จะลดพุงต้องทำยังไง?

อัพเดตบทความล่าสุดเมื่อ

รู้จักกับ ‘ไขมัน’ แต่ละชนิด

1. Brown fat ช่วยเผาผลาญพลังงาน เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย
2. White fat ช่วยสร้างฮอร์โมน ทำให้ร่างกายทำงานอย่างสมดุล
3. Subcutaneous Fat เป็นที่สะสมพลังงานของร่างกาย
4. Visceral Fat นักวิทยาศาสตร์ ยังไม่พบถึงข้อดีของไขมันแบบนี้
5. Belly Fat นั้นไม่มีข้อมูลถึงข้อดี แต่ข้อเสียนั้นมีมากมายโดยเฉพาะเรื่องคอเลสเตอรอล

ใคร ๆ ก็คงอยากลดพุง แต่ก่อนที่เราจะลดพุง เราต้องมารู้จักพุงของเราให้ดีกว่านี้ก่อน ทุกคนอาจทราบว่าในพุงของเรานั้นมีไขมันอยู่ แต่ไขมันก็มีประโยชน์ ทั้งเป็นแหล่งพลังงาน และยังช่วยในการปล่อยฮอร์โมนเพื่อการย่อยอาหารอีกด้วย แต่ประเภทของไขมันนั้นก็มีหลากหลายดังนั้นไม่ใช่ว่า พอได้ชื่อว่าเป็นไขมันก็จะแย่ไปซะหมด 

ไขมันแบบแรก คือ ไขมันสีน้ำตาล หรือ Brown Fat ไขมันแบบนี้ จะเรียกว่าไขมันดีก็ไม่ผิด เพราะหน้าที่หลักของเค้าก็คือเผาผลาญพลังงานเพื่อสร้างความร้อน และเมื่อมีการกระตุ้น อย่างเช่นเมื่ออยู่ในที่อากาศหนาวเย็น ไขมันสีน้ำตาลนั้นสามารถสร้างความร้อนได้มากกว่าเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในร่างกายได้มากถึง 300 เท่าเลยทีเดียว ส่วนในเรื่องการเผาผลาญพลังงาน เจ้าไขมันชนิดนี้ขนาดเพียง 2 ออนซ์ นั้นก็สามารถเผาผลาญได้หลายร้อยแคลอรี่ต่อวัน ฟังดูแล้วอยากจะเพิ่มปริมาณไขมันชนิดนี้กันเลยใช่ไหมคะ แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ ผู้ใหญ่นั้นจะมีไขมันสีน้ำตาลนี้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยและโดยส่วนมากมักจะอยู่ที่บริเวณด้านข้างของลำคอ แต่ละคนนั้นจะมีปริมาณไขมันสีน้ำตาล ไม่เกิน 2 ออนซ์ ต่างกับเด็กที่จะมีปริมาณไขมันชนิดนี้มากกว่า

ไขมันแบบที่สอง ก็คือ ไขมันสีขาว (ไขมันปกติ) หรือ White Fat นั่นเอง ซึ่งก็เป็นไขมันที่มีอยู่ทั่วไปตามร่างกายของเรา ทำหน้าที่เก็บพลังงาน และผลิตฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ช่วยฮอร์โมนอย่างอื่นให้ทำงานได้ดีขึ้น อย่างเช่น ฮอร์โมน adiponectin ที่ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น แต่เมื่อคนคนนั้นมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น การผลิตฮอร์โมน adiponectin ก็จะลดลงหรือหยุดไปเลย ส่งผลให้อินซูลินทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม 

ไขมันแบบที่สาม ก็คือ ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง หรือ Subcutaneous Fat ไขมันชนิดนี้โดยมากจะอยู่ที่ต้นขา ตรงใต้ท้องแขน และพุง นั่นเอง หากใครที่เคยวัดไขมันโดยเครื่อง fat caliper หรือ ใช้อุปกรณ์ที่มีหน้าตาคล้ายรูปภาพนี้

