ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘การลดน้ำหนัก’ และ ‘โปรตีน’

เรื่องราวที่น่ายินดีและปลื้มปีติที่สุดของผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก คงจะเป็นสิ่งใดไปไม่ได้นอกจาก ‘ตัวเลขบนเครื่องชั่งที่ลดลง’ เพราะนั่นอาจจะทำให้หลายคนรู้สึกว่าได้ทำสำเร็จมาอีกหนึ่งขั้นแล้ว! แต่บางทีเราอาจจะลืมไปว่า เจ้าตัวเลขบนเครื่องชั่งที่ลดลงนั้นเป็นไขมัน หรือกล้ามเนื้อที่เราสูญเสียไปกันแน่นะ?

จริง ๆ แล้วเราทุกคนต้องการลดน้ำหนักเพื่อให้ตนเองมีรูปร่าง และสุขภาพที่ดี ซึ่งการจะมีรูปร่างที่ดีนั้น ก็ต้องเริ่มจากการกำจัด ‘ไขมันส่วนเกิน’ ออกไปให้ไกลจากเราเสียก่อน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดีก็คือ ‘กล้ามเนื้อ’ นั่นเอง

‘กล้ามเนื้อ’ สำคัญไฉน?

กล้ามเนื้อ เป็นส่วนที่ช่วยให้ร่างกายของเราเผาผลาญพลังงานได้ดียิ่งขึ้น หากร่างกายของเรามีปริมาณกล้ามเนื้อมาก ก็จะมี ‘Metabolic Rate’ หรือ อัตราการเผาผลาญในร่างกายสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น หากน้ำหนักที่ลดลงของเรา เป็นน้ำหนักของกล้ามเนื้อ Metabolic Rate ของเราก็จะต่ำลงตาม ทำให้เผาผลาญพลังงานได้น้อยลง

การลดลง หรือการสูญเสียกล้ามเนื้อมีสาเหตุที่หลากหลาย ซึ่งหลัก ๆ จะอยู่ที่การได้รับพลังงานที่ไม่มากพอ และการรับประทานโปรตีนที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากโปรตีนนั้นเป็นอาหารเพียงชนิดเดียวที่มีกลุ่มอะมิโนจำเป็น ในการสร้างฮอร์โมน กรดเอนไซม์ และเป็นส่วนสำคัญในการผลิตส่วนประกอบของเซลล์ต่าง ๆ 

เมื่อการลดน้ำหนักที่ผิด อาจทำให้กล้ามเนื้อหายไป

หากเรารับประทานอาหารเป็นปกติ ก็จะได้รับพลังงานจากโปรตีนอย่างน้อย 10% ของพลังงานทั้งหมด แต่เนื่องด้วยโปรตีนนั้นมีอยู่หลายชนิด และทำหน้าที่ต่างกันออกไป เราจึงควรรับประทานโปรตีนจากหลาย ๆ แหล่งที่มา ทั้งจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ และพืชด้วย เพื่อให้ได้รับสารอาหาร และโปรตีนที่ครบถ้วนหลากหลาย

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราเข้าสู่ช่วงลดน้ำหนัก ก็จะพยายามรับประทานอาหารให้น้อยลง เพราะคิดว่านั่นจะทำให้น้ำหนักลดลงได้รวดเร็ว ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความคิดที่ผิด เพราะหากเรารับประทานอาหารน้อยลง และไม่หลากหลาย จำทำให้ร่างกายขาดสารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ รวมถึง ‘โปรตีน’ ด้วย ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควบคุมปริมาณอาหารให้ไม่เกินความต้องการของร่างกาย จึงเป็นเรื่องที่ดีกว่า

สัญญาณของการ ‘ขาดโปรตีน’

อาการขาดโปรตีนเป็นอาการที่พบได้กับคนทั่วไป และนักกีฬาที่ต้องการใช้โปรตีนมากกว่าปกติ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะไม่ได้มีความร้ายแรงมากนัก 

ร่างกายของเราสามารถแสดงอาการที่บ่งบอกถึงการขาดโปรตีนได้ เช่น อาการอ่อนแรง, หิวบ่อยครั้ง, แผลหายช้า, ป่วยง่าย หรือหายจากอาการป่วยช้า, มือและเท้าบวม, อารมณ์แปรปรวน รวมไปถึงมีปัญหาเกี่ยวกับเส้นผม เล็บ และผิวหนัง

อย่างไรก็ตาม การรับประทานโปรตีนมากเกินไป อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ในช่วงแรก เพราะพลังงานส่วนเกินจะถูกจัดเก็บไว้ในรูปของ ‘ไขมัน’ ทั้งยังอาจส่งผลต่อระบบขับถ่าย และเกิดปัญหาเกี่ยวกับไตได้ เนื่องจากไตนั้นจะทำหน้าที่ในการกำจัดไนโตรเจน ที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน หากเรารับประทานโปรตีนมากไป ไตก็จะทำงานหนักขึ้น

นอกจากนี้ การรับประทานโปรตีนจำพวกเนื้อแดง และอาหารแปรรูปในปริมาณมาก จะทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งมากขึ้น เพราะโปรตีนเหล่านั้น ไม่ได้มีความสะอาด และมีคุณภาพเท่าโปรตีนทั่วไปจากธรรมชาติ

