ล้วงลึกเรื่อง ‘ไขมัน’ ตัวการสร้างห่วงยางหนารอบเอว!

‘ห่วงยางรอบเอว อุ่นกาย แต่ไม่อุ่นใจ’

น้ำหนักตัวที่มากเกินไป สามารถส่งผลให้เกิดโรคอ้วน และไขมันสะสมในร่างกายได้ ซึ่งเจ้าไขมันสะสมในร่างกายก็เป็นอีกสิ่งที่หลายคนกังวลใจไม่น้อย เพราะมันสามารถส่งผลต่อรูปร่างของเราได้โดยตรง โดยเฉพาะไขมันสะสมที่หน้าท้อง หรือที่เรารู้จักกันว่า ‘พุง’ นั่นเอง

‘พุง’  หรือไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง มีอยู่หลากหลายประเภท ทั้งจากไขมันสะสม จากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือจากฮอร์โมน เป็นต้น ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึง ‘พุง’ ที่มาสาเหตุจากไขมันสะสม เพราะก่อนที่เราจะทำการกำจัดเจ้าพุงนี้ได้ ก็ควรจะต้องรู้จักประเภทของไขมัน ที่เป็นตัวการของพุงกันก่อนค่ะ

ประเภทของไขมัน

  1. ไขมันสีน้ำตาล (Brown Fat) ไขมันแบบแรก คือ ไขมันสีน้ำตาล หรือ Brown Fat เป็นไขมันที่ส่งผลดีต่อร่างกาย  เพราะหน้าที่หลักของไขมันประเภทนี้ คือ เผาผลาญพลังงานเพื่อสร้างความร้อน และเมื่อมีร่างกายได้รับการกระตุ้น อย่างการอยู่ในที่ที่อากาศหนาวเย็น ไขมันสีน้ำตาลก็จะสามารถสร้างความร้อนได้มากกว่าเนื้อเยื่ออื่นๆ ในร่างกายได้มากถึง 300 เท่าเลยทีเดียว 

ส่วนในเรื่องการเผาผลาญพลังงาน เจ้าไขมันชนิดนี้สามารถเผาผลาญได้หลายร้อยแคลอรีต่อวัน โดยใช้ปริมาณไขมันเพียง 2 ออนซ์ เท่านั้น  น่าเสียดายตรงที่ผู้ใหญ่จะมีเจ้าไขมันสีน้ำตาลนี้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ไม่เกิน 2 ออนซ์ และโดยส่วนมากมักจะอยู่ที่บริเวณด้านข้างของลำคอ ต่างกับเด็กที่จะมีปริมาณไขมันชนิดนี้มากกว่า

  1. ไขมันสีขาว หรือไขมันปกติ (White Fat) ไขมันแบบที่สอง คือ ไขมันสีขาว หรือ White Fat เป็นไขมันที่มีอยู่ทั่วไปตามร่างกายของเรา ทำหน้าที่เก็บพลังงาน และผลิตฮอร์โมนชนิดที่สามารถทำหน้าที่ช่วยฮอร์โมนประเภทอื่นให้ทำงานได้ดีขึ้น เช่น ฮอร์โมน Adiponectin หรือฮอร์โมนที่ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น เป็นต้น  แต่ข้อควรระวังก็คือ เมื่อมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น การผลิตฮอร์โมน Adiponectin ก็จะลดลงหรือหยุดผลิตไปเลย ส่งผลให้อินซูลินทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิมนั่นเองค่ะ
  1. ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) ไขมันชนิดนี้ ส่วนมากจะอยู่ที่บริเวณต้นขา ใต้ท้องแขน และพุงของเรานั่นเองค่ะ ซึ่งเราสามารถวัดปริมาณไขมันชนิดนี้โดยใช้เครื่อง Fat Caliper ที่มีหน้าตาตามรูปภาพด้านล่างนี้ได้ค่ะ

โดยปกติแล้ว ไขมันชนิดนี้จะมีปริมาณอยู่ที่ 10% ของไขมันทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งเราสามารถใช้ข้อมูลของปริมาณไขมันชนิดนี้มาคำนวณถึงปริมาณไขมันทั้งหมดของร่างกาย และประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดต่อสุขภาพของเราได้เลยล่ะค่ะ

  1. ไขมันรอบอวัยวะ (Visceral Fat) ไขมันประเภทนี้ จัดว่าเป็นไขมันที่อันตรายต่อร่างกายเลยค่ะ เพราะ สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคทางสมอง รวมถึงยังสามารถขัดขวางการทำงานของอินซูลินได้อีกด้วย

