‘เนย Grass-fed’ ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากวัวกินหญ้า

ผลิตภัณฑ์จากนม ที่ถูกขนานนามว่า ‘เนย’ เป็นวัตถุดิบยอดฮิตในการนำมาประกอบอาหารทั้งคาว และหวาน ซึ่งเนยนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด มีเสน่ห์ และความเหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภทต่างกันออกไป 

การแบ่งประเภทของเนย หากแบ่งตามอาหารที่วัวกินแล้ว จะสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ เนยจากวัวที่กินหญ้า และเนยจากวัวที่กินเมล็ดพืช ที่พวกเรากำลังจะเปิดตำราพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเนยประเภทนี้กันในอีกไม่กี่อึดใจ

รู้ลึกเรื่อง ‘กรดไขมัน’ และการผลิตเนย

เมื่อเรานำน้ำนมจากวัวไม่ว่าจะเป็นวัวที่กินหญ้า หรือวัวที่กินเมล็ดพืชก็ตาม เราจำเป็นจะต้องคัดเลือกน้ำนมที่มีปริมาณไขมันมากกว่า 80% ขึ้นไปเท่านั้น จึงจะเรียกว่า ‘เนยแท้’ นอกจากนี้ยังต้องคัดเลือกน้ำนมที่มีกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ⅔ ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมดอีกด้วย

กรดไขมันส่วนน้อยที่มีปริมาณ ⅓ ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมด จะประกอบไปด้วย กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated) ,กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated) และกรดไขมันอื่น ๆ อีก 400 ชนิด รวมไปถึงยุงอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มที่ละลายในไขมันอีกมากมาย

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ‘ไขมันอิ่มตัว’ นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่จริง ๆ แล้ว ข้อดีของไขมันอิ่มตัว คือ โมเลกุลมีความเสถียร และทนต่อความร้อนมาก เมื่อถูกความร้อนก็จะไม่กลายสภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเนยจึงเหมาะกับการทำอาหารความร้อนสูง ประเภท อบ และทอดมากกว่านั่นเอง

หากนำเนยมาเปรียบเทียบกับน้ำมัน จะพบว่า ในน้ำมันนั้นประกอบไปด้วย ‘ไขมันไม่อิ่มตัว’ ซึ่งมีโมเลกุลที่ไม่สามารถคงสภาพได้เมื่อถูกความร้อนสูง และอาจเป็นโทษให้แก่ร่างกายได้ แม้จะใช้น้ำมันจำพวกน้ำมันมะกอก ก็ยังไม่ควรนำมาทำอาหารที่ใช้ความร้อนสูงอยู่ดี 

จุดเด่นของ ‘เนย Grass-fed’

ราคา :  เนยแท้ที่ทำมาจากวัวกินหญ้าจะมีราคาสูงกว่าเนยทั่วไป เพราะด้วยต้นทุนของค่าอาหารที่สูงขึ้น ซึ่งอาหารที่วัวได้รับจะส่งผลต่อสารอาหาร รสชาติ และกลิ่นของเนย ทำให้เนยมีเอกลักษณ์ และคุณภาพต่างกันออกไป

กรดไขมัน : กรดไขมันในเนยนั้นมีหลายชนิด แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ ‘กรดไขมัน CLA’ (Conjugated Linoleic Acid) เพราะกรดไขมันตัวนี้สามารถลดปริมาณไขมันในร่างกายได้ ซึ่งจากงานวิจัยก็พบว่า ในเนย Grass-fed นั้นมีปริมาณของกรดไขมัน CLA มากกว่าเนยปกติถึง 5 เท่า

แม้ว่าเนย Grass-fed จะมีสารอาหารที่มากกว่าเนยปกติ แต่การรับประทานเนยในปริมาณมาณที่มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เนื่องจากเนยนั้นอุดมไปด้วยไขมัน และยังให้พลังงานสูงถึง 9 Kcal ต่อปริมาณเนย 1 กรัม อีกด้วย

