ทำความรู้จัก ‘Eating Disorder’ โรคพฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดปกติ ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

‘Eating Disorder’ หรือโรคที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมที่ผิดปกติไปจากเดิม ซึ่งโรคนี้จัดอยู่ในหมวดหมู่ของโรคทางจิตเวชที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายกับชีวิตสูงที่สุด มากกว่าโรคทางจิตเวชประเภทอื่น ๆ 

 “when you have an unhealthy attitude to food, 

which can take over your life and make you ill.”

ในประเทศอังกฤษมีการให้คำจำกัดความของ Eating Disorder ว่า ‘อาการของผู้ที่มีความรู้สึกไม่ปกติต่ออาหารทั่วไปที่รับประทาน และทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ก็จะสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายได้’ 

โดยในปัจจุบัน มีหลายโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มของความผิดปกตินี้ ได้แก่

  1. โรค Anorexia nervosa หรือ โรคคลั่งผอม ซึ่งผู้ป่วยจะมีความคิดว่าตัวเองอ้วน และกลัวน้ำหนักขึ้นอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดภาวะเครียด และพยายามไม่รับประทานอาหาร หรือพยายามออกกำลังกายอย่างหนัก
  1. โรค Bulimia หรือ โรคกลัวอ้วน เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติในการรับประทานอาหาร ซึ่งมีลักษณะเป็นวงจรใหญ่ ๆ เริ่มต้นจากการที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารปริมาณมากในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่สูง แล้วตามด้วยการพยายามกำจัดอาหารเหล่านั้นออกไป โดยการทำให้ตัวเองอาเจียน หรือการใช้ยา รวมไปถึงการพยายามออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อไม่ให้น้ำหนักขึ้น
  1. โรค Binge Eating Disorder (BED) หรือ โรคกินไม่หยุด โดยผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมการรับประทานอาหารของตนเองได้ และรับประทานอาหารในปริมาณมาก ๆ แม้จะไม่รู้สึกหิวจนกระทั่งอิ่ม และรู้สึกจุก ทำให้หลังจากรับประทานอาหาร ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกผิด แต่จะไม่พยายามลดน้ำหนัก
  1. โรค Other specified feeding or eating disorder (OSFED) หรือผู้ป่วยกลุ่มย่อย ที่มีอาการคล้ายกับโรคอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่มีอาการของโรคใดโรคหนึ่งไม่ครบเกณฑ์นั่นเอง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ แม้ว่าเราจะไม่ได้มีอาการที่ตรงตามเกณฑ์ของโรคต่าง ๆ ข้างต้นทั้งหมด แต่จริง ๆ แล้วเราอาจเป็นผู้ป่วยของโรคนี้โดยไม่รู้ตัวก็ได้ 

ดังนั้น เราควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมการรับประทานอาหารของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และถ้าหากพบว่ามีความผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อร่างกายในระยะยาว

ที่มา :

https://www.nhs.uk/conditions/eating-disorders/

ปราบเชื้อไข้หวัดใหญ่ให้อยู่หมัด ด้วยการรับประทานอาหารแบบ ‘คีโตเจนิก’

การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก (Ketogenic Diet) หรือการรับประทานคีโตที่หลายคนรู้จักกันดี เป็นการรับประทานอาหารที่เน้นการลดคาร์โบไฮเดรต แต่เพิ่มปริมาณไขมัน และโปรตีนเพื่อให้เป็นพลังงานให้กับร่างกายแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้น้ำหนักลดลงแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกหลายด้านอีกด้วย

การรับประทานอาหารแบบคีโต กับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย 

อีกหนึ่งประโยชน์ที่น่าสนใจของการรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก คือ ‘ความสามารถในการช่วยกำจัดเชื้อไข้หวัดใหญ่’ ซึ่งจากการศึกษา โดยใช้หนูเป็นตัวทดลอง พบว่า การรับประทานอาหารแบบคีโตนั้นไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้

งานนี้วิจัยนี้เป็นของ ‘Ryan Molony’ นักวิจัยจาก Iwasaki’s lab โดยจากการวิจัยพบว่า การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชื่อ ‘อินฟลามาโซม’ (Inflammasomes) ซึ่งเป็นสารประกอบโปรตีนขนาดใหญ่ และทำให้เกิดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เป็นอันตราย

ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองของ ‘Emily Goldberg’ นักวิจัยจาก Dixit’s lab ที่พบว่า การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก สามารถช่วยป้องกันการต่อตัวของอินฟลามาโซม ดังนั้น เมื่อเรารับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ก็จะสามารถลดการกระตุ้นอินฟลามาโซม และลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันนี้

การรับประทานอาหารแบบคีโต กับโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

การทดลองต่อมา พบว่า หนูที่ได้รับอาหารแบบคีโตเจนิก มีโอกาสรอดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มากกว่าหนูที่ได้รับอาหารแบบปกติ เนื่องจากเมื่อได้รับอาหารแบบคีโตเจนิก ร่างกายจะกระตุ้นการทำงานของ ‘gamma delta T cells’ หรือเซลล์ชนิดหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันนั่นเอง

สำหรับในมนุษย์อย่างเรา ปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์จะเริ่มทำงานเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมมากระตุ้น แต่จากการศึกษาพบว่า การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีก รวมไปถึงผักหลากชนิด จะทำให้ T cells บางส่วนในปอดที่ไม่ได้ทำงาน ถูกกระตุ้นให้เริ่มทำงานได้อย่างอัตโนมัติ

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเริ่มตอบสนองต่อเชื้อไข้หวัด ก็จะเริ่มผลิตเสมหะ และน้ำมูกเพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยในการจับไวรัส และขับออกไป เพื่อไม่ให้เชื้อลงไปที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

ดังนั้น หากใครที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี และสามารถทำได้ไม่ยาก แต่ต้องไม่ลืมที่จะเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ครบถ้วนควบคู่ไปด้วย 

อย่างการเลือก ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ที่อุดมไปด้วยสารพัดประโยชน์จากวิตามิน และแร่ธาตุ แถมยังมีโปรตีนสูง และไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาลชิ้นนี้ ก็เป็นหนึ่งในอาหารที่มีสารพัดประโยชน์ครบถ้วน เหมาะกับชาวรักสุขภาพ และชาวคีโตแบบสุด ๆ 

ที่มา : https://www.sciencedaily.com/releases/2019/11/191115190327.htm?fbclid=IwAR08c4da8JkGl9DIRZO9sgIKtfb6eptsYSYma1NBNwOQPVnbtrLw60l8f_I

https://immunology.sciencemag.org/content/4/41/eaav2026

http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/60452

เจาะลึกเรื่อง ‘อัลไซเมอร์’

