพร้าว’ นั้นอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ที่เป็นสารสำคัญในการช่วยต้านความเครียด ช่วยรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจนั้นเป็นปกติ ช่วยควบคุมความดันโลหิต และยังเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการส่งสัญญาณประสาทในร่างกายของเราด้วย แน่นอนว่า ถ้าประสาทดี ระบบสมองก็จะทำงานดี และทำให้เราไม่เครียดนั่นเองค่ะ

เพิ่มฮอร์โมนความสุขด้วย ‘กรดทริปโตเฟน’ ในไข่และธัญพืช

ไข่ และธัญพืชที่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบของน้องหนมปัง อุดมไปด้วย ‘กรดทริปโตเฟน’ ที่เป็นพระเอกของเรื่อง เพราะเป็นสารที่จำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมนความสุข อย่าง ‘เซโรโทนิน’ ในร่างกายของเรา ที่เมื่อหลั่งออกมาแล้ว จะมีหน้าที่ช่วยควบคุมความรู้สึกเจ็บปวด ความหิว ความอิ่ม ความอยากอาหาร การนอนหลับ อารมณ์ทางเพศ และที่สำคัญเลยก็คือ ‘ความรู้สึกสงบ’ ของเรา ที่จะทำให้เราไม่เครียด และรู้สึกมีความสุขแบบฟิน ๆ 

เห็นไหมล่ะคะ ว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไป สามารถส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราได้โดยตรงเลย แต่เพื่อให้ร่างกายของเราสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งขึ้น เราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลากหลาย ร่วมกับการออกกำลังกายไปด้วยนะคะ เพื่อหุ่นที่เฟิร์ม สุขภาพที่ดี และอารมณ์ที่จอยค่ะ  🙂

ที่มา

https://www.selfgrowth.com/articles/Relieve_Stress_Naturally_And_Improve_Health_With_Flaxseed_Oil.html

https://www.healthline.com/nutrition/foods-loaded-with-potassium

https://www.matichonacademy.com/content/health/article_14892

https://www.thaihealth.or.th/Content/42006-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94.html

https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/diabetes/admin/knowledges_files/6_44_1.pdf

https://www.honestdocs.co/serotonin-substances-affect-emotions

เปิดรสชาติหอมนุ่ม ละมุนลิ้นของ ‘น้องหนมปัง’ ที่เหมือนขนมปังปกติราวกับฝาแฝด

“เพราะเรามักจะจดจำสิ่งที่ ‘ใช่’ ได้แม่นกว่าสิ่งใดเสมอ”

กลิ่นหอมกรุ่น และรสสัมผัสของอาหารจานโปรดที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่ลิ้น และเดินทางไปในร่างกายของเรา คงจะเป็นสิ่งที่หลายคนจดจำได้ดี เพราะทุกครั้งที่ได้รับประทานอาหารเหล่านั้น ก็ทำให้รู้สึกราวกับว่าได้บินไปพักผ่อนในสถานที่ที่อยากไปเลยก็ว่าได้

สมองของเราถูกพัฒนามาอย่างยาวนานเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะกับเรื่อง ‘อาหาร’ สมองสามารถจดจำถึงเวลาที่เรารับประทานอาหารเป็นประจำ, เวลาที่เราต้องการสารอาหารเพื่อให้ร่างกายทำงานได้ปกติ ไปจนถึงการจดจำได้ว่ารสชาติของอาหารนั้น ๆ เป็นเช่นไร เป็นอาหารชนิดใด และต้องทำการย่อยอย่างไร

หากเรารับประทาน ‘น้องหนมปัง’ ซึ่งเป็นขนมปังที่ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาลเข้าไป ร่างกายก็จะเข้าใจว่าน้องหนมปัง คือ ‘ขนมปังปกติ’ เพราะน้องหนมปังมีรสชาติ และรสสัมผัสที่คล้ายคลึงกับขนมปังปกติมาก สมองของเราจึงเสมือนถูกหลอก และทำให้รู้สึกว่าเรากำลังรับประทานขนมปังปกติอยู่นั่นเอง

ในช่วงใกล้เวลาของมื้ออาหาร หรือเวลาที่เราเริ่มหิว หากมีกลิ่นหอม ๆ ของอาหาร หรือมีอาหารวางอยู่ตรงหน้าของเรา ‘ตา’ และ ‘จมูก’ จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังสมอง จากนั้นสมองจะเริ่มส่งสัญญาณไปยังอวัยวะอื่น ๆ และสั่งการให้ร่างกายของเราปล่อยน้ำย่อย และเอนไซม์ที่ใช้ย่อยอาหารออกมา 