และแน่นอนว่า ‘น้องหนมปัง’ ขนมปังเพื่อชาวรักสุขภาพ คุณภาพคับห่อจาก Dancing with a Baker ของเรา ก็เลือกใช้ ‘เนย Grass-fed Legall’ เนยคุณภาพจากแคว้นบริททาเนีย ประเทศฝรั่งเศส ที่มีรสสัมผัส และรสชาติโดดเด่น เพราะทำมาจากวัวสุขภาพที่กินหญ้าตลอดทั้งปี และผ่านกรรมวิธีการพิเศษที่พิเศษไม่เหมือนใคร เพื่อให้ได้น้องหนมปังที่สมบูรณ์ และคุณภาพดีที่สุดมาส่งต่อให้กับชาวรักสุขภาพทุกคน

อย่างไรก็ตาม การควบคุมชนิด และปริมาณของอาหาร จำเป็นต้องรู้ปริมาณพลังงานที่แต่ละคนจำเป็นจะต้องได้รับในแต่ละวัน และความต้องการสารอาหารของร่างกายให้ลึกซึ้งเสียก่อน เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด และมีสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืนนั่นเอง  🙂

ที่มา :

https://www.healthline.com/nutrition/is-butter-bad-for-you#what-it-is

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2596709/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22452730

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0002822304004316

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10531600/

ประโยชน์สุดลึกล้ำของ ‘ผักผลไม้’ ทั้ง 5 เฉดสี

ผัก และผลไม้ นับว่าเป็นอาหารที่ทั้งมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทั้งยังมีสีสันสดใสน่ารับประทาน ซึ่งหลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินคำแนะนำที่ว่า ‘ควรรับประทานผักผลไม้ให้ครบ 5 สี’ กันอยู่บ่อยครั้งใช่ไหมล่ะ? แน่นอนว่า ด้วยเมนูอาหารที่ไม่ได้หลากหลายมากพอในแต่ละวัน อาจทำให้เรารับประทานผักผลไม้ได้ไม่ครบทั้งหมดทุกประเภท

สีสันสดใส มีประโยชน์อะไรแฝงอยู่?

การที่ผลไม้มีสีสันทั้ง 5 สีนั้น เป็นผลมาจาก ‘สาร’ ต่างชนิดกัน ที่ช่วยป้องกันร่างกายของเราจากอันตรายต่าง ๆ ทั้งจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ซึ่งสีสีสดเหล่านี้ ก็ทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • สีแดง : เกิดจากสาร Lycopene (ไลโคปีน) ที่มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยบำรุงผิวให้ดูเปล่งปลั่ง รวมไปถึงช่วยลดการเกิดสิว ซึ่งผักผลไม้ที่มีสีแดงนั้น ได้แก่ มะเขือเทศ, หอมแดง, แอปเปิลสีแดง, สตรอว์เบอร์รี, เชอร์รี, ส้มโอสีชมพู, ทับทิม, องุ่นแดง และแตงโม 
  • สีเขียว : เกิดจากสาร Carotenoids (แคโรทีนอยด์) และวิตามินอื่น ๆ มากมาย ที่มีประโยชน์ในการช่วยต้านโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่ม ช่วยต่อต้านริ้วรอย ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย  โดยผักผลไม้ที่มีสีเขียวนั้น ได้แก่ กะหล่ำปลีสีเขียว,คะน้า, อะโวคาโด, แตงกวา, ผักโขม, ถั่วลันเตา, แอปเปิลสีเขียว และองุ่นเขียว 
  • สีส้ม : เกิดจากสาร Beta-Carotene (เบตาแคโรทีน) มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อม และช่วยลดไขมันในเลือด โดยผักผลไม้สีส้ม ได้แก่ แครอต, ฟักทอง, ข้าวโพด, มันฝรั่งหวาน, พริกสีเหลือง, ส้ม, เสาวรส, มะม่วง, แคนตาลูป และมะละกอ
  • สีม่วง : เกิดจากสาร Anthocyanins (แอนโทไซยานิน) สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางาม และช่วยป้องกันมะเร็ง ซึ่งผักผลไม้สีม่วง ได้แก่ มะเขือม่วง, กะหล่ำปลีสีม่วง, มันสีม่วง, เผือก และ ข้าวนิล
  • สีขาว : เกิดจากสาร Flavonoid (ฟลาโวนอยด์) ที่มีประโยชน์ในการช่วยลดการอักเสบ รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการปวดข้อเข่า ซึ่งเหมาะมาก ๆ กับผู้สูงอายุ ซึ่งตัวอย่างผักผลไม้ที่มีเนื้อสีขาว ได้แก่ ฝรั่ง, แอปเปิล, กล้วย, เงาะ, ลางสาด, ลองกอง, ลิ้นจี่ และ พุทรา เป็นต้น 