ร่างกายของคนเรา เมื่อเติบโตและถูกใช้งานไปเรื่อย ๆ ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายก็มักจะต้องเสื่อมสภาพและแก่ตัวลงไป จนอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ และโรคภัยตามมา

‘โรคอัลไซเมอร์’ เป็นโรคยอดฮิตของกลุ่มผู้สูงอายุที่หลายคนจะต้องเคยได้ยิน หรือรู้จักกันในชื่อ ‘โรคความจำเสื่อม’ อยู่แล้วแน่นอน โดยโรคนี้จะเริ่มเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ขึ้นไป ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 65 ปี จะมีผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์อยู่จำนวน 1% หรือ 1 ใน 100 คนนั่นเอง

การเริ่มต้นของ ‘โรคอัลไซเมอร์’

โรคอัลไซเมอร์ จะเริ่มได้รับผลกระทบจากสมองส่วน Hippocampus ซึ่งเป็นส่วนในการควบคุมการตอบสนองของอารมณ์ และการรับข้อมูลใหม่เข้ามาในสมอง ทำให้ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะเริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว โมโหง่าย และควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ รวมถึงจะจำเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ เช่น จำอาหารที่ทานไปวันนี้ไม่ได้ หรือไม่รู้ว่าวันนี้ตนเองทานอาหารไปหรือยัง เป็นต้น แต่ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะยังสามารถจดจำเรื่องราวเก่า ๆ ได้อยู่ 

สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์ เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทและสมอง จากการที่เซลล์ประสาทถูกทำลายจนทำให้การทำงานของสมองลดลง สาเหตุที่เซลล์ประสาทในสมองตายลง ก็มาจากการที่ร่างกายผลิตพลังงานจากน้ำตาลได้ไม่ดี ทำให้เซลล์ประสาทได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ซึ่งร่างกายของเราจะไม่สามารถสร้างเซลล์ประสาทเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ได้อีกแล้ว 

ภาพเซลล์ประสาท

  • ‘สารบีตา แอมมิลอยด์’ ในเซลล์ประสาท

เซลล์ประสาทจะเชื่อมต่อกันไปเรื่อย ๆ โดยมี Axon เชื่อมกับ Dendrite ของอีกเซลล์หนึ่ง แต่จะมีช่องว่างเล็ก ๆ ที่มีสาร ‘บีตา แอมมิลอยด์’ (A𝛃) ปะปนอยู่ แต่สารนี้จะถูกกำจัดออกไปโดยเอนไซม์ในร่างกาย โดยนักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่า บีตา แอมมิลอยด์ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการกำจัด บีตา แอมมิลอยด์ ของร่างกายก็จะค่อย ๆ ลดลง

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องของอายุ ที่จะส่งผลต่อความแก่ตัวของระบบต่าง ๆ ในร่างกายแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ ทั้งการใช้ชีวิตของแต่ละคนทั้งในเรื่องของการนอน หรือการหลับลึกของร่างกาย ที่จะส่งผลให้ปริมาณของ บีตา แอมมิลอยด์ เพิ่มขึ้นได้ หรือการใช้งานสมองจนเกิดความเครียดมากเกินไป เป็นต้น

นอกจากนี้ อีกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สารบีตา แอมมิลอยด์ เพิ่มขึ้น คือยีนส์ในร่างกายที่มีชื่อว่า ‘apolipoprotein’ หรือ E (APOE) ดังตารางด้านล่าง

APOE  ทั้ง 3 รูปแบบ
APOE e2แทบไม่พบมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ 
APOE e3พบมากที่สุดไม่เพิ่มหรือลดความเสี่ยงของการเกิดอัลไซเมอร์
APOE e4พบเล็กน้อยเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์

ยีนส์ APOE e4 จะผลิตเอมไซม์ที่เปลี่ยนโปรตีนให้เป็นบีตา แอมมิลอยด์มากขึ้น ซึ่งทำใหไ้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากขึ้นตาม

โรคอัลไซเมอร์สามารถป้องกันได้ เพียงต้องรู้จักรัก และหมั่นดูแลสุขภาพของตัวเองอยู่เสมอ ทั้งการทานอาหาร การพักผ่อน และการเลือกสิ่งดี ๆ ให้กับร่างกาย ล้วนส่งผลต่อร่างกายโดยตรง ดังนั้น อย่าลืมหันมาใส่ใจตัวเองกันด้วยนะ  🙂

ที่มา : 

https://www-ncbi-nlm-nih-gov.ezproxy.tulibs.net/pubmed/31982880

https://www-ncbi-nlm-nih-gov.ezproxy.tulibs.net/pubmed/31982903

https://alzheimer.ca/en/Home/About-dementia/Alzheimer-s-disease/Risk-factors

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4447057/

‘จุลินทรีย์ในลำไส้’ สำคัญไฉน? ทำไมต้องมีในร่างกาย?

สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่ชื่อ ‘จุลินทรีย์’ เป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะคุ้นหูคุ้นตากันมาบ้าง เจ้าจุลินทรีย์นี้ถูกผลิตขึ้นโดยธรรมชาติ มีทั้งประโยชน์ มีทั้งโทษ มีทั้งแบบที่ดี และแบบที่ไม่ดีต่อร่างกาย ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึง ‘จุลินทรีย์ในลำไส้’ ที่เป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย และอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดนั่นเอง

จุดกำเนิดของ ‘จุลินทรีย์ในลำไส้’

จุลินทรีย์ในลำไส้ เกิดขึ้นโดยธรรมชาติตามสภาพร่างกาย และสภาพแวดล้อมของแต่ละบุคคล ซึ่งประเภท และปริมาณของจุลินทรีย์ในลำไส้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลต่อสุขภาพของเราไปได้ตลอดชีวิต ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับโรคต่าง ๆ ได้ ทั้งโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคมะเร็ง เป็นต้น

ซึ่งปัจจัยในการกำหนดปริมาณ และประเภทของจุลินทรีย์ในลำไส้ มีดังนี้

  • วิธีการให้กำเนิด
  • ยา 
  • จำนวนพี่น้อง หรือสัตว์เลี้ยงในบ้าน
  • ลำดับการได้รับจุลินทรีย์ในลำไส้

จากงานวิจัย พบว่า เด็กที่มีวิธีการให้กำเนิดโดยการผ่าคลอด หรือเด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะในปริมาณมาก จะมีความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นมากกว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ โดยเฉพาะเด็กที่ผ่าคลอดนั้นจะได้รับยาปฏิชีวะในปริมาณมาก ทำให้มีความเสี่ยงของการเกิดโรคเพิ่มขึ้นถึง 50% เลยทีเดียว