จะเห็นได้ว่า การรับประทานโปรตีนมีทั้งข้อดี และข้อเสีย แต่หลัก ๆ แล้วอยู่ที่ ‘การเลือกสรร’ และ ‘การควบคุม’ ของตัวเราเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นควรจะรับประทานโปรตีนให้อยู่ในปริมาณที่พอดี เลือกโปรตีนที่มีคุณภาพ และหลากหลาย รวมถึงรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมู่ และไม่ลืมที่จะออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น

อย่าง ‘น้องหนมปัง’ ขนมปังคีโตเฟรนลี่ ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล แถมยังโปรตีนสูงชิ้นนี้ ก็เป็นตัวช่วยในการเติมโปรตีนให้กับร่างกายได้อย่างดี แถมยังทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นาน และไม่ทำให้น้ำหนักขึ้นอีกด้วย รับรองว่าชาวรักสุขภาพต้องตกหลุมรักแน่นอน 🙂

ที่มา : 

https://www.webmd.com/diet/ss/slideshow-not-enough-protein-signs

https://www.healthline.com/nutrition/protein-deficiency-symptoms

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/25123207

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/25376888

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20882714

https://www.healthline.com/health/too-much-protein

ประโยชน์สุดลึกล้ำของ ‘ผักผลไม้’ ทั้ง 5 เฉดสี

ผัก และผลไม้ นับว่าเป็นอาหารที่ทั้งมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทั้งยังมีสีสันสดใสน่ารับประทาน ซึ่งหลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินคำแนะนำที่ว่า ‘ควรรับประทานผักผลไม้ให้ครบ 5 สี’ กันอยู่บ่อยครั้งใช่ไหมล่ะ? แน่นอนว่า ด้วยเมนูอาหารที่ไม่ได้หลากหลายมากพอในแต่ละวัน อาจทำให้เรารับประทานผักผลไม้ได้ไม่ครบทั้งหมดทุกประเภท

สีสันสดใส มีประโยชน์อะไรแฝงอยู่?

การที่ผลไม้มีสีสันทั้ง 5 สีนั้น เป็นผลมาจาก ‘สาร’ ต่างชนิดกัน ที่ช่วยป้องกันร่างกายของเราจากอันตรายต่าง ๆ ทั้งจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ซึ่งสีสีสดเหล่านี้ ก็ทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • สีแดง : เกิดจากสาร Lycopene (ไลโคปีน) ที่มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยบำรุงผิวให้ดูเปล่งปลั่ง รวมไปถึงช่วยลดการเกิดสิว ซึ่งผักผลไม้ที่มีสีแดงนั้น ได้แก่ มะเขือเทศ, หอมแดง, แอปเปิลสีแดง, สตรอว์เบอร์รี, เชอร์รี, ส้มโอสีชมพู, ทับทิม, องุ่นแดง และแตงโม 
  • สีเขียว : เกิดจากสาร Carotenoids (แคโรทีนอยด์) และวิตามินอื่น ๆ มากมาย ที่มีประโยชน์ในการช่วยต้านโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่ม ช่วยต่อต้านริ้วรอย ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย  โดยผักผลไม้ที่มีสีเขียวนั้น ได้แก่ กะหล่ำปลีสีเขียว,คะน้า, อะโวคาโด, แตงกวา, ผักโขม, ถั่วลันเตา, แอปเปิลสีเขียว และองุ่นเขียว 
  • สีส้ม : เกิดจากสาร Beta-Carotene (เบตาแคโรทีน) มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อม และช่วยลดไขมันในเลือด โดยผักผลไม้สีส้ม ได้แก่ แครอต, ฟักทอง, ข้าวโพด, มันฝรั่งหวาน, พริกสีเหลือง, ส้ม, เสาวรส, มะม่วง, แคนตาลูป และมะละกอ
  • สีม่วง : เกิดจากสาร Anthocyanins (แอนโทไซยานิน) สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางาม และช่วยป้องกันมะเร็ง ซึ่งผักผลไม้สีม่วง ได้แก่ มะเขือม่วง, กะหล่ำปลีสีม่วง, มันสีม่วง, เผือก และ ข้าวนิล
  • สีขาว : เกิดจากสาร Flavonoid (ฟลาโวนอยด์) ที่มีประโยชน์ในการช่วยลดการอักเสบ รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการปวดข้อเข่า ซึ่งเหมาะมาก ๆ กับผู้สูงอายุ ซึ่งตัวอย่างผักผลไม้ที่มีเนื้อสีขาว ได้แก่ ฝรั่ง, แอปเปิล, กล้วย, เงาะ, ลางสาด, ลองกอง, ลิ้นจี่ และ พุทรา เป็นต้น 

พฤติกรรมการรับประทานผัก และผลไม้ของคนไทย  

จากผลสำรวจคนไทยในปี 2562 พบว่า คนที่มีการศึกษาตั้งแต่มัธยม ที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไป และเป็นคนโสดนั้น มีโอกาสรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอเพิ่มขึ้นถึง 1.4 เท่า 

โดยในผู้ชาย จะรับประทานผักน้อยลง 1.32 เท่า นอกจากนี้ผู้ประกอบอาชีพ ‘พนักงานบริษัท’ ส่วนใหญ่ มีโอกาสรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ เพิ่มขึ้นถึง 2.52  เท่าเลยทีเดียว 