เมื่อเราเริ่มรับประทานอาหาร ปราการด่านแรกอย่าง ‘ฟัน’ จะเริ่มทำการบดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง ซึ่งนั่นจะทำให้มีอัตราส่วนพื้นที่ผิวต่อปริมาตรมากขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับน้ำย่อย ดังเห็นได้จากภาพตัวอย่าง

จากนั้นอาหารจึงจะเดินทางเข้าสู่กระบวนการย่อยอาหารด้วยเอนไซม์ และน้ำย่อยต่อไป โดยการย่อยอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าว หรืออาหารจำพวกแป้ง จะใช้กรดอะมิโน ‘อะไมเลส’ (Amylase) ที่อยู่ในน้ำลายของเราในการย่อยแป้งให้เป็น ‘น้ำตาล’

แม้ว่าน้องหนมปังจะไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล แต่ด้วยความเคยชินของร่างกาย ทำให้ร่างกายคิดว่า ‘นี่แหละ อาหารจานโปรด จานเดิมของฉัน’ จากนั้นร่างกายก็จะปล่อยน้ำลายที่มีกรดอะไมเลส (Amylase) ออกมามากขึ้นเช่นเดิม

จะเห็นได้ว่า น้องหนมปังนั้นเหมือนกับขนมปังปกติราวกับฝาแฝด แต่ให้สารพัดประโยชน์กับร่างกายมากกว่า มีปริมาณโปรตีน และไฟเบอร์ที่มากกว่า ทั้งยังไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล เหมาะกับผู้ลดน้ำหนัก หรือคนที่ต้องการลดแป้ง ลดน้ำตาล แต่ยังอยากลิ้มรสชาติของขนมปังอยู่เป็นอย่างยิ่ง

ที่มา :

https://www.frontiersin.org/articles/10.3389/fpsyt.2019.00525/full

https://my.clevelandclinic.org/health/articles/10681-the-psychology-of-eating

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1057740811001136

น้องหนมปัง และน้องเลิฟ ปลอดภัย ไร้ ‘สารสังเคราะห์’ แน่นอน!

ปัจจุบัน วงการอาหารมีความก้าวหน้าไปมากกว่าเดิม เนื่องจากมีความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้อาหารของเรามีความหลากหลายมากขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 

เราอาจเคยได้ยินว่า อาหารที่มีสีสันสดใสนั้นถูกปรุงแต่งด้วย สีผสมอาหาร หรืออาหารสามารถเก็บไว้รับประทานได้นานมากขึ้นด้วยวัตถุกันเสีย สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการเติม ‘สารสังเคราะห์’ ลงไปในอาหาร ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าร่างกายของเราได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยค่ะ 

‘สารสังเคราะห์’ คืออะไร?

สารสังเคราะห์ คือ สารที่ได้จากปฏิกิริยาเคมี ผลิตขึ้นเพื่อนำมาใช้ประโยชน์แทนสารจากธรรมชาติที่อาจจะมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของเรา หรือมีคุณภาพไม่มากพอนั่นเองค่ะ ซึ่งเจ้าสารสังเคราะห์เนี่ยก็อยู่ไม่ไกลตัวเราเลยนะคะ อย่างพวก ‘สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล’ ที่มักจะพบบ่อยในน้ำอัดลม หรือหมากฝรั่ง ก็ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของสารสังเคราะห์เช่นกัน

สารให้ความหวาน ที่คนมักจะคิดว่าเป็นสารสังเคราะห์ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ก็มีนะคะ อย่าง  ‘อริทริทอล’  หรือ ‘น้ำตาลอริทริทอล’ ที่เป็นส่วนประกอบของน้องหนมปัง และน้องเลิฟ ไม่ได้เป็นสารสังเคราะห์ค่ะ เพราะเจ้าอริทริทอลผลิตโดยกระบวนการผลิตทางเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งมีความแตกต่างจากสารให้ความหวานอื่น ๆ นั่นเอง