ความโชคดี คือ หากเด็กทารกขาดจุลินทรีย์ในร่างกายไป ‘การให้นมแม่’ จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้มีจุลินทรีย์เพิ่มขึ้นได้ เพราะในนมแม่มีสารอาหารที่เราไม่สามารถทำการย่อยได้ แต่จะเป็นอาหารให้กับจุลินทรีย์ได้ โดยในปัจจุบันนี้ อาหารของจุลินทรีย์บางชนิด สามารถสร้างขึ้นจากในห้องทดลอง เพื่อเสริมให้เด็กมีปริมาณจุลินทรีย์ที่ดีมากขึ้น และมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น

อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ คือ ‘ลำดับการได้รับจุลินทรีย์ในลำไส้’ เพราะจุลินทรีย์บางชนิด ทำให้สภาพแวดล้อมของลำไส้ของเราเปลี่ยนไป และทำให้จุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เข้ามาเติบโตได้ อย่างเด็กที่ถูกผ่าคลอดนั้นก็จะได้รับจุลินทรีย์ไม่กี่ชนิดจากผิวของแม่ แต่เด็กที่คลอดโดยธรรมชาติจะได้รับจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ ด้วย 

ความสำคัญของ ‘จุลินทรีย์ในลำไส้’

ประเภท และปริมาณของจุลินทรีย์ สามารถบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคได้มากมาย ทั้งยังเป็นตัวกำหนดระบบการทำงานภายในร่างกายของเราหลายอย่าง เช่น ระดับฮอร์โมน หรือปริมาณน้ำย่อยแต่ละชนิด นอกจากนี้ยังมีตัวแปรอื่น ๆ มาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งเรื่องของการเพิ่มขึ้นของอายุ หรือรูปแบบของสารพันธุกรรม เป็นต้น

จากการศึกษาล่าสุดยังพบว่า จุลินทรีย์ในลำไส้ สามารถส่งผลต่อการควบคุมความไวของการตอบสนองของอินซูลิน และระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทั้งในสัตว์ และมนุษย์ที่เป็นเบาหวานอีกด้วย 

ยิ่งไปกว่านั้น จุลินทรีย์ในลำไส้ยังมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงอาหารการกิน และสรีรวิทยาและพยาธิสภาพในร่างกาย (host physiology and pathology) เนื่องจากภาวะความสมดุลของจุลินทรีย์นั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบำรุงสุขภาพของลำไส้ และการปรับฟังก์ชันการทำงานของสมองนั่นเอง

การเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้นั้นทำได้ไม่ยากมากนัก เริ่มจากการเลือกรับประทานอาหารที่มี ‘พรีไบโอติกส์’ ที่ช่วยกระตุ้น และเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในลำไส้ได้ ตัวอย่างอาหารที่พบได้ง่าย เช่น กล้วย แอปเปิล หอมหัวใหญ่ และกระเทียม เป็นต้น 

ในครั้งหน้าเราจะรวบรวมข้อมูลเรื่องของจุลินทรีย์ และการรับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มปริมาณเจ้าจุลินทรีย์ให้ร่างกายแบบละเอียดยิบมาให้เพื่อน ๆ อีกแน่นอน อย่าลืมรอติดตามกันนะคะ : )

ที่มา :

https://www.nature.com/articles/s41467-020-14676-4?utm_source=facebook&utm_medium=social&utm_content=organic&utm_campaign=NGMT_USG_JC01_GL_NRJournals

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6574633/

ประโยชน์สุดลึกล้ำของ ‘ผักผลไม้’ ทั้ง 5 เฉดสี

ผัก และผลไม้ นับว่าเป็นอาหารที่ทั้งมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทั้งยังมีสีสันสดใสน่ารับประทาน ซึ่งหลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินคำแนะนำที่ว่า ‘ควรรับประทานผักผลไม้ให้ครบ 5 สี’ กันอยู่บ่อยครั้งใช่ไหมล่ะ? แน่นอนว่า ด้วยเมนูอาหารที่ไม่ได้หลากหลายมากพอในแต่ละวัน อาจทำให้เรารับประทานผักผลไม้ได้ไม่ครบทั้งหมดทุกประเภท

สีสันสดใส มีประโยชน์อะไรแฝงอยู่?

การที่ผลไม้มีสีสันทั้ง 5 สีนั้น เป็นผลมาจาก ‘สาร’ ต่างชนิดกัน ที่ช่วยป้องกันร่างกายของเราจากอันตรายต่าง ๆ ทั้งจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ซึ่งสีสีสดเหล่านี้ ก็ทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • สีแดง : เกิดจากสาร Lycopene (ไลโคปีน) ที่มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยบำรุงผิวให้ดูเปล่งปลั่ง รวมไปถึงช่วยลดการเกิดสิว ซึ่งผักผลไม้ที่มีสีแดงนั้น ได้แก่ มะเขือเทศ, หอมแดง, แอปเปิลสีแดง, สตรอว์เบอร์รี, เชอร์รี, ส้มโอสีชมพู, ทับทิม, องุ่นแดง และแตงโม 
  • สีเขียว : เกิดจากสาร Carotenoids (แคโรทีนอยด์) และวิตามินอื่น ๆ มากมาย ที่มีประโยชน์ในการช่วยต้านโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่ม ช่วยต่อต้านริ้วรอย ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย  โดยผักผลไม้ที่มีสีเขียวนั้น ได้แก่ กะหล่ำปลีสีเขียว,คะน้า, อะโวคาโด, แตงกวา, ผักโขม, ถั่วลันเตา, แอปเปิลสีเขียว และองุ่นเขียว 
  • สีส้ม : เกิดจากสาร Beta-Carotene (เบตาแคโรทีน) มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อม และช่วยลดไขมันในเลือด โดยผักผลไม้สีส้ม ได้แก่ แครอต, ฟักทอง, ข้าวโพด, มันฝรั่งหวาน, พริกสีเหลือง, ส้ม, เสาวรส, มะม่วง, แคนตาลูป และมะละกอ
  • สีม่วง : เกิดจากสาร Anthocyanins (แอนโทไซยานิน) สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางาม และช่วยป้องกันมะเร็ง ซึ่งผักผลไม้สีม่วง ได้แก่ มะเขือม่วง, กะหล่ำปลีสีม่วง, มันสีม่วง, เผือก และ ข้าวนิล
  • สีขาว : เกิดจากสาร Flavonoid (ฟลาโวนอยด์) ที่มีประโยชน์ในการช่วยลดการอักเสบ รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการปวดข้อเข่า ซึ่งเหมาะมาก ๆ กับผู้สูงอายุ ซึ่งตัวอย่างผักผลไม้ที่มีเนื้อสีขาว ได้แก่ ฝรั่ง, แอปเปิล, กล้วย, เงาะ, ลางสาด, ลองกอง, ลิ้นจี่ และ พุทรา เป็นต้น 