ผักผลไม้ตามฤดูกาลของไทย  ครบถ้วน 5 สี ปราศจากสารพิษตกค้าง

การรับประทานผักผลไม้ให้ครบทั้ง  5 สี อาจจะฟังดูเหมือนยาก แต่ถ้าเรามีวินัย และความตั้งใจแล้วก็ทำได้แน่นอนค่ะ เพราะเมืองไทยของเรานั้นมีตัวเลือกของผักผลไม้ให้เลือกสรรมากมายทุกฤดูกาล ยิ่งถ้าเป็นผักผลไม้ตามฤดูกาลยิ่งมีราคาถูก ทั้งยังลดความเสี่ยงเรื่องสารเคมีตกค้างได้ด้วย และด้านล่างนี้ คือรูปภาพของตัวอย่างผักผลไม้ตามฤดูกาลของไทย  ที่ทุกคนสามารถหารับประทานกันได้ไม่ยากค่ะ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำให้บริโภคผัก และผลไม้วันละ 400 g. โดยควรรับประทานให้มีความหลากหลายในแต่ละวัน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด 

ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่ประกอบไปด้วยผักผลไม้หลากสี จะช่วยเสริมสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุให้กับร่างกายของเราได้ อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่หอมนุ่มละมุนลิ้นชิ้นนี้ แม้จะไม่มีผัก แต่ก็มีส่วนผสมของผลไม้อยู่ โดยมีส่วนประกอบของผลไม้สีขาวอย่าง ‘เนื้อมะพร้าวออร์แกนิก’ ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาระดับน้ำตาล และลดไขมันในเลือด 

นอกจากนี้ น้องหนมปังยังมีธัญพืชอย่าง ‘อัลมอนด์’ ที่มีสาร Flavonoid (ฟลาโวนอยด์) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดเดียวกับในผลไม้สีขาว และ ‘เมล็ดแฟลกซ์’ ที่มีไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นอย่าง Lignans (ลิกแนน) มากกว่าในอาหารอื่น ๆ ถึง 800 เท่า

สุดท้ายนี้ อย่าลืมเลือกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงออกกำลังกายร่วมด้วยในทุก ๆ วัน เพื่อร่างกายที่แข็งแรงของทุกคนกันนะคะ 🙂

ที่มา :

https://www.thairath.co.th/lifestyle/woman/beauty/1310334

https://www.ars.usda.gov/plains-area/gfnd/gfhnrc/docs/news-2013/dark-green-leafy-vegetables/

https://www.thaihealth.or.th/Content/51207-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%20%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81.html

https://www.medicalnewstoday.com/articles/263405#benefits-

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/23224443

จริงหรือไม่!? น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล เสี่ยงเบาหวาน น้ำหนักเกิน

อากาศที่ร้อนระอุแทบทั้งปีของบ้านเรา คงจะทำให้ใครหลายคนรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะคะ? แน่นอนว่ามนุษย์เรามีความสามารถในการสรรหาของหวาน และเครื่องดื่มเย็น ๆ เพื่อมาเพิ่มพลังและความสดชื่นให้กับร่างกายของเราอยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกดื่มและรับประทานมากมายเลยทีเดียว

‘น้ำอัดลม’ เป็นเครื่องดื่มอีกชนิดที่เรียกได้ว่าฮอตฮิตสุด ๆ แต่ด้วยปริมาณน้ำตาล และแคลอรี่ที่สูงปรี๊ดของมัน ทำให้ผู้คนจำนวนมากนิยมดื่ม ‘น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล’ กันเสียมากกว่า แล้วเจ้าน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลดีต่อสุขภาพมากกว่าแบบมีน้ำตาลจริงหรือ? วันนี้เรามีคำตอบมาฝากทุกคนกันค่ะ

น้ำอัดลมมีน้ำตาล และไม่มีน้ำตาล ต่างกันอย่างไร?

‘พญ.พรรณพิมล วิปุลากร’ อธิบดีกรมอนามัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำอัดลมว่า การเลือกดื่มน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมเพื่อดับกระหาย เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินออกมามากเกินไป ส่งผลให้ในระยะยาวร่างกายจะผลิตอินซูลินน้อยลง หรือด้อยประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดโรคเบาหวานและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ ตามมาได้ ซึ่งน้ำอัดลมปกติทั่วไป กับน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลมีส่วนประกอบเหมือนกันหมด ยกเว้นการใช้สารให้ความหวานเท่านั้น

น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล มีความแตกต่างจากน้ำอัดลมปกติตรงที่จะใช้สารให้ความหวาน หรือน้ำตาลเทียมทดแทนลงไป ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าจะทำให้ไม่อ้วน เพราะสารให้ความหวานเหล่านี้ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ความจริงแล้ว สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะส่งผลให้ร่างกายโหยหาน้ำตาลมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการติดรสหวาน ซึ่งผลเสียที่ตามมาก็คือ การดื่มเครื่องดื่ม หรือทานอาหารรสหวานในปริมาณที่มาก และบ่อยขึ้น ทั้งยังทำให้ร่างกายหิวง่ายขึ้น และทานมากกว่าปกติถึง 30% ซึ่งอาจจะส่งผลต่อภาวะน้ำหนักเกินได้ไม่น้อยเลย

ภาวะติดน้ำตาล ภัยเงียบจากน้ำหวานที่คุณหลงใหล

ภาวะติดน้ำตาล เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณที่สูงอย่างรวดเร็ว ทำให้สมองสั่งให้ร่างกายหลั่งอินซูลินในปริมาณที่มากกว่าปกติเพื่อกักเก็บน้ำตาลไว้เป็นพลังงาน ทำให้น้ำตาลที่เคยอยู่ในเลือดลดลงเร็วจนเกินไป สมองจึงสั่งให้ร่างกายรู้สึกอยากน้ำตาลขึ้นมาอีกซ้ำ ๆ 