พฤติกรรมการรับประทานผัก และผลไม้ของคนไทย  

จากผลสำรวจคนไทยในปี 2562 พบว่า คนที่มีการศึกษาตั้งแต่มัธยม ที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไป และเป็นคนโสดนั้น มีโอกาสรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอเพิ่มขึ้นถึง 1.4 เท่า 

โดยในผู้ชาย จะรับประทานผักน้อยลง 1.32 เท่า นอกจากนี้ผู้ประกอบอาชีพ ‘พนักงานบริษัท’ ส่วนใหญ่ มีโอกาสรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ เพิ่มขึ้นถึง 2.52  เท่าเลยทีเดียว 

ผักผลไม้ตามฤดูกาลของไทย  ครบถ้วน 5 สี ปราศจากสารพิษตกค้าง

การรับประทานผักผลไม้ให้ครบทั้ง  5 สี อาจจะฟังดูเหมือนยาก แต่ถ้าเรามีวินัย และความตั้งใจแล้วก็ทำได้แน่นอนค่ะ เพราะเมืองไทยของเรานั้นมีตัวเลือกของผักผลไม้ให้เลือกสรรมากมายทุกฤดูกาล ยิ่งถ้าเป็นผักผลไม้ตามฤดูกาลยิ่งมีราคาถูก ทั้งยังลดความเสี่ยงเรื่องสารเคมีตกค้างได้ด้วย และด้านล่างนี้ คือรูปภาพของตัวอย่างผักผลไม้ตามฤดูกาลของไทย  ที่ทุกคนสามารถหารับประทานกันได้ไม่ยากค่ะ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำให้บริโภคผัก และผลไม้วันละ 400 g. โดยควรรับประทานให้มีความหลากหลายในแต่ละวัน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด 

ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่ประกอบไปด้วยผักผลไม้หลากสี จะช่วยเสริมสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุให้กับร่างกายของเราได้ อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่หอมนุ่มละมุนลิ้นชิ้นนี้ แม้จะไม่มีผัก แต่ก็มีส่วนผสมของผลไม้อยู่ โดยมีส่วนประกอบของผลไม้สีขาวอย่าง ‘เนื้อมะพร้าวออร์แกนิก’ ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาระดับน้ำตาล และลดไขมันในเลือด 

นอกจากนี้ น้องหนมปังยังมีธัญพืชอย่าง ‘อัลมอนด์’ ที่มีสาร Flavonoid (ฟลาโวนอยด์) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดเดียวกับในผลไม้สีขาว และ ‘เมล็ดแฟลกซ์’ ที่มีไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นอย่าง Lignans (ลิกแนน) มากกว่าในอาหารอื่น ๆ ถึง 800 เท่า

สุดท้ายนี้ อย่าลืมเลือกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงออกกำลังกายร่วมด้วยในทุก ๆ วัน เพื่อร่างกายที่แข็งแรงของทุกคนกันนะคะ 🙂

ที่มา :

https://www.thairath.co.th/lifestyle/woman/beauty/1310334

https://www.ars.usda.gov/plains-area/gfnd/gfhnrc/docs/news-2013/dark-green-leafy-vegetables/

https://www.thaihealth.or.th/Content/51207-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%20%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81.html

https://www.medicalnewstoday.com/articles/263405#benefits-

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/23224443

รู้จัก ‘กล้ามเนื้อ’ ในร่างกายมนุษย์

ร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วยระบบการทำงาน และอวัยวะต่าง ๆ ที่น่าทึ่ง หนึ่งในนั้นก็คือ ‘กล้ามเนื้อ’ ส่วนประกอบที่ช่วยให้เราเคลื่อนไหวร่างกาย, ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมได้ ผ่านการยืดและหดนั่นเองค่ะ

กล้ามเนื้อในร่างกายของเรา มีจำนวนมากกว่า 600 มัด และมีน้ำหนักประมาณ 1/3 ถึง 1/2 ของน้ำหนักตัวเรา โดยทำงานร่วมกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue) เพื่อช่วยในการขยับร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการยึดตัว การพยุงร่างกาย และการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งกล้ามเนื้อเหล่านี้สามารถหดหายไป และเติบโตขึ้นมากกว่าเดิมได้ตามการใช้งานของเรา