พฤติกรรมการรับประทานผัก และผลไม้ของคนไทย  

จากผลสำรวจคนไทยในปี 2562 พบว่า คนที่มีการศึกษาตั้งแต่มัธยม ที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไป และเป็นคนโสดนั้น มีโอกาสรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอเพิ่มขึ้นถึง 1.4 เท่า 

โดยในผู้ชาย จะรับประทานผักน้อยลง 1.32 เท่า นอกจากนี้ผู้ประกอบอาชีพ ‘พนักงานบริษัท’ ส่วนใหญ่ มีโอกาสรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ เพิ่มขึ้นถึง 2.52  เท่าเลยทีเดียว 

ผักผลไม้ตามฤดูกาลของไทย  ครบถ้วน 5 สี ปราศจากสารพิษตกค้าง

การรับประทานผักผลไม้ให้ครบทั้ง  5 สี อาจจะฟังดูเหมือนยาก แต่ถ้าเรามีวินัย และความตั้งใจแล้วก็ทำได้แน่นอนค่ะ เพราะเมืองไทยของเรานั้นมีตัวเลือกของผักผลไม้ให้เลือกสรรมากมายทุกฤดูกาล ยิ่งถ้าเป็นผักผลไม้ตามฤดูกาลยิ่งมีราคาถูก ทั้งยังลดความเสี่ยงเรื่องสารเคมีตกค้างได้ด้วย และด้านล่างนี้ คือรูปภาพของตัวอย่างผักผลไม้ตามฤดูกาลของไทย  ที่ทุกคนสามารถหารับประทานกันได้ไม่ยากค่ะ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำให้บริโภคผัก และผลไม้วันละ 400 g. โดยควรรับประทานให้มีความหลากหลายในแต่ละวัน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด 

ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่ประกอบไปด้วยผักผลไม้หลากสี จะช่วยเสริมสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุให้กับร่างกายของเราได้ อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่หอมนุ่มละมุนลิ้นชิ้นนี้ แม้จะไม่มีผัก แต่ก็มีส่วนผสมของผลไม้อยู่ โดยมีส่วนประกอบของผลไม้สีขาวอย่าง ‘เนื้อมะพร้าวออร์แกนิก’ ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาระดับน้ำตาล และลดไขมันในเลือด 

นอกจากนี้ น้องหนมปังยังมีธัญพืชอย่าง ‘อัลมอนด์’ ที่มีสาร Flavonoid (ฟลาโวนอยด์) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดเดียวกับในผลไม้สีขาว และ ‘เมล็ดแฟลกซ์’ ที่มีไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นอย่าง Lignans (ลิกแนน) มากกว่าในอาหารอื่น ๆ ถึง 800 เท่า

สุดท้ายนี้ อย่าลืมเลือกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงออกกำลังกายร่วมด้วยในทุก ๆ วัน เพื่อร่างกายที่แข็งแรงของทุกคนกันนะคะ 🙂

ที่มา :

https://www.thairath.co.th/lifestyle/woman/beauty/1310334

https://www.ars.usda.gov/plains-area/gfnd/gfhnrc/docs/news-2013/dark-green-leafy-vegetables/

https://www.thaihealth.or.th/Content/51207-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%20%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81.html

https://www.medicalnewstoday.com/articles/263405#benefits-

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/23224443

ทวงคืนความสดใสด้วย ‘อาหารต้านเครียด’ หาซื้อง่าย สบายกระเป๋า

‘เมื่อความสดใสหายไป เพราะอากาศร้อน และความเครียด’

ในทุก ๆ วันนี้ สุขภาพจิตของผู้คนถือเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าสุขภาพกายเลย เพราะด้วยสภาพแวดล้อม และเรื่องราวกวนใจที่เราพบเจอในแต่ละวัน อาจจะส่งผลให้เกิด ‘ความเครียด’ ได้ แน่นอนว่าเมื่อเริ่มเครียดแล้ว ก็จะส่งผลเสียอื่น ๆ ตามมาอีก เช่น ความรู้สึกไม่สบายใจ สมาธิสั้นลง หรือไม่สามารถทำกิจกรรมได้แบบปกติ เป็นต้น

วิธีจัดการความเครียดนั้นมีหลากหลายวิธี และหนึ่งในนั้นก็คือ ‘การรับประทานอาหาร’ นั่นเอง ซึ่งถ้าเราสังเกตดี ๆ อาจจะเคยเห็นว่าเวลาที่เราได้รับประทานของอร่อย ๆ ก็จะทำให้อารมณ์ดีขึ้น ดังนั้น เราจึงรวบรวมลิสต์ของ ‘อาหารต้านเครียด’ ที่หาซื้อได้ไม่ยาก แถมราคาไม่แพงมาฝากทุกคนกัน

  1. ปลาแซลมอน : ปลาแซลมอนเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และอุดมไปด้วย วิตามินดี และโอเมก้า 3 ที่มี DHA สูง  ซึ่งการรับประทานแซลมอนอย่างน้อย 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ สามารถส่งผลต่ออัตราการเป็นโรคซึมเศร้าได้ เพราะสารอาหาร ‘โฟเลต’ และ ‘วิตามินบี 12’ ที่อยู่ในปลาแซลมอนนั้สามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เป็นอย่างดีค่ะ
  1. กาแฟและชาเขียว เครื่องดื่มยอดฮิตอย่าง ‘กาแฟและชาเขียว’ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนนั้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้หญิงได้  โดยเฉพาะในชาเขียวคุณภาพสูงที่อุดมไปด้วย แอล-ธีอะนีน (L-theanine) จะสามาถช่วยให้สมองรู้สึกสดชื่น และทำให้มีสมาธิในการใช้ความคิดหรือการทำงานมากขึ้น
  1. อาหารเสริมที่อุดมด้วยวิตามินดี จากงานวิจัยหลายฉบับ พบว่า คนที่มีภาวะซึมเศร้าโดยเฉพาะ “ภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ( Seasonal Affective Disorder – S.A.D.)” ซึ่งเป็นภาวะที่จะเกิดในช่วงฤดูหนาว และเกิดกับคนที่อยู่ในประเทศที่ใกล้กับทางขั้วโลกเหนือเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเมื่อไม่มีแสงแดด ก็จะทำให้ร่างกายไม่ได้รับ ‘วิตามินดี’ มากพอ จนกระทั่งเกิดภาวะซึมเศร้าขึ้น  โดยภาวะนี้จะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับวิตามินดีเพิ่มขึ้น  ดังนั้นการรับประทาน วิตามินดีเสริม จึงสามารถช่วยบรรเทาอาการภาวะซึมเศร้านี้ได้
  1. เบอร์รีหลากชนิด และผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี โดยเฉพาะบลูเบอร์รีและแบล็กเบอร์รี อุดมไปด้วยแอนโธไซยานิดิน (anthocyanidins) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง เมื่อเรารับประทานเบอร์รีในปริมาณ 1 ถ้วยขึ้นไป/สัปดาห์ จะช่วยให้สมองของเราทำงานได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ผลไม้สด อย่าง ส้ม, แคนตาลูป, มะละกอ และกีวี รวมไปถึงพริกสด พริกแดง พริกเขียว และพริกหวาน ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ก็สามารถช่วยลดความเครียดได้ เนื่องจากวิตามินซีมีส่วนช่วยลดปริมาณของฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดได้