โดยทุกครั้งที่เราได้รับน้ำตาล สมองจะสั่งให้ร่างกายรู้สึกมีความสุข ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เราจะรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ได้ดื่มน้ำอัดลม หรือน้ำหวาน ถ้าอธิบายแบบเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็เป็นอาการเดียวกับการติดสารเสพติดนั่นเองค่ะ แอบน่ากลัวไม่เบาเลยนะคะ

จริง ๆ แล้วการทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มประเภทใดก็ตาม ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกาย หากไม่ควบคุมปริมาณให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อย่างน้ำอัดลมที่มีโฆษณาชวนเชื่อว่าไม่มีน้ำตาล ก็สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายไม่น้อยไปกว่าน้ำอัดลมแบบปกติเลยล่ะค่ะ ดังนั้น ต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับส่วนประกอบให้ดีนะคะ

แต่สำหรับ ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาลของเรา ไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริงแน่นอนค่ะ เพราะเราชี้แจงส่วนผสมของน้องหนมปังอย่างครบถ้วนและจริงใจอยู่เสมอ อย่างน้ำตาลที่เราใช้ ก็เป็น ‘น้ำตาลอิริทริทอล’ ที่ไม่กระตุ้นอินซูลิน เหมาะกับผู้ควบคุมน้ำหนัก และรักสุขภาพทุกคน ทานได้หายห่วงแน่นอนค่ะ  : )

ที่มา :

https://mgronline.com/qol/detail/9620000034945

‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ ขนมปังขวัญใจชาวรักสุขภาพ ช่วยอิ่มท้อง กระตุ้นการขับถ่ายจริงหรือไม่!?

การเลือกรับประทานอาหาร เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้รักสุขภาพ เพราะร่างกายต้องใช้อาหารเป็นพลังงานในการดำรงชีวิต และหากเราสามารถเลือกสรรอาหารที่มีประโยชน์ ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้แบบสบาย ๆ 

‘ระบบขับถ่าย’ เป็นอีกระบบหนึ่งของร่างกาย ที่ช่วยให้ร่างกายได้กำจัด และขับถ่ายของเสียในร่างกายออกไป ซึ่งตัวช่วยที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดีนั้นก็มีอยู่หลายชนิด แต่ที่ทุกคนคุ้นหูกันมากที่สุดก็คือ ‘ไฟเบอร์’  โดยกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ได้กำหนดว่าร่างกายของเราควรได้รับไฟเบอร์ในปริมาณอย่างน้อย 25 g./วัน 

เจ้าไฟเบอร์นี้ก็จะทำหน้าที่ในการกระตุ้นการขับถ่าย ช่วยขับเคลื่อนอาหารที่อยู่ในลำไส้ ให้ถูกขับออกไปได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ไฟเบอร์ยังช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้นาน เพราะเจ้าไฟเบอร์พวกนี้จะดูดน้ำ และพองตัว ทำให้เรารู้สึกอิ่ม ทำให้ช่วยลดการอยากรับประทานอาหารจุกจิกระหว่างมื้อ ลดความเสี่ยงในการได้รับแคลอรี่ที่เกินจากที่ควรได้รับในแต่ละวันได้เลย

สำหรับขนมปังที่เป็นคีโตเฟรนลี่อย่าง ‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ ก็มีไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อย โดยน้องหนมปัง มีปริมาณไฟเบอร์ 12 g./ชิ้น และน้องเลิฟ มีปริมาณไฟเบอร์ 18 g./ชิ้น  โดยน้อง ๆ ทั้งสองมีส่วนผสมจากวัตถุดิบธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ ดังนี้

น้องหนมปัง อุดมไปด้วยไฟเบอร์จาก เมล็ดแฟลกซ์, เนื้อมะพร้าว และอัลมอนต์

น้องเลิฟ อุดมไปด้วยไฟเบอร์จาก เมล็ดแฟลกซ์, เนื้อมะพร้าว และโอ๊ตไฟเบอร์

บอกได้เลยว่าวัตถุดิบในน้องหนมปัง และน้องเลิฟ มีคุณภาพและการันตีความสดใหม่ มีประโยชน์ อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ แคลอรี่ต่ำ แถมยังชิ้นใหญ่พอดี สามารถนำมาตัดแบ่งรับประทานได้มากกว่า 1 มื้อ รับประกันความอร่อย และความเฟรนลี่ต่อผู้รักสุขภาพทุกคนเลยค่ะ

: )

ที่มา :

https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/diabetes/admin/knowledges_files/6_44_1.pdf

ตอบข้อสงสัย ทำไมอาหารที่ดีจึงควรมีค่า GI ต่ำ ?

‘วงการรักสุขภาพ เข้ายาก แต่ตกหลุมรักง่าย’

เมื่อเข้าสู่วงการการรักสุขภาพแล้ว ความพิถีพิถันในการใช้ชีวิต ทั้งการเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือการตื่นและเข้านอนก็จะต้องมีมากขึ้นตาม ซึ่งหลายคนเมื่อได้ลองทำก็ตกหลุมรักได้ไม่ยาก

อย่างการเลือกสรรอาหาร ก็จะต้องพิจารณาถึงสารอาหารและส่วนประกอบเป็นพิเศษ เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อสุขภาพและน้ำหนักของเราได้ วันนี้เราจึงจะมาพูดถึงค่าดัชนีน้ำตาล หรือค่า  GI ที่แน่นอนว่าหลาย ๆ คนที่กำลังเข้าสู่วงการรักสุขภาพจะต้องเคยคุ้นหูกันมาบ้างแล้ว