การทำงานของกล้ามเนื้อ

การทำงานของกล้ามเนื้อจะร่วมมือ ร่วมใจกับระบบต่าง ๆ หลายระบบ เช่น เนื้อเยื่อเกี่ยวพันระบบประสาทและสมองของร่างกาย และการทำงานของกระดูก เป็นต้น 

ยกตัวอย่างเวลาที่เราเปิดประตูห้อง สมองจะเริ่มส่งสัญญาณไปยังเซลล์ประสาท และเริ่มทำการสั่งการไปยังเซลล์ประสาทที่อยู่ในกล้ามเนื้อแขน เพื่อให้กล้ามเนื้อแขนหดและคลายตัวได้ โดยในขณะเดียวกันก็จะมีการทำงานของกระดูกในแขนร่วมด้วย

แต่ในบางครั้ง เมื่อประตูมีขนาดใหญ่ หรือมีน้ำหนักมาก เราจึงจำเป็นต้องใช้แรงมากขึ้น และบางครั้งอาจจะต้องใช้อวัยวะอื่นในการช่วยออกแรง ซึ่งเมื่อมีอุปสรรคเช่นนี้เกิดขึ้น การทำงานของกล้ามเนื้อจะเริ่มที่สมองทำการแผ่ขยายสัญญาณ และส่งสัญญาณ เพื่อสั่งเซลล์ในจำนวนที่มากขึ้น จะเห็นได้จากการที่เราอาจจะใช้แขนทั้งสองข้าง รวมถึงขาในการช่วยออกแรงไปพร้อม ๆ กัน เมื่อวัตถุมีน้ำหนักมากนั่นเอง

การสูญเสียกล้ามเนื้อ 

กิจวัตรประจำวันที่เราทำกัน ไม่ได้ต้องการใช้แรงหรือใช้งานกล้ามเนื้อมากนัก ทำให้ไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อใหม่ได้ เมื่อเราไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อเป็นประจำ จะทำให้กล้ามเนื้อหดเล็กลง เรียกว่า ‘การฝ่อของกล้ามเนื้อ’ (Muscular Atrophy) 

การสร้างกล้ามเนื้อ

เมื่อระบบประสาทนำกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ มาใช้ร่วมกันแล้ว เซลล์กล้ามเนื้อจะเกิดจากฉีกขาดเล็กน้อย ทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ โดยร่างกายจะปล่อยโมเลกุลการอักเสบที่เรียกว่า ‘ไซโตไคน์’ (Cytokine) ที่จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้นกันออกมา เพื่อซ่อมแซมอาการบาดเจ็บของเซลล์กล้ามเนื้อ

ยิ่งเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อได้รับความเสียหายมากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะยิ่งซ่อมแซมตัวเองมากเท่านั้น ผลที่ตามมา คือ กล้ามเนื้อจะขยายใหญ่ขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการในการใช้กล้ามเนื้อของเราที่มากขึ้นนั่นเอง

เราจึงจะเห็นว่าผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะมีมวลกล้ามเนื้อในปริมาณที่มากขึ้น และมีความแข็งแรงมากขึ้น  เพราะเมื่อเราใช้งานกล้ามเนื้อ หรือยืดและหดกล้ามเนื้อ จะเกิด ‘การหดตัวแบบเอกเซนตริก (Eccentric Contraction) ซึ่งเป็นสภาวะที่ดีต่อการเกิดใหม่ของกล้ามเนื้อ

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกล้ามเนื้อต้องอาศัยปัจจัยอื่นร่วมด้วย ทั้งพันธุกรรม เพศ อายุ สารอาหาร ฮอร์โมน การพักผ่อน และที่สำคัญที่สุดคือ ‘โปรตีนในอาหาร’ ที่ช่วยรักษากล้ามเนื้อ และช่วยให้ร่างกายผลิตกรดอะมิโน

การรับประทานโปรตีนที่เหมาะสม ควบคู่กับฮอร์โมนที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ เช่น โกรทแฟกเตอร์ (Growth Factor) และเทสโทสเตอโรน (Testosterone) จะช่วยให้ร่างกายอยู่ในสถานะที่พร้อมให้เนื้อเยื่อได้รับการซ่อมแซม และเติบโต ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นขณะที่เรานอนหลับ