  1. ผักใบเขียว ผักสีเขียวที่หลายคนอาจจะเบือนหน้าหนีอย่าง ผักขม ผักคะน้า ผักกาดคอส คะน้าฝรั่ง และผักกาดก้านแดงนั้นอุดมไปด้วยกรดโฟลิก ที่ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ เพราะเมื่อร่างกายมีกรดโฟลิกในปริมาณน้อยเกินไป ก็จะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าขึ้น ดังนั้นเราจึงควรรับประทานผักสีเขียวอย่างน้อยในทุก ๆ มื้อ หรือสองมื้อต่อวัน 
  1. น้ำ แน่นอนว่าน้ำเป็นของเหลวที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เพราะเป็นส่วนประกอบของร่างกายถึง 70% เมื่อร่างกายของเราขาดน้ำ จะส่งสัญญาณแรกออกมา คือ ‘ความเหนื่อยล้า’ โดยนักวิจัยพบว่าการขาดน้ำเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบต่ออารมณ์ รวมไปถึงระดับพลังงาน และการทำงานของจิตใจได้ ดังนั้นเราควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด หรือเกิดผลกระทบต่ออารมณ์ของเรา
  1. อินทผลัม มะละกอ และกล้วย ผลไม้รสชาติหวานอย่าง ‘อินทผลัม’ และผลไม้ที่หาได้ง่ายอย่าง ‘มะละกอ’ และ ‘กล้วย’ เป็นผลไม้ที่มีอัตราส่วนของสารทริปโตเฟน (tryptophan) ต่อฟีนิลอะลานีน (phenylalanine) และลิวซีน (leucine) ที่ดีต่อร่างกาย ซึ่งสารเหล่านี้สามารถเพิ่มระดับเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสงบได้ ทำให้เรารู้สึกมีความสุขมากขึ้น 
  1. อาหารทะเลจำพวก ‘หอย’ อาหารทะเลยอดฮิตอย่าง ‘หอย’ เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 12 ซึ่งหากได้รับวิตามินบี 12 ไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้เกิดอาการเซื่องซึม หงุดหงิด และซึมเศร้าได้ เพราะวิตามินบีเป็นส่วนสำคัญสำหรับการสร้างสารสื่อประสาทหลายชนิด และยังเป็นวิตามินที่สามารถช่วยต้านความเครียดได้เป็นอย่างดี
  1. ปอปคอร์นไร้น้ำมัน ไร้สารปรุงแต่ง จริง ๆ แล้วปอบคอร์นเป็นขนมที่ดีต่อสุขภาพชนิดหนึ่งเลยทีเดียว เพราะมีปริมาณไฟเบอร์สูงช่วยให้ร่างกายอิ่มนานขึ้น เมื่อร่างกายไม่รู้สึกหิวบ่อย ทำให้เราไม่ต้องเกิดอาการหงุดหงิดจากความหิว หรือจากอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ รวมไปถึงช่วยให้เซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสงบเพิ่มขึ้น ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีขึ้น แต่ต้องรับประทานให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และไม่รับประทานบ่อยครั้งจนเกินไป เพราะอาจทำให้ร่างกายเกิดการต่อต้านอินซูลิน และลดระดับเซโรโทนินได้
  1. ผลไม้ ถั่ว ปลา ผักและน้ำมันมะกอก จากงานวิจัยพบว่า หากร่างกายได้รับผลไม้ ถั่ว ปลา ผัก และน้ำมันมะกอกในปริมาณน้อยเกินไป จะส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้ามากขึ้น 

นอกจากนี้ น้ำมันมะกอกยังมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ ทำให้สามารถช่วยลดอาการของโรคซึมเศร้าได้

  1. ดาร์กช็อกโกแลต จากงานวิจัยในปี 2009 พบว่าดาร์กช็อกโกแลตสามารถช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดได้ และดาร์กช็อกโกแลตนั้นยังผลิตสารเคมีที่มีลักษณะคล้ายฝิ่นในสมอง (enkephalin) หลังการรับประทานอีกด้วย ซึ่งนั่นจะช่วยให้เราคลายเครียด และรู้สึกดีได้ค่ะ

โดยปริมาณของดาร์กช็อกโกแลตที่แนะนำให้รับประทาน คือ 30-60 กรัม/วัน แต่เน้นย้ำว่า ดาร์กช็อกโกแลตนั้นต้องมีส่วนผสมของโกโก้มากกว่า 70 % ขึ้นไปจึงจะเห็นผลดี 

จะเห็นได้ว่า อาหารง่าย ๆ รอบตัวเราเป็นอาหารที่มีประโยชน์ทั้งนั้นเลย ทั้งหาซื้อง่าย และราคาไม่แพงอีกด้วย เพราะนอกจากจะต้องใส่ใจสุขภาพกายแล้ว เราก็ต้องไม่ลืมที่จะหันมาใส่ใจสุขภาพจิตกันด้วยนะคะ 

ที่สำคัญ อย่าลืมเช็กว่าตัวเองแพ้อาหารชนิดไหนหรือไม่ และถ้าหากมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อความปลอดภัย และสุขภาพที่ดีนั่นเองค่ะ จะได้สบายใจ หายห่วง ไร้เรื่องเครียดกันทุกคนนั่นเอง  : )

ที่มา

https://www.health.harvard.edu/mind-and-mood/shining-a-light-on-winter-depression

เสริม ‘ภูมิต้านทาน’ ด้วยอาหารที่หาได้ง่าย ๆ ในครัวของคุณ!

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมนุษย์อย่างเรา ๆ คงหนีไม่พ้นอาการเจ็บป่วย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงอายุใด ก็ไม่มีใครอยากรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว หรือรู้สึกไม่ดีจากอาการเจ็บป่วยทั้งนั้น

ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถคาดเดาถึงอาการเจ็บป่วยได้ว่าจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ หรือมีความรุนแรงแค่ไหน แต่เราสามารถลดความเสี่ยง และป้องกันได้ไม่ยาก ด้วยอาหารการกิน และการดูแลตัวเองนั่นเอง

ภูมิต้านทาน คืออะไร?

