ล้วงลึกเรื่อง ‘ไขมัน’ ตัวการสร้างห่วงยางหนารอบเอว!

‘ห่วงยางรอบเอว อุ่นกาย แต่ไม่อุ่นใจ’

น้ำหนักตัวที่มากเกินไป สามารถส่งผลให้เกิดโรคอ้วน และไขมันสะสมในร่างกายได้ ซึ่งเจ้าไขมันสะสมในร่างกายก็เป็นอีกสิ่งที่หลายคนกังวลใจไม่น้อย เพราะมันสามารถส่งผลต่อรูปร่างของเราได้โดยตรง โดยเฉพาะไขมันสะสมที่หน้าท้อง หรือที่เรารู้จักกันว่า ‘พุง’ นั่นเอง

‘พุง’  หรือไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง มีอยู่หลากหลายประเภท ทั้งจากไขมันสะสม จากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือจากฮอร์โมน เป็นต้น ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึง ‘พุง’ ที่มาสาเหตุจากไขมันสะสม เพราะก่อนที่เราจะทำการกำจัดเจ้าพุงนี้ได้ ก็ควรจะต้องรู้จักประเภทของไขมัน ที่เป็นตัวการของพุงกันก่อนค่ะ

ประเภทของไขมัน

  1. ไขมันสีน้ำตาล (Brown Fat) ไขมันแบบแรก คือ ไขมันสีน้ำตาล หรือ Brown Fat เป็นไขมันที่ส่งผลดีต่อร่างกาย  เพราะหน้าที่หลักของไขมันประเภทนี้ คือ เผาผลาญพลังงานเพื่อสร้างความร้อน และเมื่อมีร่างกายได้รับการกระตุ้น อย่างการอยู่ในที่ที่อากาศหนาวเย็น ไขมันสีน้ำตาลก็จะสามารถสร้างความร้อนได้มากกว่าเนื้อเยื่ออื่นๆ ในร่างกายได้มากถึง 300 เท่าเลยทีเดียว 

ส่วนในเรื่องการเผาผลาญพลังงาน เจ้าไขมันชนิดนี้สามารถเผาผลาญได้หลายร้อยแคลอรีต่อวัน โดยใช้ปริมาณไขมันเพียง 2 ออนซ์ เท่านั้น  น่าเสียดายตรงที่ผู้ใหญ่จะมีเจ้าไขมันสีน้ำตาลนี้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ไม่เกิน 2 ออนซ์ และโดยส่วนมากมักจะอยู่ที่บริเวณด้านข้างของลำคอ ต่างกับเด็กที่จะมีปริมาณไขมันชนิดนี้มากกว่า

  1. ไขมันสีขาว หรือไขมันปกติ (White Fat) ไขมันแบบที่สอง คือ ไขมันสีขาว หรือ White Fat เป็นไขมันที่มีอยู่ทั่วไปตามร่างกายของเรา ทำหน้าที่เก็บพลังงาน และผลิตฮอร์โมนชนิดที่สามารถทำหน้าที่ช่วยฮอร์โมนประเภทอื่นให้ทำงานได้ดีขึ้น เช่น ฮอร์โมน Adiponectin หรือฮอร์โมนที่ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น เป็นต้น  แต่ข้อควรระวังก็คือ เมื่อมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น การผลิตฮอร์โมน Adiponectin ก็จะลดลงหรือหยุดผลิตไปเลย ส่งผลให้อินซูลินทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิมนั่นเองค่ะ
  1. ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) ไขมันชนิดนี้ ส่วนมากจะอยู่ที่บริเวณต้นขา ใต้ท้องแขน และพุงของเรานั่นเองค่ะ ซึ่งเราสามารถวัดปริมาณไขมันชนิดนี้โดยใช้เครื่อง Fat Caliper ที่มีหน้าตาตามรูปภาพด้านล่างนี้ได้ค่ะ

โดยปกติแล้ว ไขมันชนิดนี้จะมีปริมาณอยู่ที่ 10% ของไขมันทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งเราสามารถใช้ข้อมูลของปริมาณไขมันชนิดนี้มาคำนวณถึงปริมาณไขมันทั้งหมดของร่างกาย และประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดต่อสุขภาพของเราได้เลยล่ะค่ะ

  1. ไขมันรอบอวัยวะ (Visceral Fat) ไขมันประเภทนี้ จัดว่าเป็นไขมันที่อันตรายต่อร่างกายเลยค่ะ เพราะ สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคทางสมอง รวมถึงยังสามารถขัดขวางการทำงานของอินซูลินได้อีกด้วย