นอกจากนี้ในเรื่องของพันธุกรรม ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะบางอาจอาจจะมีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อความเสียหายของกล้ามเนื้อที่รุนแรงกว่า จึงสามารถซ่อมแซม และสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่านั่นเอง

สุขภาพที่ดี สร้างได้ด้วยตัวคุณเอง การรับประทานอาหาร และหมั่นออกกำลังกายเพื่อสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจ อย่างการเลือกรับประทาน ‘น้องหนมปัง’ ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ และโปรตีน ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อของเราได้รับสารอาหารที่ดีอย่างครบถ้วน ที่สำคัญ รับประทานน้อย แต่อิ่มนาน ไม่ทำให้อ้วนแน่นอนค่ะ  🙂

ที่มา : 

‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ ขนมปังขวัญใจชาวรักสุขภาพ ช่วยอิ่มท้อง กระตุ้นการขับถ่ายจริงหรือไม่!?

การเลือกรับประทานอาหาร เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้รักสุขภาพ เพราะร่างกายต้องใช้อาหารเป็นพลังงานในการดำรงชีวิต และหากเราสามารถเลือกสรรอาหารที่มีประโยชน์ ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้แบบสบาย ๆ 

‘ระบบขับถ่าย’ เป็นอีกระบบหนึ่งของร่างกาย ที่ช่วยให้ร่างกายได้กำจัด และขับถ่ายของเสียในร่างกายออกไป ซึ่งตัวช่วยที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดีนั้นก็มีอยู่หลายชนิด แต่ที่ทุกคนคุ้นหูกันมากที่สุดก็คือ ‘ไฟเบอร์’  โดยกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ได้กำหนดว่าร่างกายของเราควรได้รับไฟเบอร์ในปริมาณอย่างน้อย 25 g./วัน 

เจ้าไฟเบอร์นี้ก็จะทำหน้าที่ในการกระตุ้นการขับถ่าย ช่วยขับเคลื่อนอาหารที่อยู่ในลำไส้ ให้ถูกขับออกไปได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ไฟเบอร์ยังช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้นาน เพราะเจ้าไฟเบอร์พวกนี้จะดูดน้ำ และพองตัว ทำให้เรารู้สึกอิ่ม ทำให้ช่วยลดการอยากรับประทานอาหารจุกจิกระหว่างมื้อ ลดความเสี่ยงในการได้รับแคลอรี่ที่เกินจากที่ควรได้รับในแต่ละวันได้เลย

สำหรับขนมปังที่เป็นคีโตเฟรนลี่อย่าง ‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ ก็มีไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อย โดยน้องหนมปัง มีปริมาณไฟเบอร์ 12 g./ชิ้น และน้องเลิฟ มีปริมาณไฟเบอร์ 18 g./ชิ้น  โดยน้อง ๆ ทั้งสองมีส่วนผสมจากวัตถุดิบธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ ดังนี้

น้องหนมปัง อุดมไปด้วยไฟเบอร์จาก เมล็ดแฟลกซ์, เนื้อมะพร้าว และอัลมอนต์

น้องเลิฟ อุดมไปด้วยไฟเบอร์จาก เมล็ดแฟลกซ์, เนื้อมะพร้าว และโอ๊ตไฟเบอร์

บอกได้เลยว่าวัตถุดิบในน้องหนมปัง และน้องเลิฟ มีคุณภาพและการันตีความสดใหม่ มีประโยชน์ อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ แคลอรี่ต่ำ แถมยังชิ้นใหญ่พอดี สามารถนำมาตัดแบ่งรับประทานได้มากกว่า 1 มื้อ รับประกันความอร่อย และความเฟรนลี่ต่อผู้รักสุขภาพทุกคนเลยค่ะ

: )

ที่มา :

https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/diabetes/admin/knowledges_files/6_44_1.pdf

ตอบข้อสงสัย ทำไมอาหารที่ดีจึงควรมีค่า GI ต่ำ ?

