Say Hello! ‘โกโก้ไฟเบอร์’ กับคุณประโยชน์ที่หลายคนอาจมองข้าม!

‘โกโก้’ จากเมล็ดโกโก้สีน้ำตาลเข้ม ที่หลายคนมักจะสับสนกับ ‘ช็อกโกแลต’ นั้น ปัจจุบันถูกนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม และเป็นส่วนประกอบของของหวานต่าง ๆ มากมาย ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นที่มาพร้อมกับรสชาติขมปนหวานละมุน ทำให้โกโก้ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารมากมาย เรียกได้ว่าฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองเลยค่ะ

แน่นอนว่าเมื่อเจ้าโกโก้มีความฮิต และเป็นที่ต้องการมากขึ้น ทำให้ผงโกโก้เริ่มขาดตลาด รวมถึงมีราคาที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการที่พื้นที่ในการปลูกโกโก้นั้นมีน้อยลง เนื่องจากภาวะโลกร้อนในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุก ๆ ปี ดังนั้น เราจึงต้องสรรหาวัตถุดิบเพื่อมาใช้ทดแทนโกโก้ เพื่อตอบสนองความต้องการของกระเพาะของพวกเรา!

‘โกโก้ไฟเบอร์’  เป็นวัตถุดิบยอดฮิตที่ถูกนำมาใช้ทดแทนโกโก้ ซึ่งบอกได้เลยว่านอกจากจะให้กลิ่น และรสสัมผัสไม่ต่างจากผงโกโก้ปกติแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าแบบไม่น่าเชื่อ โดยผงโกโก้ที่เราเลือกสรร และนำมาใช้ จะถูกอบเพื่อฆ่าเชื้อ และบดเป็นผงละเอียด ทำให้เราได้ผงไฟเบอร์จากธรรมชาติ 100% และมั่นใจได้ว่า ‘ไม่ผ่านสารเคมีใด ๆ แน่นอน!’

  • โกโก้ไฟเบอร์ ช่วยให้อิ่มนานขึ้น และลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้!

โกโก้ไฟเบอร์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของเปลือกเมล็ดโก้โก้ ที่ให้สี รสชาติ และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของโกโก้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งยังอุดมไปด้วย ‘ไฟเบอร์’ ซึ่งเป็นชนิดที่ละลายน้ำได้ ทำให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น และทำให้มีความรู้สึกอยากอาหารลดลงนั่นเอง

นอกจากนี้ จากงานวิจัยหลายฉบับยังพบว่า ไฟเบอร์ชริดที่ละลายน้ำได้ สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ด้วยล่ะ

  • โกโก้ไฟเบอร์ ตัวช่วยเพิ่มความอร่อยให้ขนม

โกโก้ไฟเบอร์ สามารถนำมาปรับใช้ในการทำขนมอบประเภทต่าง ๆ ได้ โดยปริมาณโกโก้ไฟเบอร์ที่ใช้ จะขึ้นอยู่กับสี และปริมาณไฟเบอร์ที่เราต้องการในอาหารนั้น ๆ โดยการทดลองใช้โกโก้ไฟเบอร์แทนผงโกโก้ พบว่า อาหารที่ได้จะมีความเหนียว และข้นมากขึ้น เนื่องจากโกโก้ไฟเบอร์ มีปริมาณไฟเบอร์มากกว่าผงโกโก้ แต่อาหารที่ได้นั้นยังคงมีรสชาติ และกลิ่นที่เหมือนกับการใช้ผงโกโก้แบบเดิมเป๊ะ ๆ อย่างกับฝาแฝดเลยค่ะ

หากเรารับประทานขนม หรืออาหารที่ปราศจากแป้ง และน้ำตาล แถมยังมีปริมาณไฟเบอร์ที่จัดเต็มแล้วนั้น อาจทำให้เรารู้สึกผิดน้อยลงเวลาที่เรารับประทานขนมหวานนั่นเองค่ะ แต่อย่าลืมนะคะ ว่าต้องควบคุมปริมาณของขนม และแคลอรี่ให้เหมาะสม นอกจากนี้แล้วก็ต้องหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อร่างกายที่ฟิตเปรี๊ยะ และแข็งแรงของทุกคนค่ะ : )

ที่มา :

https://www.foodnavigator.com/Product-innovations/Soluble-Cocoa-Fibre

https://www.worldcocoafoundation.org/wp-content/uploads/files_mf/lecumberri2007.pdf

https://www.worldcocoafoundation.org/wp-content/uploads/files_mf/lecumberri2007.pdf

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0023643810002537

ส่องที่มาของ ‘ช็อกโกแลต’ กับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ชวนให้ลิ้มลอง

ถ้าพูดถึงเครื่องดื่มเย็น ๆ หรือรสชาติของขนมที่ใครก็ต้องรู้จัก คงจะหนีไม่พ้น ‘ช็อกโกแลต’ ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้ ที่เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกับ ‘โกโก้’ ที่เรารู้จักเลยล่ะค่ะ

ปัจจุบัน ช็อกโกแลตเป็นสิ่งที่หาง่าย และฮอตฮิตแบบสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นขนม เค้ก หรือเครื่องดื่ม ก็จะมีรสชาติของช็อกโกแลตผสมอยู่ แต่ทุกคนทราบไหมคะ ว่าในช่วงศตวรรษที่ 16 ช็อกโกแลตนั้นเรียกได้ว่าเป็นแรร์ไอเท็มเลยค่ะ เพราะมีอยู่แค่ในเมโสอเมริกา แถมรสชาติและหน้าตาของมันก็ยังไม่เหมือนกับช็อกโกแลตในปัจจุบันอีกด้วย