หากร่างกายของเรามีไขมันชนิดนี้ในปริมาณมาก ก็จะเป็นสาเหตุให้การเกิดภาวะดื้ออินซูลิน โรคเบาหวานประเภทที่ 2  โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และโรคอัลไซเมอร์ได้ นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่าฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียด เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายสะสมไขมันชนิดนี้เพิ่มขึ้น

  1. ไขมันช่วงท้องส่วนล่าง (Belly Fat) ไขมันชนิดนี้ คือไขมันบริเวณหน้าท้อง หรือพุงของเรานั่นเองค่ะ โดยส่วนมากแล้วจะถูกจัดอยู่ในประเภทไขมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะไขมันส่วนนี้ คือ ไขมันรอบอวัยวะ ผสมกับ ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นไขมันที่อันตรายต่อสุขภาพทั้งคู่

สัดส่วนของไขมันแต่ละชนิด ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของแต่ละคน และทางเดียวที่จะทราบได้ก็คือการทำ CT-scan ซึ่งเป็นการตรวจวินิจฉัยโรคที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตาม การที่มีไขมันช่วงท้องล่างในปริมาณมาก ไม่ว่าจะมีมีสัดส่วนของไขมันประเภทใดมากหรือน้อย ก็มักจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตามมาได้

ลดไขมัน ลดโรค

การลดปริมาณไขมันในร่างกาย จะมีความแตกต่างกันออกไปตามการใช้ชีวิต หรือสภาพร่างกายของแต่ละคน โดยวิธีการที่ง่ายที่สุด คือ ‘การเลือกรับประทานอาหาร’ และ ‘การออกกำลังกาย’ ที่ควรจะต้องทำควบคู่กันไป 

หากต้องการลดไขมัน ลดพุง เพื่อสุขภาพที่ดี ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จำกัดการรับประทานแป้งและไขมัน และพยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด เพียงเท่านี้จุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะค่ะ

อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ของเรา ก็เป็นอีกหนึ่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รับประทานง่าย ไม่อ้วน แถมยังอร่อยเต็มคำ รับรองว่าวงการคนรักสุขภาพ เข้าไม่ยาก แต่ตกหลุมรักง่ายแน่นอนค่ะ 🙂

ที่มา :

https://www.diabetes.co.uk/body/visceral-fat.html

https://www.smethailandclub.com/trick-2727-id.html

https://www.quora.com/Which-body-type-generally-has-more-visceral-fat

Hashtag

#Fat #TypesofFat #Belly #BellyFat #Health

IF ช่วยควบคุมความเครียด ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

ปัจจุบัน การมีสุขภาพและรูปร่างที่ดีไม่ใช่เรื่องที่ยาก เพราะมีกลวิธี รูปแบบการวางแผน และตัวช่วยต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นมาให้ทุกคนได้เลือกสรรจนพบวิธีการที่ใช่และเหมาะสมกับตนเอง 

วิธีการลดน้ำหนักแบบที่หลายคนเรียกติดปากว่า ‘การทำ IF’ หรือ ‘Intermittent Fasting’  คือการควบคุมการรับประทานอาหารให้เป็นช่วงเวลา ซึ่งจะมีมีทั้งช่วงที่ต้องรับประทานอาหาร และงดรับประทานอาหาร เพื่อให้อินซูลินลดลงและทำให้ร่างกายปลดปล่อย Growth Hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน จนกระทั่งร่างกายดึงไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายของเราออกมาใช้ โดยการทำ IF ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมีอยู่  3 รูปแบบ ได้แก่

  • The 5 : 2  เป็นการควบคุมการรับประทานอาหารให้ได้แคลอรี่ 500-600 แคลอรี่ เป็นเวลา 2วัน/สัปดาห์ เท่านั้น

  • Eat-Stop-Eat  เป็นการงดรับประทานอาหารเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ใน 1-2 วัน/สัปดาห์ 
  • The 16/8 Method  เป็นการควบคุมการรับประทานอาหารของแต่ละวัน ให้อยู่ในช่วงเวลาเพียง 6 ชั่วโมง และงดทานอาหารเป็นเวลา 18 ชั่วโมง

การทำ IF สามารถทำได้ง่าย และกำลังได้รับความนิยมจากผู้คนในปัจจุบันอย่างล้นหลาม ประโยชน์ของการทำ IF ใช่เพียงจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักและกลับมามีรูปร่างผอมเพรียวได้อย่างเดียว แต่การทำ IF ยังช่วยสามารถลดความเครียด โรคอ้วน และความเสี่ยงโรคมะเร็ง รวมทั้งช่วยเพิ่มความจำได้อีกด้วย

จากงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุด The New England Journal of Medicine (NEJM) ได้กล่าวถึงเรื่องการทำ IF หรือ เทคนิคการทานอาหารเป็นช่วงเวลา โดยระบุว่าการงดทานอาหาร 18 ชั่วโมง และทานอาหาร 6 ชั่วโมง มีข้อพิสูจน์ว่าช่วยเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานกลูโคสมาใช้พลังงานจากไขมันแทนซึ่งทำให้เกิดสารคีโตนที่จำเป็นได้ ที่จะถูกปล่อยออกมาเฉพาะในช่วงอดอาหารเท่านั้น ทำให้มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้

นอกจากนี้ยังช่วยในการควบคุมน้ำตาลกลูโคส ที่จะช่วยเรื่องการต้านทานความเครียด และยับยั้งการอักเสบ รวมถึงลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMra1905136

9 อาหารที่ผู้เป็นเบาหวานควรเลี่ยง !

โรคเบาหวาน เป็นปัญหาสุขภาพยอดฮิตในปัจจุบัน ที่เป็นตัวการในการนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย โดยโรคนี้ เป็นภาวะของการที่ร่างกายมีปริมาณของน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งภาวะนี้เกิดจากการที่ร่างกายของเราขาดฮอร์โมนอินซูลินนั่นเอง

ซึ่งจากที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำเป็นต้องควบคุม และเลือกรับประทานอาหารอย่างเคร่งครัดมากกว่าปกติ เพราะถ้าหากว่าทานมากเกินไปก็จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และหากน้อยเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และสามารถนำไปสู่อาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือโรคไต ได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น วันนี้เราจึงนำ ‘9 อาหารที่ควรเลี่ยง สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน’ มาฝากทุกคนกัน

อันดับแรก คือเครื่องดื่มรสหวานต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยม และยากที่จะยับยั้งใจของหลาย ๆ คนเลยทีเดียว เพราะเครื่องดื่มรสหวานต่าง ๆ เต็มไปด้วยน้ำตาล และไขมันในปริมาณที่สูง อย่างกาแฟหรือชา ก็อุดมไปด้วยนมข้นหวานและครีมเทียมที่ให้รสชาติดี แต่ระดับน้ำตาลสูงจนน่าตกใจเลยทีเดียว 

น้ำอัดลม รวมไปถึงโยเกิร์ตปรุงแต่งและผลไม้อบแห้ง เป็นเครื่องดื่มและอาหารที่มีค่าความหวานเกินพอดีเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าหากรับประทานเข้าไปจะทำให้ร่างกายมีค่าน้ำตาลในเลือดอยู่ที่ระดับสูงเกินไป จนอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

นอกจากนี้แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มยอดฮิตในยามสังสรรค์ของทั้งวัยรุ่นและวัยทำงานก็สามารถส่งผลกระทบต่อโรคเบาหวานได้ เพราะแอลกอฮอล์สามารถทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคเบาหวาน แล้วส่งผลให้น้ำตาลในเลือดต่ำได้

ถัดมา คือ กลุ่มของคาร์บ ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเน้นการทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ขนมปังจากธัญพืช หรือข้าวซ้อมมือ เป็นต้น และควรเลี่ยงขนมปังขาว หรือข้าวขาวที่มีคาร์บสูงมาก ๆ เพราะจะส่งผลต่อน้ำตาลในเลือดโดยตรง แต่ต้องควบคุมให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป เพราะหากลดการทานแป้งไปเลย จะทำให้ร่างกายต้องทานไขมันเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาอีก

ส่วนถัดมา คือ ส่วนของโปรตีน ซึ่งส่วนใหญ่จะได้จากเนื้อสัตว์ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงต้องเลือกเนื้อสัตว์ในการรับประทาน โดยควรเน้นไปที่ปลา อกไก่ หรือหมูเนื้อแดงเป็นหลัก และควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เพราะอาหารแปรรูปนั้นอุดมไปด้วยน้ำตาล โซเดียม และไขมัน ซึ่งอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้

ส่วนสุดท้าย คือ ส่วนของไขมัน อาหารประเภทของทอด เป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคนเลยล่ะ ดังนั้น วิธีการเลือกรับประทานง่าย ๆ ก็คือการจำกัดปริมาณให้น้อยลง และเลือกน้ำมันปาล์ม น้ำมันรำข้าว และน้ำมันถั่วเหลืองในการทอดอาหารจะดีต่อสุขภาพที่สุด นอกจากนี้ มาการีนเนยขาว ส่วนผสมของของหวานยอดฮอตก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะมีไขมันที่สูงมากเกินไป 

เราเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ดูแลและมอบความรักให้กับตนเอง อย่าลืมเลือกสรรอาหารที่รับประทาน พักผ่อนให้เพียงพอ และใจดีกับตัวเองเยอะ ๆ นะ   🙂

เจาะลึกเรื่อง MCTs ไขมันสารพัดประโยชน์

เรื่องราวของไขมัน มีความลึกซึ้งและน่าทึ่งกว่าที่คิด เพราะส่วนใหญ่แล้ว หลายคนมักจะคิดว่าไขมันก็คือไขมัน เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกาย แต่ทำให้อ้วนเมื่อรับประทานมากเกินไป ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไขมันมีอยู่หลายประเภท และถ้าหากเลือกรับประทานได้ถูกต้อง เราก็จะได้รับประโยชน์จากเจ้าไขมันแบบเหลือล้นเลยทีเดียว

MCTs ไขมันสารพัดประโยชน์

ไขมันสายโมเลกุลปานกลาง อย่าง MCTs (Medium Chain Triglycerides) เป็นไขมันอีกประเภท ที่สามารถย่อยได้ง่าย ให้พลังงานเพียง 8.3 Kcal/g. และช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะเจ้า MCTs จะช่วยในการหลั่งฮอร์โมนเลปตินที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณจากเซลล์ไขมันไปยังสมอง เพื่อลดความอยากอาหาร และเปปไทด์ YY ที่จะหลั่งออกมาเมื่อร่างกายได้รับไขมัน มีฤทธิ์ในการลดความอยากอาหารของร่างกาย ซึ่งจะทำให้เรารับประทานได้น้อยลง

นอกจากนี้ MCTs ยังมีประโยชน์สำหรับนักกีฬาอีกด้วย เพราะจากงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ได้รับ MCTs ก่อนการออกกำลังกาย จะลดการก่อตัวของกรดแล็กเตต ที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย เป็นผลให้เราสามารถออกกำลังกายได้ง่ายและยาวนานขึ้น

อีกหนึ่งงานวิจัยที่น่าสนใจได้กล่าวว่า MCTs ช่วยควบคุมอาการของโรคอัลไซเมอร์ เพราะหลังจากการรับประทาน MCTs ไปแล้ว จะทำให้การรับรู้ของสมองนั้นดีขึ้นได้

เจาะลึกไปถึงโมเลกุลของ MCTs 

จากชื่อเต็มของ MCTs หลายคนอาจจะคุ้นหูกับชื่อ ‘Triglycerides’ เพราะไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันที่อยู่ในรูปตัว E ซึ่งประกอบไปด้วยกรดไขมัน (Fatty acids) 3 โมเลกุล รวมตัวกับ Glycerol 1 โมเลกุล ดังที่เห็นได้จากในรูปด้านล่างนั่นเอง

เมื่อสังเกตจากรูปตัวอย่างแล้ว ที่เราต้องทำความรู้จักจักเพิ่มคือ Medium chain หมายถึง ความยาวของแกนกลาง หรือ Carbon จะเห็นได้จากในรูปว่า Carbon คือ วงกลมสีแดงที่เรียงกันอยู่เป็นแกนกลางนั่นเอง โดยเราจะสังเกตได้ว่าน้ำตาล MCTs จะมีกรดไขมันที่มีความยาวของ Carbon ตั้งแต่ 6-12  ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะเป็นจำนวนเลขคู่ และจำนวน Carbon ก็ส่งผลต่อความแตกต่างของกรดไขมันนั้น ๆ ด้วยนะ

ความแตกต่างของจำนวน Carbon

C6 : มีรสชาติและกลิ่นที่แปลก หากว่าสกัดออกมาได้ไม่หมด น้ำมัน MCTs ก็จะมีรสชาติที่ต่างออกไป 

C8 : เป็น MCTs ที่ถูกใช้โดยสมองได้เร็วที่สุด และช่วยต่อต้านการติดเชื้อโดยเฉพาะกับอวัยวะภายในได้อีกด้วย

C10 : มีลักษณะคลายคลึงกันกับ C8 แต่จำเป็นต้องใช้เวลา ในการเปลี่ยนเป็นพลังงานนานกว่า

C12  : ช่วยลดน้ำหนักได้ เนื่องจากให้พลังงานน้อยกว่าไขมันหลาย ๆ ชนิด เหมาะแก่การทำอาหารประเภทผัด