ทำความรู้จัก ‘ค่าGI’

Glycemic index (GI) หรือค่าดัชนีน้ำตาล เป็นค่าที่ใช้บ่งบอกว่าคาร์โบไฮเดรตประเภทนั้น ๆ สามารถส่งผลกระทบกับระดับน้ำตาลในเลือดได้มากเพียงใด  โดยค่า GI เป็นค่าวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตปริมาณ 50 g. โดยใช้น้ำตาลกลูโคส หรือขนมปังขาวที่มีค่ามาตรฐาน 100 เป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งหากอาหารมีค่า GI สูง ก็จะหมายความว่า ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว ทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้ไม่นานเท่าอาหารที่มีค่า GI ต่ำนั่นเอง

โดยค่า GI สามารถแบ่งตามความเร็วในการดูดซึมได้เป็น 3 ช่วงระดับ ดังนี้

ดัชนีน้ำตาลต่ำ ค่า GI น้อยกว่าหรือเท่ากับ 55ไม่กระทบกับระดับน้ำตาลในเลือดมากนัก เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลน้อยกว่า ทำให้อาหารถูกดูดซึมได้ช้ากว่า และอยู่กระเพาะนานกว่าแบบอื่น ๆ
ดัชนีน้ำตาลปานกลางค่า GI 56 – 75ไม่กระทบกับระดับน้ำตาลในเลือดมากนัก เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลและแป้งบ้าง แต่ไม่มากพอที่จะทำให้อินซูลินนั้นถูกผลิตออกมามากจนเกินไป
ดัชนีน้ำตาลสูง ค่า GIมากกว่า 75ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นไขมันสะสม รวมถึงทำให้รู้สึกหิวไวขึ้น เนื่องจากพลังงานใช้ไปเป็นไขมันสะสมอย่างรวดเร็ว

ค่า GI ต่ำดีอย่างไร?

อาหารที่มีค่า GI ต่ำ จะทำให้ร่างกายไม่ได้มีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป ทำให้ไม่ส่งผลต่อการผลิตและหลั่งอินซูลินออกมา ทั้งยังทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นาน ไม่ต้องรับประทานขนม หรือของจุกจิกระหว่างวัน ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่อ้วนแน่นอน แถมไม่ทำให้เกิดไขมันสะสมง่ายอีกด้วย

ส่วนใหญ่แล้วอาหารที่มีค่า GI ต่ำ จะเป็นอาหารที่มีรสชาติหวานน้อย มีไฟเบอร์สูง หรือในพืชผักผลไม้หลาย ๆ ชนิด ซึ่งเพื่อน ๆ ที่ลดน้ำหนัก หรือรักสุขภาพ จำเป็นจะต้องเช็กค่า GI ให้ละเอียดก่อนรับประทาน เพื่อไม่ให้กระทบต่อน้ำหนัก และสุขภาพ

‘น้องหนมปัง’ มีค่า GI เท่าไหร่?

น้องหนมปังของเรา ทำมาจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และส่งผลดีต่อสุขภาพ เราจึงสามารถบอกได้ว่าน้องหนมปังมีคาร์โบไฮเดรตอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือสารที่ไปกระตุ้นอินซูลิน ทำให้น้องหนมปัง มีค่าดัชนี้น้ำตาล หรือค่า GI อยู่ในระดับต่ำนั่นเองค่ะ 

ซึ่งวันนี้ทางเราก็จะทำการเปิดเผยส่วนผสมและวัตถุดิบแบบหมดเปลือก เพื่อยืนยันถึงความเฟรนลี่ของน้องหนมปังที่มีต่อชาวรักสุขภาพทุกคนค่ะ

จะเห็นได้ว่าวัตถุดิบของน้องหนมปัง เป็น ‘วัตถุดิบที่มีค่า GI ต่ำล้วน ๆ’ เลยค่ะ ทั้งเมล็ดแฟลก, แป้งมะพร้าว, อัลมอนด์, ไข่, น้ำตาลอิริทริทอล, เนย, น้ำมันมะกอก, ยีสต์ และเกลือหิมาลายัน รับรองว่าน้องหนมชิ้นหนานุ่ม มีทั้งความอร่อย และมีทั้งประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย หายห่วงเรื่องน้ำตาล และไขมันไปได้เลยค่ะ 

สุดท้ายแล้ว อย่าลืมที่จะเลือกสรรอาหารที่มีประโยชน์ และมีคุณภาพมารับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนกันนะคะ  : )

ที่มา : 

https://www.diabetes.org.uk/guide-to-diabetes/enjoy-food/carbohydrates-and-diabetes/glycaemic-index-and-diabetes

https://www.bbcgoodfood.com/howto/guide/health-benefits-coconut-flour

https://www.medicalnewstoday.com/articles/318625

http://www.sugar-and-sweetener-guide.com/glycemic-index-for-sweeteners.html

https://foodstruct.com/food/butter

https://foodstruct.com/food/wheat-gluten

ล้วงลึกเรื่อง ‘ไขมัน’ ตัวการสร้างห่วงยางหนารอบเอว!