หากร่างกายของเรามีไขมันชนิดนี้ในปริมาณมาก ก็จะเป็นสาเหตุให้การเกิดภาวะดื้ออินซูลิน โรคเบาหวานประเภทที่ 2  โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และโรคอัลไซเมอร์ได้ นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่าฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียด เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายสะสมไขมันชนิดนี้เพิ่มขึ้น

  1. ไขมันช่วงท้องส่วนล่าง (Belly Fat) ไขมันชนิดนี้ คือไขมันบริเวณหน้าท้อง หรือพุงของเรานั่นเองค่ะ โดยส่วนมากแล้วจะถูกจัดอยู่ในประเภทไขมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะไขมันส่วนนี้ คือ ไขมันรอบอวัยวะ ผสมกับ ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นไขมันที่อันตรายต่อสุขภาพทั้งคู่

สัดส่วนของไขมันแต่ละชนิด ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของแต่ละคน และทางเดียวที่จะทราบได้ก็คือการทำ CT-scan ซึ่งเป็นการตรวจวินิจฉัยโรคที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตาม การที่มีไขมันช่วงท้องล่างในปริมาณมาก ไม่ว่าจะมีมีสัดส่วนของไขมันประเภทใดมากหรือน้อย ก็มักจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตามมาได้

ลดไขมัน ลดโรค

การลดปริมาณไขมันในร่างกาย จะมีความแตกต่างกันออกไปตามการใช้ชีวิต หรือสภาพร่างกายของแต่ละคน โดยวิธีการที่ง่ายที่สุด คือ ‘การเลือกรับประทานอาหาร’ และ ‘การออกกำลังกาย’ ที่ควรจะต้องทำควบคู่กันไป 

หากต้องการลดไขมัน ลดพุง เพื่อสุขภาพที่ดี ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จำกัดการรับประทานแป้งและไขมัน และพยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด เพียงเท่านี้จุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะค่ะ

อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ของเรา ก็เป็นอีกหนึ่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รับประทานง่าย ไม่อ้วน แถมยังอร่อยเต็มคำ รับรองว่าวงการคนรักสุขภาพ เข้าไม่ยาก แต่ตกหลุมรักง่ายแน่นอนค่ะ 🙂

ที่มา :

https://www.diabetes.co.uk/body/visceral-fat.html

https://www.smethailandclub.com/trick-2727-id.html

https://www.quora.com/Which-body-type-generally-has-more-visceral-fat

Hashtag

#Fat #TypesofFat #Belly #BellyFat #Health

ความเหมือนที่แตกต่างของ ‘เนย’ และ ‘มาการีน’


หลายคนคงคุ้นเคยกับความหวาน หอม มัน ของ ‘เนย’ และ ‘มาการีน’ สีเหลืองนวล เพราะเนยและมาการีน จัดเป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งที่มักจะถูกนำมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะบรรดาขนมหวานสีสันสดใสชวนรับประทานนั่นเอง แต่มีความจริงที่หลายคนอาจจะไม่ทราบ คือ เนยและมาการีน มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งผลต่อสุขภาพของเรา

ทำความรู้จัก ‘เนย’

เนย เป็นผลผลิตที่ได้จากการปั่นครีม หรือนม จนเกิดการแยกชั้นเป็นของแข็ง และของเหลว นั่นก็คือเนย และบัตเตอร์มิลค์ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองอย่างสามารถนำมาใช้ทำอาหารได้ แต่ไขมันที่ได้จะเป็น ‘ไขมันอิ่มตัว’ ซึ่งเป็นไขมันชนิดเดียวกับไขมันสัตว์ โดยจะส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณของ Low density lipoprotein (LDL) หรือคอเลสเตอรอลแบบเลวนั่นเอง

ทำความรู้จัก ‘มาการีน’

มาการีน หรือเนยเทียม เป็นวัตถุดิบที่ผลิตออกมาเพื่อทดแทนเนย ทำมาจากน้ำมันพืช เช่น น้ำมันคาโนล่า น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น ดังนั้น ไขมันที่ได้จากมาการีนจึงเป็นไขมันจากพืช ซึ่งเป็น ‘ไขมันไม่อิ่มตัว’ 