อย่างไรก็ตาม ควรจะต้องศึกษาเรื่องของผลดีและผลเสียของ MCTs เพิ่มเติม ซึ่งสามารถปักหมุด และคอยติดตามกันได้เลยค่ะ เพราะพวกเราจะอาสารวบรวมข้อมูลมาบอกเล่าให้ทุกคนฟังกัน เพื่อความปลอดภัยและความเหมาะสมในการนำไปใช้ของทุกคนค่ะ 🙂 

ที่มา : 

https://studyrocket.co.uk/revision/a-level-biology-a-ocr/foundations-in-biology/inorganic-ions

https://www.dropanfbomb.com/blogs/articles-resources/mct-oil

https://charliefoundation.org/mct-oil-diet/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4192077/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12975635

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12634436

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19436137

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20367215

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/15123336

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4882694/

ไขความลับของ ‘ไขมัน’ ที่ไม่ได้ร้ายอย่างที่คิด!

หากการรับประทานอาหาร เป็นปราการด่านแรกของการเริ่มต้นรักษาสุขภาพ ก็คงจะดีไม่น้อยหากทุกคนจะหันมาทำความรู้จัก ‘อาหาร’ และ ‘สารอาหาร’ ที่เรารับประทานกันในชีวิตประจำวันให้กระจ่างแจ้ง 

มีหลายคนเลยทีเดียวที่คิดว่าสารอาหารบางชนิด เป็นตัวการร้ายอันก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา รวมไปถึงปัญหากวนใจของหนุ่มสาวที่ต้องการมีรูปร่างที่ดี โดยเฉพาะเจ้า ‘ไขมัน’ ที่แค่พูดชื่อออกมา ทุกคนก็อยากจะหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดแล้ว เพราะเจ้าไขมันนี่แหละที่ให้พลังงานแก่ร่างกายของเราได้อย่างสูงสุด

จริง ๆ แล้ว ‘ไขมัน’ เป็นหนึ่งในชื่อหมู่อาหารที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ใช่ว่ารับประทานมากจนเกินขนาดแล้วจะไม่ส่งผลอะไรต่อร่างกายเลย เพราะแน่นอนว่าอะไรที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งนั้น

สำหรับบทความนี้ ขอหยิบยกความรู้เกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ จากปลายปากกาของ นพ.กฤษดา ศิราพุช (2550)  มาไขความลับของไขมันให้ทุกคนได้ทราบกัน เพราะแม้แต่เรื่องของไขมันเอง ก็ยังมีทั้งด้านบวกและด้านลบ นั่นก็คือ ‘ไขมันเลว’ และ ‘ไขมันดี’ แต่นั่นก็ทำให้ไขมันทั้งสองประเภทสามารถเติมเต็มกันและกันได้อย่างลงตัว

ไขมันเลว (LDL)

ไขมันเลว หรือคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว ทรานส์แฟต เช่น น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันทอดซ้ำ เนื้อสัตว์ติดมัน รวมไปถึงของหวานจานโปรดอย่างเค้ก และคุกกี้ เป็นต้น หากทานมากเกินไป ก็จะสะสมและเป็นที่มาของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว จนนำมาซึ่งโรคมะเร็ง เบาหวาน และหัวใจได้

แต่ข้อดีของเจ้าไขมันเลวนี้ก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว  เพราะร่างกายของเราต้องใช้ไขมันชนิดนี้ในการสร้างฮอร์โมนเพศ ทั้งยังช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามิน และกรดไขมันจำเป็นต่าง ๆ ได้ครบถ้วนอีกด้วย

 

ไขมันชั้นดี (HDL)

ไขมันชั้นดี  คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและกรดไขมันจำเป็น เช่น น้ำมันมะกอก เนื้อปลา เป็นต้น ซึ่งเจ้าไขมันชั้นดี จะทำหน้าที่ในการกำจัดคลอเรสเตอรอล หรือคราบไขมัน ที่เกาะอยู่ตามหลอดเลือดเพื่อนำมาทำลายที่ตับและขับออกไป ช่วยไม่ให้เกิดไขมันอุดตันนั่นเอง

.

ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีควรทานไขมันให้ได้แคลอรี่กับร่างกายอย่างน้อย 1 ใน 3 ส่วน และต้องไม่ลืมที่จะเลือกรับประทานไขมันดี เพื่อสุขภาพที่ดี หายห่วงทั้งเรื่องโรคร้าย หรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไปได้เลย