ผลกระทบของ ‘สารสังเคราะห์’ ที่มีต่อร่างกาย

สารสังเคราะห์ที่ปลอดภัย จะต้องผ่านการตรวจสอบโดย องค์การอาหารและเกษตร และองค์การอนามัยโลก แห่งสหประชาชาติ หรือ The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives (JECFA) แต่อย่างไรก็ตาม ร่างกายของเราก็ไม่ได้สามารถรับสารสังเคราะห์ได้ทุกคน เพราะบางคนก็อาจจะมีอาการ ‘แพ้’ ได้ค่ะ

การได้รับสารสังเคราะห์ในปริมาณที่มากเกินไป ก็สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกันกับอาการแพ้นะคะ ซึ่งอากาารเหล่านี้ก็จะมีทั้ง อาการท้องเสีย ปวดท้อง ปวดศีรษะ เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หรือปัญหาผิวหนังได้ค่ะ

ดังนั้น ผู้ที่มีอาการแพ้ หรือร่างกายมีความไวต่อสารเคมี จำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยงสารสังเคราะห์ และรับประทานอาหารออร์แกนิกแทนค่ะ

อย่าง ‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ คีโตเฟรนลี่ของเรา ที่ทำมาจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ จากธรรมชาติล้วน ๆ ทั้งมะพร้าว และเมล็ดแฟลกซ์ มั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีสารปรุงแต่งอย่างอื่นเจือปนแน่นอน โดยเฉพาะ ‘สารสังเคราะห์’ เช่น วัตถุกันเสีย  ซึ่งแม้ว่าน้องทั้งสองจะไม่มีวัตถุกันเสียเป็นส่วนประกอบ แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเลยค่ะ เพราะว่าเราสามารถเก็บน้องเขาไว้ได้นานในระยะหนึ่งเลยทีเดียว แม้จะมีอายุไม่นานมาก แต่ดีต่อสุขภาพของทุกคนมากกว่านะคะ

น้องหนมปัง (กลม/เหลี่ยม)

  • เก็บได้นาน 15 วัน (ในตู้เย็นช่องธรรมดา)
  • เก็บได้นาน 2 เดือน (ในตู้เย็นช้องฟรีซ)

น้องเลิฟ

  • เก็บได้นาน 10 วัน (ในตู้เย็นช่องธรรมดา)
  • เก็บได้นาน 45 วัน (ในช่องฟรีซ)

สุดท้ายนี้ อย่าลืมเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพกันนะคะ เพราะว่าสิ่งที่เรารับประทาน จะส่งผลต่อตัวเราโดยตรง ถ้าเลือกสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเองแล้ว รับรองว่าเราจะมีร่างกายแข็งแรง ห่างไกลโรคแน่นอนค่ะ   🙂

ที่มา :

http://korat.nfe.go.th/sci_t1/chap10/chap10_2.pdf

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5756564/

https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/food-additives

https://www.betterhealth.vic.gov.au/health/ConditionsAndTreatments/food-additive

ไขความลับประเภทของ ‘เนย’ หนึ่งในวัตถุดิบยอดฮิตในการทำอาหาร

อาหารทั้งคาวหวาน ถูกสรรค์สร้างมาจากวัตถุดิบที่หลากหลายมารวมกัน จนได้รสชาติที่กลมกล่อมลงตัว ซึ่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และมีประโยชน์ ก็จะยิ่งส่งผลต่อความอร่อย และคุณค่าของอาหารนั้น ๆ ได้

‘เนย’  เป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่เราใช้ประกอบอาหารทั้งของคาว และของหวาน โดยเฉพาะการทำขนม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า คุณภาพ และประเภทของเนย สามารถเป็นตัวกำหนดชี้ชะตาอาหารได้เลยว่าจะมีรสชาติที่ดี และมีคุณภาพหรือไม่ ดังนั้น การเลือกสรรประเภทของเนยมาใช้ให้ถูกต้อง และเข้ากับอาหารรูปแบบต่าง ๆ นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ

6 ประเภทของเนย ที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น

  1. เนยจืด หรือ Unsalted Butter

เนยจืด เป็นเนยที่เราพบเห็นได้ทั่วไป เป็นเนยที่ไม่มีรสชาติ หรือจืดสมชื่อนั่นเองค่ะ โดยปกติแล้วจะทำมาจากนมวัว หรือไขมันจากนม 80% ขึ้นไป ซึ่งเนยชนิดนี้เรียกได้ว่าเป็นเนยที่เฟรนลี่ และฮิตสุด ๆ เพราะสามารถใช้ได้กับอาหาร หรือขนมทุกประเภทเลยค่ะ