การผลิตมาการีน จะทำโดยใช้กระบวนการ hydrogenation (ไฮโดรจีเนชัน) หรือการเติมก๊าซไฮโดรเจนลงไป ทำให้มาการีนมีไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพราะไขมันทรานส์ จะเพิ่มปริมาณของคอเลสเตอรอลแบบเลว หรือ Low density lipoprotein (LDL) พร้อมกับ ลดปริมาณคอเลสเตอรอลแบบดี หรือ High density lipoprotein (HDL) อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม มาการีนได้รับการปรับปรุงมาเรื่อย ๆ โดยในปี 2015 ทาง FDA หรือ Food and Drug Administration ของอเมริกา ก็ได้ออกกฎให้ทางผู้ผลิตต้องกำจัดไขมันทรานส์ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ออกจากผลิตภัณฑ์

ข้อดีของมาการีนที่เหนือกว่าเนย คือ หากมาการีนไม่มีไขมันทรานส์ ก็แทบจะไม่มีคอเลสเตอรอลอยู่เลย ทำให้มาการีนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอล

กล่าวโดยสรุปคือ เราสามารถเลือกทั้งเนยและมาการีนมาใช้ประกอบอาหารได้ เพียงแต่ต้องเลือกสรร และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อสุขภาพน้อยที่สุด รวมถึงรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ และไม่บ่อยจนเกินไป เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนค่ะ

อย่าง ‘น้องขนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ คีโตเฟรนลี่คนดีคนเดิมของเรา ใช้เนย gourmet ในการเพิ่มความอร่อยหนุบหนับ พร้อมเสิร์ฟให้กับชาวคีโตเจนิก และผู้รักสุขภาพทุกคน รับรองว่าคุณภาพเกินร้อยแน่นอนค่า  🙂 

ที่มา : 

https://www.medicalnewstoday.com/articles/304283.php

https://www.ahajournals.org/doi/10.1161/CIR.0000000000000510

ไขความลับของ ‘ไขมัน’ ที่ไม่ได้ร้ายอย่างที่คิด!

หากการรับประทานอาหาร เป็นปราการด่านแรกของการเริ่มต้นรักษาสุขภาพ ก็คงจะดีไม่น้อยหากทุกคนจะหันมาทำความรู้จัก ‘อาหาร’ และ ‘สารอาหาร’ ที่เรารับประทานกันในชีวิตประจำวันให้กระจ่างแจ้ง 

มีหลายคนเลยทีเดียวที่คิดว่าสารอาหารบางชนิด เป็นตัวการร้ายอันก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา รวมไปถึงปัญหากวนใจของหนุ่มสาวที่ต้องการมีรูปร่างที่ดี โดยเฉพาะเจ้า ‘ไขมัน’ ที่แค่พูดชื่อออกมา ทุกคนก็อยากจะหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดแล้ว เพราะเจ้าไขมันนี่แหละที่ให้พลังงานแก่ร่างกายของเราได้อย่างสูงสุด

จริง ๆ แล้ว ‘ไขมัน’ เป็นหนึ่งในชื่อหมู่อาหารที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ใช่ว่ารับประทานมากจนเกินขนาดแล้วจะไม่ส่งผลอะไรต่อร่างกายเลย เพราะแน่นอนว่าอะไรที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งนั้น

สำหรับบทความนี้ ขอหยิบยกความรู้เกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ จากปลายปากกาของ นพ.กฤษดา ศิราพุช (2550)  มาไขความลับของไขมันให้ทุกคนได้ทราบกัน เพราะแม้แต่เรื่องของไขมันเอง ก็ยังมีทั้งด้านบวกและด้านลบ นั่นก็คือ ‘ไขมันเลว’ และ ‘ไขมันดี’ แต่นั่นก็ทำให้ไขมันทั้งสองประเภทสามารถเติมเต็มกันและกันได้อย่างลงตัว

ไขมันเลว (LDL)

ไขมันเลว หรือคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว ทรานส์แฟต เช่น น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันทอดซ้ำ เนื้อสัตว์ติดมัน รวมไปถึงของหวานจานโปรดอย่างเค้ก และคุกกี้ เป็นต้น หากทานมากเกินไป ก็จะสะสมและเป็นที่มาของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว จนนำมาซึ่งโรคมะเร็ง เบาหวาน และหัวใจได้

แต่ข้อดีของเจ้าไขมันเลวนี้ก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว  เพราะร่างกายของเราต้องใช้ไขมันชนิดนี้ในการสร้างฮอร์โมนเพศ ทั้งยังช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามิน และกรดไขมันจำเป็นต่าง ๆ ได้ครบถ้วนอีกด้วย

 

ไขมันชั้นดี (HDL)

ไขมันชั้นดี  คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและกรดไขมันจำเป็น เช่น น้ำมันมะกอก เนื้อปลา เป็นต้น ซึ่งเจ้าไขมันชั้นดี จะทำหน้าที่ในการกำจัดคลอเรสเตอรอล หรือคราบไขมัน ที่เกาะอยู่ตามหลอดเลือดเพื่อนำมาทำลายที่ตับและขับออกไป ช่วยไม่ให้เกิดไขมันอุดตันนั่นเอง

.

ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีควรทานไขมันให้ได้แคลอรี่กับร่างกายอย่างน้อย 1 ใน 3 ส่วน และต้องไม่ลืมที่จะเลือกรับประทานไขมันดี เพื่อสุขภาพที่ดี หายห่วงทั้งเรื่องโรคร้าย หรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไปได้เลย

จะลดพุงต้องทำยังไง?

รู้จักกับ ‘ไขมัน’ แต่ละชนิด

1. Brown fat ช่วยเผาผลาญพลังงาน เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย
2. White fat ช่วยสร้างฮอร์โมน ทำให้ร่างกายทำงานอย่างสมดุล
3. Subcutaneous Fat เป็นที่สะสมพลังงานของร่างกาย
4. Visceral Fat นักวิทยาศาสตร์ ยังไม่พบถึงข้อดีของไขมันแบบนี้
5. Belly Fat นั้นไม่มีข้อมูลถึงข้อดี แต่ข้อเสียนั้นมีมากมายโดยเฉพาะเรื่องคอเลสเตอรอล

ใคร ๆ ก็คงอยากลดพุง แต่ก่อนที่เราจะลดพุง เราต้องมารู้จักพุงของเราให้ดีกว่านี้ก่อน ทุกคนอาจทราบว่าในพุงของเรานั้นมีไขมันอยู่ แต่ไขมันก็มีประโยชน์ ทั้งเป็นแหล่งพลังงาน และยังช่วยในการปล่อยฮอร์โมนเพื่อการย่อยอาหารอีกด้วย แต่ประเภทของไขมันนั้นก็มีหลากหลายดังนั้นไม่ใช่ว่า พอได้ชื่อว่าเป็นไขมันก็จะแย่ไปซะหมด 

ไขมันแบบแรก คือ ไขมันสีน้ำตาล หรือ Brown Fat ไขมันแบบนี้ จะเรียกว่าไขมันดีก็ไม่ผิด เพราะหน้าที่หลักของเค้าก็คือเผาผลาญพลังงานเพื่อสร้างความร้อน และเมื่อมีการกระตุ้น อย่างเช่นเมื่ออยู่ในที่อากาศหนาวเย็น ไขมันสีน้ำตาลนั้นสามารถสร้างความร้อนได้มากกว่าเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในร่างกายได้มากถึง 300 เท่าเลยทีเดียว ส่วนในเรื่องการเผาผลาญพลังงาน เจ้าไขมันชนิดนี้ขนาดเพียง 2 ออนซ์ นั้นก็สามารถเผาผลาญได้หลายร้อยแคลอรี่ต่อวัน ฟังดูแล้วอยากจะเพิ่มปริมาณไขมันชนิดนี้กันเลยใช่ไหมคะ แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ ผู้ใหญ่นั้นจะมีไขมันสีน้ำตาลนี้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยและโดยส่วนมากมักจะอยู่ที่บริเวณด้านข้างของลำคอ แต่ละคนนั้นจะมีปริมาณไขมันสีน้ำตาล ไม่เกิน 2 ออนซ์ ต่างกับเด็กที่จะมีปริมาณไขมันชนิดนี้มากกว่า

ไขมันแบบที่สอง ก็คือ ไขมันสีขาว (ไขมันปกติ) หรือ White Fat นั่นเอง ซึ่งก็เป็นไขมันที่มีอยู่ทั่วไปตามร่างกายของเรา ทำหน้าที่เก็บพลังงาน และผลิตฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ช่วยฮอร์โมนอย่างอื่นให้ทำงานได้ดีขึ้น อย่างเช่น ฮอร์โมน adiponectin ที่ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น แต่เมื่อคนคนนั้นมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น การผลิตฮอร์โมน adiponectin ก็จะลดลงหรือหยุดไปเลย ส่งผลให้อินซูลินทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม 