‘วงการรักสุขภาพ เข้ายาก แต่ตกหลุมรักง่าย’

เมื่อเข้าสู่วงการการรักสุขภาพแล้ว ความพิถีพิถันในการใช้ชีวิต ทั้งการเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือการตื่นและเข้านอนก็จะต้องมีมากขึ้นตาม ซึ่งหลายคนเมื่อได้ลองทำก็ตกหลุมรักได้ไม่ยาก

อย่างการเลือกสรรอาหาร ก็จะต้องพิจารณาถึงสารอาหารและส่วนประกอบเป็นพิเศษ เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อสุขภาพและน้ำหนักของเราได้ วันนี้เราจึงจะมาพูดถึงค่าดัชนีน้ำตาล หรือค่า  GI ที่แน่นอนว่าหลาย ๆ คนที่กำลังเข้าสู่วงการรักสุขภาพจะต้องเคยคุ้นหูกันมาบ้างแล้ว

ทำความรู้จัก ‘ค่าGI’

Glycemic index (GI) หรือค่าดัชนีน้ำตาล เป็นค่าที่ใช้บ่งบอกว่าคาร์โบไฮเดรตประเภทนั้น ๆ สามารถส่งผลกระทบกับระดับน้ำตาลในเลือดได้มากเพียงใด  โดยค่า GI เป็นค่าวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตปริมาณ 50 g. โดยใช้น้ำตาลกลูโคส หรือขนมปังขาวที่มีค่ามาตรฐาน 100 เป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งหากอาหารมีค่า GI สูง ก็จะหมายความว่า ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว ทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้ไม่นานเท่าอาหารที่มีค่า GI ต่ำนั่นเอง

โดยค่า GI สามารถแบ่งตามความเร็วในการดูดซึมได้เป็น 3 ช่วงระดับ ดังนี้

ดัชนีน้ำตาลต่ำ ค่า GI น้อยกว่าหรือเท่ากับ 55ไม่กระทบกับระดับน้ำตาลในเลือดมากนัก เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลน้อยกว่า ทำให้อาหารถูกดูดซึมได้ช้ากว่า และอยู่กระเพาะนานกว่าแบบอื่น ๆ
ดัชนีน้ำตาลปานกลางค่า GI 56 – 75ไม่กระทบกับระดับน้ำตาลในเลือดมากนัก เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลและแป้งบ้าง แต่ไม่มากพอที่จะทำให้อินซูลินนั้นถูกผลิตออกมามากจนเกินไป
ดัชนีน้ำตาลสูง ค่า GIมากกว่า 75ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นไขมันสะสม รวมถึงทำให้รู้สึกหิวไวขึ้น เนื่องจากพลังงานใช้ไปเป็นไขมันสะสมอย่างรวดเร็ว

ค่า GI ต่ำดีอย่างไร?

อาหารที่มีค่า GI ต่ำ จะทำให้ร่างกายไม่ได้มีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป ทำให้ไม่ส่งผลต่อการผลิตและหลั่งอินซูลินออกมา ทั้งยังทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นาน ไม่ต้องรับประทานขนม หรือของจุกจิกระหว่างวัน ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่อ้วนแน่นอน แถมไม่ทำให้เกิดไขมันสะสมง่ายอีกด้วย

ส่วนใหญ่แล้วอาหารที่มีค่า GI ต่ำ จะเป็นอาหารที่มีรสชาติหวานน้อย มีไฟเบอร์สูง หรือในพืชผักผลไม้หลาย ๆ ชนิด ซึ่งเพื่อน ๆ ที่ลดน้ำหนัก หรือรักสุขภาพ จำเป็นจะต้องเช็กค่า GI ให้ละเอียดก่อนรับประทาน เพื่อไม่ให้กระทบต่อน้ำหนัก และสุขภาพ

‘น้องหนมปัง’ มีค่า GI เท่าไหร่?