ทำความรู้จักกับ ‘ภูมิต้านทาน’ กันก่อน 

ภูมิต้านทาน คือ สิ่งที่ร่างกายของเราสร้างขึ้นมาเพื่อต้านทาน และกำจัดเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมที่มุ่งหน้าเข้าสู่ร่างกายของเรา ซึ่งถ้าหากเรามีภูมิต้านทานต่ำ(Immunosuppression) หรืออยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Immunodeficiency) ก็จะทำให้เชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย จนทำให้เราป่วยได้บ่อย ๆ 

สาเหตุของการมี ‘ภูมิต้านทานต่ำ’

ภูมิต้านทานต่ำ มีสาเหตุได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากการรับประทานอาหาร และพักผ่อนไม่เพียงพอ, การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ, อายุที่เพิ่มขึ้น, การไม่ออกกำลัง และอื่น ๆ อีกมากมาย 

ซึ่งสิ่งใกล้ตัวที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ง่ายที่สุดนั่นก็คือ ‘การรับประทานอาหาร’ ซึ่งจริง ๆ แล้วอาหารที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานนั้นมีอยู่หลายชนิด และในแต่ละชนิดนั้นก็จะมีสารที่ช่วยทำหน้าที่เสริมสร้างภูมิต้านทานในลักษณะที่ต่างกันออกไป

อาหารเสริม ‘ภูมิต้านทาน’

  1. ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกันบ่อย ๆ ว่าการรับประทานผัก และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวนั้น ช่วยเสริมภูมิต้านทานได้ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่จริงค่ะ เพราะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอย่าง ส้ม มะนาว กีวี และเกรปฟรุต มีวิตามินซีสูง ซึ่งเจ้าวิตามินซีนี้ก็เป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำหน้าที่ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวให้กับร่างกาย 

ส่วนผักที่มีวิตามินซีสูงก็หาได้ไม่ยากเช่นกันค่ะ อย่างพริกหยวก, บร็อกโคลี และผักโขม ที่อุดมไปด้วยวิตามินหลากชนิด ทั้งวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินอี แถมยังมีไฟเบอร์สูงอีกด้วย เรียกได้ว่ารับประโยชน์ไปเต็ม ๆ เลยค่ะ นอกจากนี้ ในปัจจุบัน วิตามินซีก็ยังสามารถหารับประทานได้ง่ายมาก และยังมีวิตามินซีในรูปแบบอาหารเสริมให้เลือกรับประทานอีกด้วย

  1. กระเทียม

วัตถุดิบในการทำอาหารเพื่อเพิ่มกลิ่น และรสชาติที่เรานิยมกันแทบทุกบ้านอย่าง ‘กระเทียม’ ก็สามารถช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายด้วยเช่นกัน เพราะในกระเทียมนั้นมีสาร ‘อัลลิซิน’ (Allicin) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ แต่ต้องระมัดระวังในการรับประทานกระเทียมด้วยนะคะ เพราะสารนี้จะถูกทำลายได้เมื่อเจอความร้อน ดังนั้น การรับประทานกระเทียมสด จึงช่วยสร้างภูมิต้านทานได้มากกว่า

  1. ขิง และขมิ้น

ขิง เป็นพืชสมุนไพรรสชาติร้อน ที่มักจะถูกนำมาใช้บรรเทาอาการเจ็บคอ เนื่องจากในขิงนั้นมีสาร ‘จินเจอรอล’ (Gingerol) ซึ่งมีหน้าที่ในการลดอาการอักเสบของเซลล์ได้

ส่วนขมิ้น เป็นพืชสมุนไพรอีกอย่างที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับขิง แต่มีสารที่ต่างกัน คือสาร ‘เคอคูมิน’ (Curcumin) ที่ทำหน้าที่ลดอาการอักเสบของเซลล์กล้ามเนื้อได้เช่นกัน

  1. อาหารจำพวกถั่ว

อัลมอนด์ เป็นอาหารจำพวกถั่วที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากวิตามินอี และยังมีกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัวที่เป็นกรดไขมันดีอีกด้วย รับรองว่าดีต่อสุขภาพแน่นอน

อาหารจำพวกถั่วอีกชนิดที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานได้ คือ ‘เมล็ดทานตะวัน’ ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่าง ฟอสฟอรัส, แม็กนีเซียม, วิตามินบี 6 และพระเอกอย่าง ‘วิตามินอี’ ที่เป็นส่วนสำคัญให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างปกติ 

  1. โยเกิร์ต

อาหารทานเล่นอย่าง ‘โยเกิร์ต’ โดยเฉพาะแบบที่มีจุลินทรีย์นั้น สามารถช่วยให้ระบบย่อยอาหารของเรานั้นทำงานได้ดี ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินดี ที่ช่วยเรื่องระบบภูมิต้านทาน และการทำงานของร่างกายด้วยล่ะค่ะ

  1. ชาเขียว

ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มที่ใคร ๆ ก็ร่ำลือว่าดีต่อสุขภาพอย่าง  ‘ชาเขียว’ ซึ่งในชาเขียวนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่ม  ‘ฟลาโวนอยด์’ (Flavonoids) อยู่มากมาย ซึ่งสารที่โดดเด่นที่สุดคือ สาร ‘อีพิกัลโลเตชิน กัลเลต’ หรือ EGCG  (Epigallocatechin Gallate) ที่ไม่สามารถพบได้ในชาชนิดอื่นที่ผ่านการหมัก เช่น ชาดำ เป็นต้น นอกจากนี้ชาเขียวยังมีกรดอะมิโน ‘แอล ธีอะนีน’ (L-Theanine) ที่ทำหน้าที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายเราได้อย่างดี

การรับประทานอาหาร เป็นปราการด่านแรกที่สามารถเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพร่างกายของเราได้ เพราะหากเรารับประทานแต่อาหารที่ดี มีประโยชน์ และหลากหลาย โดยเน้นไปที่ วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี และวิตามินอี เพื่อเสริมสร้างให้เรามีภูมิคุ้มกันที่ดีได้

ซึ่งใน ‘น้องหนมปัง’ เอง ก็มีวิตามินอี ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบของเซลล์ได้เป็นอย่างดี แถมยังไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล และอุดมไปด้วยไฟเบอร์อีกด้วย บอกได้เลยว่าเหมาะกับชาวรักสุขภาพ และชาวลดน้ำหนักทุกคนอย่างแน่นอนค่ะ  : )

ที่มา

https://www.healthline.com/health/food-nutrition/foods-that-boost-the-immune-system

https://www.honestdocs.co/low-resistance-causes-of-frequent-illness

https://nccih.nih.gov/health/garlic/ataglance.htm

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10714244

จริงหรือไม่!? น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล เสี่ยงเบาหวาน น้ำหนักเกิน