‘ห่วงยางรอบเอว อุ่นกาย แต่ไม่อุ่นใจ’

น้ำหนักตัวที่มากเกินไป สามารถส่งผลให้เกิดโรคอ้วน และไขมันสะสมในร่างกายได้ ซึ่งเจ้าไขมันสะสมในร่างกายก็เป็นอีกสิ่งที่หลายคนกังวลใจไม่น้อย เพราะมันสามารถส่งผลต่อรูปร่างของเราได้โดยตรง โดยเฉพาะไขมันสะสมที่หน้าท้อง หรือที่เรารู้จักกันว่า ‘พุง’ นั่นเอง

‘พุง’  หรือไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง มีอยู่หลากหลายประเภท ทั้งจากไขมันสะสม จากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือจากฮอร์โมน เป็นต้น ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึง ‘พุง’ ที่มาสาเหตุจากไขมันสะสม เพราะก่อนที่เราจะทำการกำจัดเจ้าพุงนี้ได้ ก็ควรจะต้องรู้จักประเภทของไขมัน ที่เป็นตัวการของพุงกันก่อนค่ะ

ประเภทของไขมัน

  1. ไขมันสีน้ำตาล (Brown Fat) ไขมันแบบแรก คือ ไขมันสีน้ำตาล หรือ Brown Fat เป็นไขมันที่ส่งผลดีต่อร่างกาย  เพราะหน้าที่หลักของไขมันประเภทนี้ คือ เผาผลาญพลังงานเพื่อสร้างความร้อน และเมื่อมีร่างกายได้รับการกระตุ้น อย่างการอยู่ในที่ที่อากาศหนาวเย็น ไขมันสีน้ำตาลก็จะสามารถสร้างความร้อนได้มากกว่าเนื้อเยื่ออื่นๆ ในร่างกายได้มากถึง 300 เท่าเลยทีเดียว 

ส่วนในเรื่องการเผาผลาญพลังงาน เจ้าไขมันชนิดนี้สามารถเผาผลาญได้หลายร้อยแคลอรีต่อวัน โดยใช้ปริมาณไขมันเพียง 2 ออนซ์ เท่านั้น  น่าเสียดายตรงที่ผู้ใหญ่จะมีเจ้าไขมันสีน้ำตาลนี้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ไม่เกิน 2 ออนซ์ และโดยส่วนมากมักจะอยู่ที่บริเวณด้านข้างของลำคอ ต่างกับเด็กที่จะมีปริมาณไขมันชนิดนี้มากกว่า

  1. ไขมันสีขาว หรือไขมันปกติ (White Fat) ไขมันแบบที่สอง คือ ไขมันสีขาว หรือ White Fat เป็นไขมันที่มีอยู่ทั่วไปตามร่างกายของเรา ทำหน้าที่เก็บพลังงาน และผลิตฮอร์โมนชนิดที่สามารถทำหน้าที่ช่วยฮอร์โมนประเภทอื่นให้ทำงานได้ดีขึ้น เช่น ฮอร์โมน Adiponectin หรือฮอร์โมนที่ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น เป็นต้น  แต่ข้อควรระวังก็คือ เมื่อมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น การผลิตฮอร์โมน Adiponectin ก็จะลดลงหรือหยุดผลิตไปเลย ส่งผลให้อินซูลินทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิมนั่นเองค่ะ
  1. ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) ไขมันชนิดนี้ ส่วนมากจะอยู่ที่บริเวณต้นขา ใต้ท้องแขน และพุงของเรานั่นเองค่ะ ซึ่งเราสามารถวัดปริมาณไขมันชนิดนี้โดยใช้เครื่อง Fat Caliper ที่มีหน้าตาตามรูปภาพด้านล่างนี้ได้ค่ะ

โดยปกติแล้ว ไขมันชนิดนี้จะมีปริมาณอยู่ที่ 10% ของไขมันทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งเราสามารถใช้ข้อมูลของปริมาณไขมันชนิดนี้มาคำนวณถึงปริมาณไขมันทั้งหมดของร่างกาย และประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดต่อสุขภาพของเราได้เลยล่ะค่ะ

  1. ไขมันรอบอวัยวะ (Visceral Fat) ไขมันประเภทนี้ จัดว่าเป็นไขมันที่อันตรายต่อร่างกายเลยค่ะ เพราะ สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคทางสมอง รวมถึงยังสามารถขัดขวางการทำงานของอินซูลินได้อีกด้วย

หากร่างกายของเรามีไขมันชนิดนี้ในปริมาณมาก ก็จะเป็นสาเหตุให้การเกิดภาวะดื้ออินซูลิน โรคเบาหวานประเภทที่ 2  โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และโรคอัลไซเมอร์ได้ นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่าฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียด เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายสะสมไขมันชนิดนี้เพิ่มขึ้น

  1. ไขมันช่วงท้องส่วนล่าง (Belly Fat) ไขมันชนิดนี้ คือไขมันบริเวณหน้าท้อง หรือพุงของเรานั่นเองค่ะ โดยส่วนมากแล้วจะถูกจัดอยู่ในประเภทไขมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะไขมันส่วนนี้ คือ ไขมันรอบอวัยวะ ผสมกับ ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นไขมันที่อันตรายต่อสุขภาพทั้งคู่

สัดส่วนของไขมันแต่ละชนิด ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของแต่ละคน และทางเดียวที่จะทราบได้ก็คือการทำ CT-scan ซึ่งเป็นการตรวจวินิจฉัยโรคที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตาม การที่มีไขมันช่วงท้องล่างในปริมาณมาก ไม่ว่าจะมีมีสัดส่วนของไขมันประเภทใดมากหรือน้อย ก็มักจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตามมาได้