จุดเริ่มต้นของ ‘ช็อกโกแลต’

ย้อนกลับไป 1900 ปีก่อนคริสตกาล ผู้คนในแถบนั้นเริ่มเรียนรู้การเตรียมผลของ ‘ต้นกาเกา’ หรือโกโก้ที่เรารู้จัก ซึ่งเป็นพืชพื้นเมือง โดยนำเมล็ดมาบด และนำมาผสมกับคอร์นมีล (Corn meal) และพริก เพื่อทำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติขม และมีฟอง เมื่อดื่มแล้วจะทำให้รู้สึกตื่นตัว ถ้าให้เปรียบเทียบก็น่าจะเหมือนเครื่องดื่มชูกำลังในปัจจุบันเนี่ยล่ะค่ะ

ชาวเมโสอเมริกัน เชื่อว่าผลโกโก้นั้นเป็นอาหารจากสวรรค์ ที่เทพเจ้ามอบให้เป็นของขวัญแก่มนุษย์ นอกจากนี้ชาวแอซเต็กยังใช้เมล็ดโกโก้แทนเงิน และดื่มช็อกโกแลตในงานเลี้ยงรื่นเริงในวัง รวมถึงใช้เป็นรางวัลแก่ทหารผู้ชนะการรับ และในพิธีกรรมต่าง ๆ อีกด้วย

การแพร่หลายของ ‘ช็อกโกแลต’

ในปี ค.ศ. 1519 เฮอร์นันโด คอร์เตส นักสำรวจที่กำลังทำการล่าอาณานิคมชาวสเปน ได้เดินทางไปยังวังของจักรพรรดิมอนเตซูมา ที่นครเนอชตีลัน (Tenochtitlan) โดยในครั้งนั้น ชาวเมืองและจักรพรรดิต่างเข้าใจผิดว่า คอร์เตสเป็นพระเจ้าผู้มาเยือน จึงให้การต้อนรับดูแลอย่างดี และมีนายทหารของคอร์เตสได้บันทึกไว้ว่า จักรพรรดิมอนเตซูมา ได้นำเครื่องดื่มโกโก้ออกมาจำนวน 50 เหยือก และรินใส่ในถ้วยทองคำเพื่อต้อนรับพวกเขาอีกด้วย ต่อมาหลังเสร็จสิ้นการล่าอาณานิคม คอร์เตสจึงเดินทางกลับสเปนพร้อมกับเมล็ดโกโก้นั่นเองค่ะ

ในช่วงแรก ช็อกโกแลตที่ทำออกมามีรสชาติขม และถูกนำไปใช้เป็นยารักษาโรค ต่อมาจึงเริ่มปรุงแต่งให้มีรสชาติหวานขึ้น โดยการผสมน้ำผึ้ง น้ำตาล หรือวนิลาลงไป ทำให้ช็อกโกแลตกลายเป็นอาหารยอดนิยมในราชสำนักสเปนอย่างรวดเร็ว และผู้คนก็เริ่มทำการเพาะปลูกมากขึ้น

จุดเปลี่ยนของ ‘ช็อกโกแลต’

ความเปลี่ยนแปลงของช็อกโกแลต เกิดขึ้นเมื่อปี ด.ศ. 1828 เมื่อ ‘คอนราด แวน เฮาเทน’ แห่งอัมสเตอร์ดัม ได้นำเครื่องบดโกโก้มาใช้ ซึ่งเจ้าเครื่องบดนี้สามารถแยกน้ำมันโกโก้ธรรมชาติออก ทำให้เหลือเพียงผงโกโก้ ที่สามารถนำมาผสมเป็นเครื่องดื่มได้ หรือนำมาผสมกับสารไขมันที่ได้จากเมล็ดโกโก้ เพื่อทำเป็น ‘ช็อกโกแลตแบบแท่ง’ เหมือนในสมัยปัจจุบัน

ต่อมา เมื่อช่างทำช็อกโกแลตชาวสวิสเซอร์แลนด์ ‘แดเนียล ปีเตอร์’ ได้ทำการเติมนมผงลงไปในช็อกโกแลต ทำให้เกิดช็อกโกแลตนม หรือ Milk Chocolate รสชาติหวานละมุนที่เรารู้จักขึ้น

จนกระทั่งในศตวรรษที่ 20 ช็อกโกแลตจึงหลายมาเป็นของหวานสำหรับคนทั่วไป และมีการเพาะปลูกโกโก้เป็นจำนวนมาก แต่น่าเสียดายที่โกโก้จะสามารถปลูกได้เฉพาะพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรเท่านั้น

ใน ค.ศ. 2015 ประเทศโกต์ดิวัวร์ สามารถผลิตโกโก้ได้สองในห้าของผลผลิตโกโก้ทั่วโลก และในปัจจุบันนี้เรื่องที่น่ายินดีของเราก็คือ ประเทศไทยเริ่มทำการเพาะปลูก และผลิตโกโก้เองแล้ว การันตีคุณภาพได้จากรางวัลระดับโลกเลยทีเดียวค่ะ

แน่นอนว่า หลาย ๆ คนคงหลงใหลในรสชาติของเจ้าช็อกโกแลตที่แสนอร่อยนี้ แต่อย่าลืมนะคะ ว่าต้องควบคุมปริมาณในการรับประทานด้วย เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับแคลอรี่ และไขมันเกินความต้องการนั่นเอง อร่อยได้ แต่ต้องมีวินัยด้วยนะคะ ด้วยรักและห่วงใยค่า  : )