ผลลัพธ์ที่ปกติของอุปกรณ์วัดไขมันในส่วนนี้จะอยู่ในอัตรา 10% ของไขมันทั้งหมดในร่างกาย จึงสามารถนำข้อมูลนี้มาใช้คำนวนคร่าว ๆ ถึงปริมาณไขมันทั้งหมดในร่างกาย และทำให้สามารถทราบได้ถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสุขภาพได้ ถึงแม้ไขมันแบบนี้นั้นไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าหากสะสมอยู่ที่ท้องแล้วนั้นก็อาจจะส่งผลเสียได้เช่นเดียวกันกับไขมันรอบอวัยวะ

เมื่อกล่าวถึง ไขมันรอบอวียวะ คือ ไขมันประเภทที่สี่ หรือ Visceral Fat ไขมันแบบนี้นั้นจะเรียกว่าเป็นไขมันอันตรายก็ไม่ผิดนัก เพราะ สามารถสร้างอันตรายให้กับร่างกายทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ รวมไปถึงโรคทางสมองอีกด้วย นอกเหนือไปกว่านั้น ไขมันชนิดนี้ยัง ขัดขวางการทำงานของอินซูลิน และการที่มีไขมันชนิดนี้มาก ๆ นั้น ก็เป็นสาเหตุของการเกิด การดื้ออินซูลิน เป็นเบาหวานประเภทที่ 2  โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และโรคอัลไซเมอร์ จากการศึกษาพบว่า ฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียดนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเก็บไขมันชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ไขมันประเภทที่ห้า ก็คือไขมัน ช่วงท้องล่าง หรือ Belly Fat นั่นเอง ไขมันชนิดนี้ก็คือไขมันตรงพุงที่ โดยส่วนมากแล้วก็จะถูกจัดอยู่ในประเภทไขมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งไขมันส่วนนี้นั้น ก็คือไขมันรอบอวัยวะ ผสมกับ ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง นั่นเอง แต่สัดส่วนของไขมันแต่ละชนิดนั่นก็ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของแต่ละคน และทางเดียวที่จะทราบได้ก็คือการทำ CT-Scan แต่ด้วยราคาที่สูง ข้อมูลที่จะออกมานั้นไม่ได้ช่วยในการรักษาเท่าไหร่ นอกจากมีความกังวลว่าอาจจะมีความเสี่ยงขอการเกิดโรคเบาหวานเพื่อหาแนวทางการแก้ไข เนื่องจากไม่ว่าสัดส่วนของไขมันชนิดไหนจะมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ตาม การที่มีไขมันช่วงท้องล่างที่มากก็มักจะมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

แล้วเราจะทำยังไงเพื่อลดไขมันได้หล่ะ ? โดยเฉพาะไขมันที่เป็นอันตรายการใช้วิธีการเดียวกันนั้นอาจจะไม่เห็นผลแบบเดียวกันในทุกคน เนื่องจากการใช้ชีวิต และ สภาพร่างกายที่ต่างกัน อย่างไรก็ตาม การลดไขมันนั้นก็มีวิธีที่สามารถทำได้จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องของการรับประทานอาหาร และ การออกกำลงกาย ประเภทของไขมันทีเห็นการเปลี่ยนแปลงได้มากทีสุดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็คือ ไขมันรอบอวัยวะนั่นเอง ดังนั้นก็อย่าเพิ่งเสียใจไปถ้าหากการออกกำลังกายของคุณไม่ได้ส่งผลต่อไซซ์เสื้อที่เล็กลง เพราะการออกกำลังกายพวกนั้นก็ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ได้มากมาย และยังทำให้สุขภาพโดยรวมนั้นดีขึ้นอีกด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำหากอยากมีสุขภาพที่ดีนั้นก็คือ การออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับให้เพียงพอ พยายามไม่เครียด ไม่ดื่มแอลกอฮอ ล์ และไม่สูบบุหรี่ นั่นเอง จะกล่าวว่าคำแนะนำนี้ก็เป็นคำแนะนำเดียวกับการหลีกเลี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานก็ไม่ผิดนัก

https://www.diabetes.co.uk/body/visceral-fat.html

https://www.smethailandclub.com/trick-2727-id.html

https://www.quora.com/Which-body-type-generally-has-more-visceral-fat

Recommended Posts