อากาศที่ร้อนระอุแทบทั้งปีของบ้านเรา คงจะทำให้ใครหลายคนรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะคะ? แน่นอนว่ามนุษย์เรามีความสามารถในการสรรหาของหวาน และเครื่องดื่มเย็น ๆ เพื่อมาเพิ่มพลังและความสดชื่นให้กับร่างกายของเราอยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกดื่มและรับประทานมากมายเลยทีเดียว

‘น้ำอัดลม’ เป็นเครื่องดื่มอีกชนิดที่เรียกได้ว่าฮอตฮิตสุด ๆ แต่ด้วยปริมาณน้ำตาล และแคลอรี่ที่สูงปรี๊ดของมัน ทำให้ผู้คนจำนวนมากนิยมดื่ม ‘น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล’ กันเสียมากกว่า แล้วเจ้าน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลดีต่อสุขภาพมากกว่าแบบมีน้ำตาลจริงหรือ? วันนี้เรามีคำตอบมาฝากทุกคนกันค่ะ

น้ำอัดลมมีน้ำตาล และไม่มีน้ำตาล ต่างกันอย่างไร?

‘พญ.พรรณพิมล วิปุลากร’ อธิบดีกรมอนามัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำอัดลมว่า การเลือกดื่มน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมเพื่อดับกระหาย เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินออกมามากเกินไป ส่งผลให้ในระยะยาวร่างกายจะผลิตอินซูลินน้อยลง หรือด้อยประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดโรคเบาหวานและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ ตามมาได้ ซึ่งน้ำอัดลมปกติทั่วไป กับน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลมีส่วนประกอบเหมือนกันหมด ยกเว้นการใช้สารให้ความหวานเท่านั้น

น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล มีความแตกต่างจากน้ำอัดลมปกติตรงที่จะใช้สารให้ความหวาน หรือน้ำตาลเทียมทดแทนลงไป ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าจะทำให้ไม่อ้วน เพราะสารให้ความหวานเหล่านี้ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ความจริงแล้ว สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะส่งผลให้ร่างกายโหยหาน้ำตาลมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการติดรสหวาน ซึ่งผลเสียที่ตามมาก็คือ การดื่มเครื่องดื่ม หรือทานอาหารรสหวานในปริมาณที่มาก และบ่อยขึ้น ทั้งยังทำให้ร่างกายหิวง่ายขึ้น และทานมากกว่าปกติถึง 30% ซึ่งอาจจะส่งผลต่อภาวะน้ำหนักเกินได้ไม่น้อยเลย

ภาวะติดน้ำตาล ภัยเงียบจากน้ำหวานที่คุณหลงใหล

ภาวะติดน้ำตาล เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณที่สูงอย่างรวดเร็ว ทำให้สมองสั่งให้ร่างกายหลั่งอินซูลินในปริมาณที่มากกว่าปกติเพื่อกักเก็บน้ำตาลไว้เป็นพลังงาน ทำให้น้ำตาลที่เคยอยู่ในเลือดลดลงเร็วจนเกินไป สมองจึงสั่งให้ร่างกายรู้สึกอยากน้ำตาลขึ้นมาอีกซ้ำ ๆ 

โดยทุกครั้งที่เราได้รับน้ำตาล สมองจะสั่งให้ร่างกายรู้สึกมีความสุข ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เราจะรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ได้ดื่มน้ำอัดลม หรือน้ำหวาน ถ้าอธิบายแบบเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็เป็นอาการเดียวกับการติดสารเสพติดนั่นเองค่ะ แอบน่ากลัวไม่เบาเลยนะคะ

จริง ๆ แล้วการทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มประเภทใดก็ตาม ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกาย หากไม่ควบคุมปริมาณให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อย่างน้ำอัดลมที่มีโฆษณาชวนเชื่อว่าไม่มีน้ำตาล ก็สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายไม่น้อยไปกว่าน้ำอัดลมแบบปกติเลยล่ะค่ะ ดังนั้น ต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับส่วนประกอบให้ดีนะคะ

แต่สำหรับ ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาลของเรา ไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริงแน่นอนค่ะ เพราะเราชี้แจงส่วนผสมของน้องหนมปังอย่างครบถ้วนและจริงใจอยู่เสมอ อย่างน้ำตาลที่เราใช้ ก็เป็น ‘น้ำตาลอิริทริทอล’ ที่ไม่กระตุ้นอินซูลิน เหมาะกับผู้ควบคุมน้ำหนัก และรักสุขภาพทุกคน ทานได้หายห่วงแน่นอนค่ะ  : )

ที่มา :

https://mgronline.com/qol/detail/9620000034945

‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ ขนมปังขวัญใจชาวรักสุขภาพ ช่วยอิ่มท้อง กระตุ้นการขับถ่ายจริงหรือไม่!?

การเลือกรับประทานอาหาร เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้รักสุขภาพ เพราะร่างกายต้องใช้อาหารเป็นพลังงานในการดำรงชีวิต และหากเราสามารถเลือกสรรอาหารที่มีประโยชน์ ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้แบบสบาย ๆ 

‘ระบบขับถ่าย’ เป็นอีกระบบหนึ่งของร่างกาย ที่ช่วยให้ร่างกายได้กำจัด และขับถ่ายของเสียในร่างกายออกไป ซึ่งตัวช่วยที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดีนั้นก็มีอยู่หลายชนิด แต่ที่ทุกคนคุ้นหูกันมากที่สุดก็คือ ‘ไฟเบอร์’  โดยกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ได้กำหนดว่าร่างกายของเราควรได้รับไฟเบอร์ในปริมาณอย่างน้อย 25 g./วัน 

เจ้าไฟเบอร์นี้ก็จะทำหน้าที่ในการกระตุ้นการขับถ่าย ช่วยขับเคลื่อนอาหารที่อยู่ในลำไส้ ให้ถูกขับออกไปได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ไฟเบอร์ยังช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้นาน เพราะเจ้าไฟเบอร์พวกนี้จะดูดน้ำ และพองตัว ทำให้เรารู้สึกอิ่ม ทำให้ช่วยลดการอยากรับประทานอาหารจุกจิกระหว่างมื้อ ลดความเสี่ยงในการได้รับแคลอรี่ที่เกินจากที่ควรได้รับในแต่ละวันได้เลย

สำหรับขนมปังที่เป็นคีโตเฟรนลี่อย่าง ‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ ก็มีไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อย โดยน้องหนมปัง มีปริมาณไฟเบอร์ 12 g./ชิ้น และน้องเลิฟ มีปริมาณไฟเบอร์ 18 g./ชิ้น  โดยน้อง ๆ ทั้งสองมีส่วนผสมจากวัตถุดิบธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ ดังนี้

น้องหนมปัง อุดมไปด้วยไฟเบอร์จาก เมล็ดแฟลกซ์, เนื้อมะพร้าว และอัลมอนต์

น้องเลิฟ อุดมไปด้วยไฟเบอร์จาก เมล็ดแฟลกซ์, เนื้อมะพร้าว และโอ๊ตไฟเบอร์

บอกได้เลยว่าวัตถุดิบในน้องหนมปัง และน้องเลิฟ มีคุณภาพและการันตีความสดใหม่ มีประโยชน์ อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ แคลอรี่ต่ำ แถมยังชิ้นใหญ่พอดี สามารถนำมาตัดแบ่งรับประทานได้มากกว่า 1 มื้อ รับประกันความอร่อย และความเฟรนลี่ต่อผู้รักสุขภาพทุกคนเลยค่ะ

: )

ที่มา :

https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/diabetes/admin/knowledges_files/6_44_1.pdf

ตอบข้อสงสัย ทำไมอาหารที่ดีจึงควรมีค่า GI ต่ำ ?