ลดไขมัน ลดโรค

การลดปริมาณไขมันในร่างกาย จะมีความแตกต่างกันออกไปตามการใช้ชีวิต หรือสภาพร่างกายของแต่ละคน โดยวิธีการที่ง่ายที่สุด คือ ‘การเลือกรับประทานอาหาร’ และ ‘การออกกำลังกาย’ ที่ควรจะต้องทำควบคู่กันไป 

หากต้องการลดไขมัน ลดพุง เพื่อสุขภาพที่ดี ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จำกัดการรับประทานแป้งและไขมัน และพยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด เพียงเท่านี้จุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะค่ะ

อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ของเรา ก็เป็นอีกหนึ่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รับประทานง่าย ไม่อ้วน แถมยังอร่อยเต็มคำ รับรองว่าวงการคนรักสุขภาพ เข้าไม่ยาก แต่ตกหลุมรักง่ายแน่นอนค่ะ 🙂

ที่มา :

https://www.diabetes.co.uk/body/visceral-fat.html

https://www.smethailandclub.com/trick-2727-id.html

https://www.quora.com/Which-body-type-generally-has-more-visceral-fat

Hashtag

#Fat #TypesofFat #Belly #BellyFat #Health

Diet Choice : โปรตีน VS ไขมัน ไดเอตแบบไหนกันที่ทำให้ฉันรัก !

เคยไหมกับการวิ่งตามหาวิธีลดน้ำหนักที่ ‘เขาว่ากันว่า’ ดี แต่เมื่อทำตามทุกวิธีก็กลับไม่ได้ผล

หลายครั้งอาจทำให้เริ่มโทษตัวเองว่าความพยายามของเรายังไม่มากพอหรือเปล่านะ ?

การเลือกวิธีลดน้ำหนักที่ใช่ อาจจะคล้ายกับการตกหลุมรักใครสักคน เพราะไม่ควรลืมที่จะสังเกต ‘ความเป็นตัวเอง และความสุขเมื่อได้อยู่กับเขา’ วิธีการสังเกต ควรเริ่มต้นที่ว่าตัวคุณเองชอบหรือไม่ชอบทานอะไร ความสุขของคุณอยู่ที่การทานอาหารแบบไหน ต่อมา คือ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตสามารถเข้ากับสิ่งที่ต้องปฏิบัตินั้น ๆ ได้หรือไม่ และสุดท้าย คือ การตรวจเช็กสุขภาพทางร่างกายที่ใช่เมื่อต้องอยู่ในการรักษาน้ำหนัก ทั้งหมดนี้เป็นเงื่อนไขที่เพียงพอในการเลือกได้ว่าไดเอตแบบไหนกันที่คู่ควร

หากสำรวจตัวเองพร้อมแล้ว เราชวนคุณมาทำความรู้จักกับวิธีการลดน้ำหนักด้วยการลดคาร์โบไฮเดรต คือ การลดคาร์บ โปรตีนสูง (Low carb high protein) และ การลดคาร์บ ไขมันสูง (Low carb high fats) การไดเอต 2 วิธีที่ให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ และมีความพิเศษที่เหมาะกับบุคคลแตกต่างกันไป

          การลดคาร์บ โปรตีนสูง (Low carb high protein) คือ วิธีการลดการรับประทานคาร์โบไฮเดรต (Low Carbohydrate Diet) เน้นการรับประทานโปรตีน ข้อดี คือ โปรตีนนั้นไม่มีผลกับระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มการเผาผลาญ และเมื่อลดคาร์โบไฮเดรตลง ระดับน้ำตาลในร่างกายก็ลดลง ร่างกายจะตอบสนองโดยใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานแทน น้ำหนักจึงลดลงโดยไม่ต้องอดอาหาร

การลดน้ำหนักด้วยวิธีการทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ โปรตีนสูง ยังเป็นวิธีที่ส่งผลดีอย่างมากหากคุณไม่ต้องการมีสงครามระหว่างความต้องการลดน้ำหนัก และความหิวในทุก ๆ วัน เพราะจากการศึกษาในปี 2008 งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการคลินิกของชาวอเมริกัน จากการวิจัยที่ทำการสังเกตกลุ่มคนอ้วนที่กลุ่มหนึ่งให้ทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ โปรตีนสูง กับ อีกกลุ่มหนึ่งอาหารที่มีโปรตีนสูง แต่คาร์โบไฮเดรตในระดับปานกลางโดยไม่ได้จำกัดแคลอรี่

เมื่อเปรียบเทียบผลกระทบของอาหารแต่ละชนิดต่อการลดน้ำหนักและความอยากอาหาร นักวิจัยพบว่าการทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและโปรตีนสูงนั้น ช่วยให้ความหิวอยู่ภายใต้การควบคุมได้ดีกว่าผู้ทานอาหารโปรตีนสูงคาร์โบไฮเดรตปานกลาง เมื่อความหิวลดลงทำให้ทานอาหารในแคลอรี่ต่ำลงส่งผลให้น้ำหนักลดลงไปด้วย

          การลดคาร์บ ไขมันสูง (Low carb high fats) คือ วิธีการลดการรับประทานคาร์โบไฮเดรต แต่เน้นการรับประทานไขมัน ข้อดี คือเมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากแป้ง น้ำตาลลดลง ร่างกายจะเริ่มหันไปใช้พลังงานจากไขมันเป็นหลัก ซึ่งทำให้ร่างกายจะมีประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมัน ไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหน้าท้องและไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำไขมันสูงนี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นอาหารคีโตเจนิก (Ketogenic) โดยมีงานวิจัยระบุว่า อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำไขมันสูงอาจมีประสิทธิภาพในการช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าอาหารที่มีไขมันต่ำ ในปี 2556 วิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Nutrition พบว่าคนที่ทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำไขมันสูงลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ทานอาหารไขมันต่ำ นอกจากนี้ยังพบว่าช่วยลดระดับความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลดีหรือ HDL นั้นเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