น้องหนมปังของเรา ทำมาจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และส่งผลดีต่อสุขภาพ เราจึงสามารถบอกได้ว่าน้องหนมปังมีคาร์โบไฮเดรตอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือสารที่ไปกระตุ้นอินซูลิน ทำให้น้องหนมปัง มีค่าดัชนี้น้ำตาล หรือค่า GI อยู่ในระดับต่ำนั่นเองค่ะ 

ซึ่งวันนี้ทางเราก็จะทำการเปิดเผยส่วนผสมและวัตถุดิบแบบหมดเปลือก เพื่อยืนยันถึงความเฟรนลี่ของน้องหนมปังที่มีต่อชาวรักสุขภาพทุกคนค่ะ

จะเห็นได้ว่าวัตถุดิบของน้องหนมปัง เป็น ‘วัตถุดิบที่มีค่า GI ต่ำล้วน ๆ’ เลยค่ะ ทั้งเมล็ดแฟลก, แป้งมะพร้าว, อัลมอนด์, ไข่, น้ำตาลอิริทริทอล, เนย, น้ำมันมะกอก, ยีสต์ และเกลือหิมาลายัน รับรองว่าน้องหนมชิ้นหนานุ่ม มีทั้งความอร่อย และมีทั้งประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย หายห่วงเรื่องน้ำตาล และไขมันไปได้เลยค่ะ 

สุดท้ายแล้ว อย่าลืมที่จะเลือกสรรอาหารที่มีประโยชน์ และมีคุณภาพมารับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนกันนะคะ  : )

ที่มา : 

https://www.diabetes.org.uk/guide-to-diabetes/enjoy-food/carbohydrates-and-diabetes/glycaemic-index-and-diabetes

https://www.bbcgoodfood.com/howto/guide/health-benefits-coconut-flour

https://www.medicalnewstoday.com/articles/318625

http://www.sugar-and-sweetener-guide.com/glycemic-index-for-sweeteners.html

https://foodstruct.com/food/butter

https://foodstruct.com/food/wheat-gluten

Ketogenic Diet คืออะไร ทานแบบไหนให้ผอม?

เทรนด์การทานอาหารเพื่อลดน้ำหนักแบบใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยม นั่นคือ คีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet) หรือที่เรียกกันว่า คีโต ไดเอต (Keto Diet) ยิ่งทานไขมันเท่าไร น้ำหนักก็ยิ่งลด! แต่การทานแบบนี้คืออะไร ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้เพราะอะไร ตามหนูมาหาคำตอบกันเลยค่ะ

อะไรคือ Ketogenic Diet

คีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet)  คือ การทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ “คีโตซิส” (Ketosis) เน้นทานอาหารไขมันสูง รองมาด้วยโปรตีน โดยลดคาร์โบไฮเดรตให้เหลือในปริมาณที่น้อยมาก ๆ จนร่างกายไม่สามารถนำกลูโคสและไกลโคเจนมาใช้เป็นพลังงานได้เพียงพอ จึงทำให้ต้องดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นให้เผาผลาญไขมันมากขึ้น ก็จะทำให้เราสามารถลดความอ้วนได้

Keto Diet มีกี่ประเภท ?

Keto Diet แบ่งออกเป็นหลายประเภท หนูจะพาพี่ๆมารู้จักกับ Keto Diet กันค่ะ

  • Standard Ketogenic Diet (SKD) เป็นรูปแบบที่เน้นการทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยที่สุด แล้วเพิ่มการทานไขมันและโปรตีน โดยปกติมักกำหนดให้ทานคาร์โบไฮเดรตเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณอาหารทั้งหมด แต่เพิ่มการทานโปรตีนเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มการทานไขมันเป็น 75 เปอร์เซ็นต์
  • High-Protein Ketogenic Diet เป็นรูปแบบที่คล้าย SKD แต่เพิ่มการทานโปรตีนให้มากขึ้น โดยกำหนดให้ทานคาร์โบไฮเดรต 5 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มการทานโปรตีนเป็น 35 เปอร์เซ็นต์ และลดการทานไขมันเหลือ 60 เปอร์เซ็นต์
  • Cyclical Ketogenic Diet (CKD) เป็นรูปแบบที่เว้นให้ทานอาหารตามปกติเป็นช่วง ๆ เช่น ทานตามหลัก Keto Diet ติดกัน 5 วัน สลับกับทานอาหารแบบปกติ 2 วัน เป็นต้น
  • Targeted Ketogenic Diet (TKD) เป็นรูปแบบที่ให้ทานคาร์โบไฮเดรตในช่วงที่ออกกำลังกาย