ไขมันแบบที่สาม ก็คือ ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง หรือ Subcutaneous Fat ไขมันชนิดนี้โดยมากจะอยู่ที่ต้นขา ตรงใต้ท้องแขน และพุง นั่นเอง หากใครที่เคยวัดไขมันโดยเครื่อง fat caliper หรือ ใช้อุปกรณ์ที่มีหน้าตาคล้ายรูปภาพนี้

ผลลัพธ์ที่ปกติของอุปกรณ์วัดไขมันในส่วนนี้จะอยู่ในอัตรา 10% ของไขมันทั้งหมดในร่างกาย จึงสามารถนำข้อมูลนี้มาใช้คำนวนคร่าว ๆ ถึงปริมาณไขมันทั้งหมดในร่างกาย และทำให้สามารถทราบได้ถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสุขภาพได้ ถึงแม้ไขมันแบบนี้นั้นไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าหากสะสมอยู่ที่ท้องแล้วนั้นก็อาจจะส่งผลเสียได้เช่นเดียวกันกับไขมันรอบอวัยวะ

เมื่อกล่าวถึง ไขมันรอบอวียวะ คือ ไขมันประเภทที่สี่ หรือ Visceral Fat ไขมันแบบนี้นั้นจะเรียกว่าเป็นไขมันอันตรายก็ไม่ผิดนัก เพราะ สามารถสร้างอันตรายให้กับร่างกายทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ รวมไปถึงโรคทางสมองอีกด้วย นอกเหนือไปกว่านั้น ไขมันชนิดนี้ยัง ขัดขวางการทำงานของอินซูลิน และการที่มีไขมันชนิดนี้มาก ๆ นั้น ก็เป็นสาเหตุของการเกิด การดื้ออินซูลิน เป็นเบาหวานประเภทที่ 2  โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และโรคอัลไซเมอร์ จากการศึกษาพบว่า ฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียดนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเก็บไขมันชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ไขมันประเภทที่ห้า ก็คือไขมัน ช่วงท้องล่าง หรือ Belly Fat นั่นเอง ไขมันชนิดนี้ก็คือไขมันตรงพุงที่ โดยส่วนมากแล้วก็จะถูกจัดอยู่ในประเภทไขมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งไขมันส่วนนี้นั้น ก็คือไขมันรอบอวัยวะ ผสมกับ ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง นั่นเอง แต่สัดส่วนของไขมันแต่ละชนิดนั่นก็ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของแต่ละคน และทางเดียวที่จะทราบได้ก็คือการทำ CT-Scan แต่ด้วยราคาที่สูง ข้อมูลที่จะออกมานั้นไม่ได้ช่วยในการรักษาเท่าไหร่ นอกจากมีความกังวลว่าอาจจะมีความเสี่ยงขอการเกิดโรคเบาหวานเพื่อหาแนวทางการแก้ไข เนื่องจากไม่ว่าสัดส่วนของไขมันชนิดไหนจะมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ตาม การที่มีไขมันช่วงท้องล่างที่มากก็มักจะมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

แล้วเราจะทำยังไงเพื่อลดไขมันได้หล่ะ ? โดยเฉพาะไขมันที่เป็นอันตรายการใช้วิธีการเดียวกันนั้นอาจจะไม่เห็นผลแบบเดียวกันในทุกคน เนื่องจากการใช้ชีวิต และ สภาพร่างกายที่ต่างกัน อย่างไรก็ตาม การลดไขมันนั้นก็มีวิธีที่สามารถทำได้จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องของการรับประทานอาหาร และ การออกกำลงกาย ประเภทของไขมันทีเห็นการเปลี่ยนแปลงได้มากทีสุดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็คือ ไขมันรอบอวัยวะนั่นเอง ดังนั้นก็อย่าเพิ่งเสียใจไปถ้าหากการออกกำลังกายของคุณไม่ได้ส่งผลต่อไซซ์เสื้อที่เล็กลง เพราะการออกกำลังกายพวกนั้นก็ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ได้มากมาย และยังทำให้สุขภาพโดยรวมนั้นดีขึ้นอีกด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำหากอยากมีสุขภาพที่ดีนั้นก็คือ การออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับให้เพียงพอ พยายามไม่เครียด ไม่ดื่มแอลกอฮอ ล์ และไม่สูบบุหรี่ นั่นเอง จะกล่าวว่าคำแนะนำนี้ก็เป็นคำแนะนำเดียวกับการหลีกเลี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานก็ไม่ผิดนัก

https://www.diabetes.co.uk/body/visceral-fat.html

https://www.smethailandclub.com/trick-2727-id.html

https://www.quora.com/Which-body-type-generally-has-more-visceral-fat