            จากวิธีการทั้ง  2 วิธีนั้น ต่างอยู่ในการลดน้ำหนักแบบจำกัดคาร์โบไฮเดรต เพื่อเป้าหมายในการลดน้ำหนัก และสุขภาพร่างกายทั้งคู่ แต่จะแตกต่างกันตามแต่ว่าจะเหมาะสมกับใครที่ใช่ ดังนั้นแล้วหวังว่าเรื่องราวนี้จะทำให้คุณได้พบรักกับสไตล์การทานอาหารแบบที่เป็นคุณ และช่วยทำให้มีความสุขไปกับการไดเอตได้มากยิ่งขึ้น

อ้างอิง : https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/weight-loss/in-depth/weight-loss/art-20048466

ความแตกต่างที่ลงตัวของ ‘อาหารจานพิเศษสำหรับคนรักสุขภาพ’

ใครว่าอาหารไดเอตเปรียบดั่งฝันร้าย? ขอบอกเลยว่าไม่จริง วันนี้พวกเรามีข้อมูลดี ๆ  เกี่ยวกับอาหารสำหรับผู้ลดน้ำหนักที่ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เพียงแค่ต้องรู้จักผสมผสานให้ลงตัว กลมกล่อม และสร้างสรรค์เท่านั้นเอง

อย่างที่เคยกล่าวอยู่เสมอว่าการรับประทานอาหารเป็นสิ่งสำคัญขั้นแรกของการลดน้ำหนัก ด้วยคำกล่าวที่ว่า ‘เราทานอะไร เราก็เป็นเช่นนั้น’ ดังนั้น อาหารทั้งจานหลักและจานรองของแต่ละคน ก็คงมีความแตกต่างกันออกไปตามความชอบและไลฟ์สไตล์

มากันที่จานแรกสำหรับคนที่รับประทานแบบ ‘วีแกน’ หรือการทานอาหารมังสวิรัติรูปแบบใหม่ เป็นการรับประทานอาหารที่เน้นผักและผลไม้ ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมไปถึงห้ามรับประทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนย นม ไข่ เป็นต้น  ซึ่งในการรับประทานอาหารของชาววีแกน จะได้รับคาร์โบไฮเดรตมากที่สุดคือ 60% รองลงมาคือไขมัน 30% และโปรตีน 10% โดยอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าชาววีแกนต้องเน้นผักและผลไม้ ทำให้ควรจะเน้นรับประทานผักและผลไม้ที่ให้โปรตีนสูง เช่น ผักเป็นเมล็ด อย่างถั่ว หรือเมล็ดฟักทอง เป็นต้น 

จานถัดมา คืออาหารสำหรับคนที่รับประทาน ‘คีโต’ หรือการรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายสลายไขมันสะสมออกไป หลักการคือต้องรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายรู้สึกว่าไม่มีน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย แล้วทำการสลายไขมันในร่างกายให้กลายเป็น ‘คีโตน’ ซึ่งเป็นพลังงานให้แก่ร่างกายแทนนั่นเอง โดยการรับประทานอาหารของชาวคีโต จะไดเ้รับไขมันมากที่สุดถึง 70-80% ถัดมาจึงเป็นโปรตีน 10-20% และคาร์โบไฮเดรต 5-10% เรียกได้ว่าเป็นการรับประทานไขมันเพื่อสลายไขมันในร่างกายนั่นเอง

จานสุดท้ายคือการรับประทานแบบ ‘คาร์บต่ำ โปรตีนสูง’ หรือ Low carb High protien ซึ่งจะคล้ายกับการทานคีโต คือการรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยที่สุด และไปเน้นที่การรับประทานโปรตีนและไขมันเป็นหลัก แต่จะต่างกันที่การทานแบบคาร์บต่ำ โปรตีนสูง จะเน้นที่การรับประทานโปรตีนให้มากที่สุดตามชื่อ เพราะจะทำให้อินซูลินในร่างกายอยู่ระดับที่ต่ำโดยจะรับประทานโปรตีนมากถึง  70% รองลงมาคือไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในปริมาณเท่า ๆ กัน คือ 15% นั่นเอง โดยสิ่งที่ควรระวัง คือเราควรเสริมอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อรักษาระดับเกลือแร่ของร่างกาย

เรียกได้ว่าไม่ว่าจะลดน้ำหนักด้วยวิธีการรับประทานแบบไหน ก็สามารถผสมผสานและปรุงแต่งให้อาหารมีรสชาติเอร็ดอร่อยได้ไม่ยาก และยังทำให้มีสุขภาพดีได้อีกด้วย  🙂

หิวมากขึ้น! เมื่อทานจุบจิบระหว่างวัน

ขนม หรืออาหารแปรรูปส่วนใหญ่นั้นให้พลังงานสูง อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และน้ำตาบจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

Continue reading

ปรุงรสหวานฉ่ำแต่ไม่อ้วน ด้วย ‘น้ำตาลอิริทริทอล’

‘อิริทริทอล’ (Erythritol) คือ น้ำตาลแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง สังเกตง่าย ๆ จากชื่อที่ลงท้ายด้วย ‘ทอล’ เหมือนกับไซลิทอล

Continue reading