ทั้งนี้ CKD และ TKD เป็นรูปแบบที่มักถูกนำไปใช้กับนักกีฬาและนักเพาะกาย แต่ ณ ที่นี้หนูจะกล่าวถึงรูปแบบมาตรฐาน SKD หรือ Standard Ketogenic Diet เป็นหลัก เพราะเป็นวิธีการทานที่เหมาะกับคนทั่วไป อีกทั้งมีงานวิจัยศึกษาถึงประโยชน์ของการทานในรูปแบบนี้ค่อนข้างมาก

คุณพี่ที่สนใจจะทานคีโตเจนิก จะทานอะไรได้บ้าง ?
  • คาร์โบไฮเดรต ควบคุมให้อยู่ในช่วง 25-50 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็นเพียง 5% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน หลัก ๆ คืองดทานข้าวและแป้งทุกชนิด งดอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล รวมถึงงดทานผลไม้ด้วย ให้ทานเฉพาะผักใบเขียวเป็นหลัก 
  • โปรตีน โดยคิดเป็นประมาณ 20% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน หรือทานในสัดส่วน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น หากน้ำหนัก 60 กก. ให้ทานโปรตีนให้ได้ 60 กรัมต่อวัน อาหารจำพวกโปรตีนให้เน้นที่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อติดมัน เบคอน เนื้อไก่ที่มีหนัง ไข่ นม เนื้อปลา อาหารทะเล แต่ต้องระวังการทานโปรตีนมากเกินไปด้วย เพราะโปรตีนสามารถเปลี่ยนเป็นกลูโคสได้เช่นกัน
  • ไขมันดี โดยให้ได้ปริมาณประมาณ 125 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็น 75% ของพลังงานที่ได้รับ ไขมันที่ควรกิน ควรเป็นไขมันอิ่มตัวจากสัตว์และพืชบางชนิด เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน น้ำมันหมู น้ำมันมะกอก ชีส เนย ควรงดการปรุงอาหารจากน้ำมันปาล์ม และงดอาหารฟาสต์ฟู้ดซึ่งมีไขมันทรานส์ (Trans-fat) สูง

Ketogenic Diet เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร?

เหมาะสำหรับ

  • คนทั่วไปที่ต้องการลดความอ้วน ลดการสะสมของไขมัน และไม่มีโรคประจำตัวที่ต้องระวัง
  • ผู้ที่มีกิจกรรมในชีวิตประจำวันปกติ เช่น ไม่ต้องใช้แรงหนักมากเกินไป

ไม่เหมาะสำหรับ

  • ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ต้องรับอินซูลิน เนื่องจากผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Ketoacidosis หรือร่างกายเป็นกรดจากการมีสารคีโตนในเลือดมาก จึงไม่ควรเพิ่มระดับคีโตนในเลือดเข้าไปอีก
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำอยู่แล้ว
  • ผู้ที่ต้องใช้พลังงานอย่างหนัก หรือออกแรงมากในระยะเวลาสั้น ๆ เช่น คนทำงานใช้แรงงานเป็นหลัก หรือนักกีฬาบางประเภท อย่างนักวิ่งระยะสั้น เพราะพลังงานจากการสลายไขมันนั้นนำมาใช้ได้ช้ากว่าพลังงานจากกลูโคส

ดังนั้น พี่ๆสาวกสายคีโตเจนิก ควรมีความมั่นใจเสียก่อนว่าร่างกายของคุณพี่สมบูรณ์แข็งแรงพร้อมกับการทานสายนี้ และควรไปตรวจสุขภาพ ตลอดจนปรึกษาแพทย์ หรือขอคำแนะนำจากนักโภชนาการเสียก่อนเพื่อความปลอดภัยนะคะ 

สุดท้ายแล้ว หากคุณพี่มีใจอยากจะเริ่มลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะวิธีใด หนูลุ้นให้สำเร็จแบบสุดใจ การลดน้ำหนักที่ได้ผลดีที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับว่าแบบใดที่เหมาะกับคุณพี่ และคุณพี่มุ่งมั่นที่จะทำ บวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ และทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย หนูและน้องหนมปังร่วมเป็นกำลังใจและเป็นแรงผลักดันเล็ก ๆ กับ Dancing With A Baker ขนมปังคีโต ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล เหมาะกับคนทานอาหารแบบคีโต ต้องการควบคุมน้ำหนัก หากสนใจรายละเอียด สามารถเข้ามาดูผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์ผลิตภัณฑ์