  1. เนยเค็ม หรือ Salted Butter

เนยเค็ม เป็นเนยอีกหนึ่งประเภทที่เราคุ้นชิน และพบเห็นกันบ่อย ๆ ตีคู่มากับเนยจืดเลยล่ะค่ะ โดยเนยชนิดนี้จะมีสรสชาติเค็มเล็กน้อย เพราะมีการเติมเกลือเข้าไป และทำมาจากนมวัว หรือไขมันจากนม 80% ขึ้นไป เช่นเดียวกับเนยจืด

ด้วยความที่เนยชนิดนี้มีรสชาติเค็ม เราจึงใช้เนยเค็มในการทำอาหาร และเบเกอร์รี่เป็นส่วนใหญ่นั่นเองค่ะ

  1. วิปบัตเตอร์ หรือ Whipped Butter

วิปบัตเตอร์ เป็นเนยแท้ หรือเนยจืดที่ถูกนำมาปั่นจนขึ้นฟู และมีสีขาว ลักษณะเด่นของเนยชนิดนี้คือจะมีความละเอียด เนียน และนุ่มสุด ๆ โดยเนยชนิดนี้จะไม่เหมาะกับการนำมาทำอาหารค่ะ แต่เหมาะสำหรับการนำมาทาบนขนมปัง หรือใช้รับประทานคู่กับอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติมากกว่า

  1. เนยหมัก หรือ Cultured Butter

เนยหมัก คือเนยที่เกิดจากการหมัก และมีรสชาติเปรี้ยวค่ะ เนยชนิดนี้จะมีปริมาณไขมันมากกว่าเนยแท้ แต่มีความชื้นน้อยกว่าค่ะ ซึ่งเนยหมักสามารถใช้ประกอบอาหารได้ทั้งคาว และหวานเลยนะคะ ตัวอย่างอาหารที่ใช้เนยชนิดนี้เป็นส่วนประกอบก็คือ ‘ครัวซองต์’ หรือขนมอบยอดฮิต และมีลักษณะคล้ายรูปจันทร์เสี้ยวที่เราคุ้นเคยนั่นเองค่ะ

  1. เนยสำหรับทา หรือ Spreadable Butter

เนยชนิดนี้ อาจะเรียกอีกชื่อว่า ‘เนยผสม’ ทำมาจากเนยแท้เช่นเดียวกับเนย 4 ประเภทด้านบน แต่มีปริมาณน้อยกว่า มาผสมกับน้ำมันพืชนั่นเอง โดยเนยชนิดนี้จะมีไขมันอิ่มตัวมากกว่า และให้พลังงานน้อยกว่า ทำให้สามารถนำมาทาบนขนมปังได้ แต่ไม่เคยนำมาทำอาหารหรือขนมค่ะ

  1. Butter-like Spread 

เนยประเภทสุดท้าย ที่แม้ชื่อของเขาจะมีคำว่า Butter แต่สิ่งนี้ไม่ใช่เนย และไม่มีส่วนผสมของเนยจริงอยู่เลยค่ะ!  ซึ่งเจ้าเนยชนิดนี้ทำมาจากน้ำมันพืชเป็นส่วนผสมหลัก มีข้อดี คือ สามารถใช้ทาได้ และมีความนุ่มละมุนกว่าเนยจริง ๆ ทั้งยังให้พลังงาน และคอเลสเตอรอลน้อยกว่า แต่อย่างไรก็ตาม เนยชนิดนี้ไม่เหมาะกับการทำไปอาหารเลยแม้แต่น้อยค่ะ โดยเฉพาะการทำขนมยิ่งไม่เหมาะเลย เพราะขนมที่ได้อาจจะไม่ได้มีคุณภาพ และรสชาติที่ดีเท่าการใช้เนยแท้ค่ะ

การเลือกสรรวัตถุดิบ และส่วนประกอบในการทำอาหารเป็นส่วนสำคัญจริง ๆ ค่ะ  เพราะสามารถส่งผลต่อคุณภาพ และรสชาติของอาหารได้โดยตรงเลย

 อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ของเรา ก็ได้คัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ บวกกับความรักและใส่ใจ จนได้ขนมปังที่มีคุณภาพเกินร้อย ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ชิ้นนี้ออกมา เพื่อให้ชาวรักสุขภาพทุกคนนั่นเองค่า : )

ที่มา :

https://spoonuniversity.com/lifestyle/types-of-butter-you-did-not-know-about