‘วงการรักสุขภาพ เข้ายาก แต่ตกหลุมรักง่าย’

เมื่อเข้าสู่วงการการรักสุขภาพแล้ว ความพิถีพิถันในการใช้ชีวิต ทั้งการเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือการตื่นและเข้านอนก็จะต้องมีมากขึ้นตาม ซึ่งหลายคนเมื่อได้ลองทำก็ตกหลุมรักได้ไม่ยาก

อย่างการเลือกสรรอาหาร ก็จะต้องพิจารณาถึงสารอาหารและส่วนประกอบเป็นพิเศษ เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อสุขภาพและน้ำหนักของเราได้ วันนี้เราจึงจะมาพูดถึงค่าดัชนีน้ำตาล หรือค่า  GI ที่แน่นอนว่าหลาย ๆ คนที่กำลังเข้าสู่วงการรักสุขภาพจะต้องเคยคุ้นหูกันมาบ้างแล้ว

ทำความรู้จัก ‘ค่าGI’

Glycemic index (GI) หรือค่าดัชนีน้ำตาล เป็นค่าที่ใช้บ่งบอกว่าคาร์โบไฮเดรตประเภทนั้น ๆ สามารถส่งผลกระทบกับระดับน้ำตาลในเลือดได้มากเพียงใด  โดยค่า GI เป็นค่าวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตปริมาณ 50 g. โดยใช้น้ำตาลกลูโคส หรือขนมปังขาวที่มีค่ามาตรฐาน 100 เป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งหากอาหารมีค่า GI สูง ก็จะหมายความว่า ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว ทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้ไม่นานเท่าอาหารที่มีค่า GI ต่ำนั่นเอง

โดยค่า GI สามารถแบ่งตามความเร็วในการดูดซึมได้เป็น 3 ช่วงระดับ ดังนี้

ดัชนีน้ำตาลต่ำ ค่า GI น้อยกว่าหรือเท่ากับ 55ไม่กระทบกับระดับน้ำตาลในเลือดมากนัก เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลน้อยกว่า ทำให้อาหารถูกดูดซึมได้ช้ากว่า และอยู่กระเพาะนานกว่าแบบอื่น ๆ
ดัชนีน้ำตาลปานกลางค่า GI 56 – 75ไม่กระทบกับระดับน้ำตาลในเลือดมากนัก เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลและแป้งบ้าง แต่ไม่มากพอที่จะทำให้อินซูลินนั้นถูกผลิตออกมามากจนเกินไป
ดัชนีน้ำตาลสูง ค่า GIมากกว่า 75ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นไขมันสะสม รวมถึงทำให้รู้สึกหิวไวขึ้น เนื่องจากพลังงานใช้ไปเป็นไขมันสะสมอย่างรวดเร็ว

ค่า GI ต่ำดีอย่างไร?

อาหารที่มีค่า GI ต่ำ จะทำให้ร่างกายไม่ได้มีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป ทำให้ไม่ส่งผลต่อการผลิตและหลั่งอินซูลินออกมา ทั้งยังทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นาน ไม่ต้องรับประทานขนม หรือของจุกจิกระหว่างวัน ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่อ้วนแน่นอน แถมไม่ทำให้เกิดไขมันสะสมง่ายอีกด้วย

ส่วนใหญ่แล้วอาหารที่มีค่า GI ต่ำ จะเป็นอาหารที่มีรสชาติหวานน้อย มีไฟเบอร์สูง หรือในพืชผักผลไม้หลาย ๆ ชนิด ซึ่งเพื่อน ๆ ที่ลดน้ำหนัก หรือรักสุขภาพ จำเป็นจะต้องเช็กค่า GI ให้ละเอียดก่อนรับประทาน เพื่อไม่ให้กระทบต่อน้ำหนัก และสุขภาพ

‘น้องหนมปัง’ มีค่า GI เท่าไหร่?

น้องหนมปังของเรา ทำมาจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และส่งผลดีต่อสุขภาพ เราจึงสามารถบอกได้ว่าน้องหนมปังมีคาร์โบไฮเดรตอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือสารที่ไปกระตุ้นอินซูลิน ทำให้น้องหนมปัง มีค่าดัชนี้น้ำตาล หรือค่า GI อยู่ในระดับต่ำนั่นเองค่ะ 

ซึ่งวันนี้ทางเราก็จะทำการเปิดเผยส่วนผสมและวัตถุดิบแบบหมดเปลือก เพื่อยืนยันถึงความเฟรนลี่ของน้องหนมปังที่มีต่อชาวรักสุขภาพทุกคนค่ะ

จะเห็นได้ว่าวัตถุดิบของน้องหนมปัง เป็น ‘วัตถุดิบที่มีค่า GI ต่ำล้วน ๆ’ เลยค่ะ ทั้งเมล็ดแฟลก, แป้งมะพร้าว, อัลมอนด์, ไข่, น้ำตาลอิริทริทอล, เนย, น้ำมันมะกอก, ยีสต์ และเกลือหิมาลายัน รับรองว่าน้องหนมชิ้นหนานุ่ม มีทั้งความอร่อย และมีทั้งประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย หายห่วงเรื่องน้ำตาล และไขมันไปได้เลยค่ะ 

สุดท้ายแล้ว อย่าลืมที่จะเลือกสรรอาหารที่มีประโยชน์ และมีคุณภาพมารับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนกันนะคะ  : )

ที่มา : 

https://www.diabetes.org.uk/guide-to-diabetes/enjoy-food/carbohydrates-and-diabetes/glycaemic-index-and-diabetes

https://www.bbcgoodfood.com/howto/guide/health-benefits-coconut-flour

https://www.medicalnewstoday.com/articles/318625

http://www.sugar-and-sweetener-guide.com/glycemic-index-for-sweeteners.html

https://foodstruct.com/food/butter

https://foodstruct.com/food/wheat-gluten