จริงหรือไม่!? น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล เสี่ยงเบาหวาน น้ำหนักเกิน

อากาศที่ร้อนระอุแทบทั้งปีของบ้านเรา คงจะทำให้ใครหลายคนรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะคะ? แน่นอนว่ามนุษย์เรามีความสามารถในการสรรหาของหวาน และเครื่องดื่มเย็น ๆ เพื่อมาเพิ่มพลังและความสดชื่นให้กับร่างกายของเราอยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกดื่มและรับประทานมากมายเลยทีเดียว

‘น้ำอัดลม’ เป็นเครื่องดื่มอีกชนิดที่เรียกได้ว่าฮอตฮิตสุด ๆ แต่ด้วยปริมาณน้ำตาล และแคลอรี่ที่สูงปรี๊ดของมัน ทำให้ผู้คนจำนวนมากนิยมดื่ม ‘น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล’ กันเสียมากกว่า แล้วเจ้าน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลดีต่อสุขภาพมากกว่าแบบมีน้ำตาลจริงหรือ? วันนี้เรามีคำตอบมาฝากทุกคนกันค่ะ

น้ำอัดลมมีน้ำตาล และไม่มีน้ำตาล ต่างกันอย่างไร?

‘พญ.พรรณพิมล วิปุลากร’ อธิบดีกรมอนามัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำอัดลมว่า การเลือกดื่มน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมเพื่อดับกระหาย เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินออกมามากเกินไป ส่งผลให้ในระยะยาวร่างกายจะผลิตอินซูลินน้อยลง หรือด้อยประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดโรคเบาหวานและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ ตามมาได้ ซึ่งน้ำอัดลมปกติทั่วไป กับน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลมีส่วนประกอบเหมือนกันหมด ยกเว้นการใช้สารให้ความหวานเท่านั้น

น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล มีความแตกต่างจากน้ำอัดลมปกติตรงที่จะใช้สารให้ความหวาน หรือน้ำตาลเทียมทดแทนลงไป ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าจะทำให้ไม่อ้วน เพราะสารให้ความหวานเหล่านี้ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ความจริงแล้ว สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะส่งผลให้ร่างกายโหยหาน้ำตาลมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการติดรสหวาน ซึ่งผลเสียที่ตามมาก็คือ การดื่มเครื่องดื่ม หรือทานอาหารรสหวานในปริมาณที่มาก และบ่อยขึ้น ทั้งยังทำให้ร่างกายหิวง่ายขึ้น และทานมากกว่าปกติถึง 30% ซึ่งอาจจะส่งผลต่อภาวะน้ำหนักเกินได้ไม่น้อยเลย

ภาวะติดน้ำตาล ภัยเงียบจากน้ำหวานที่คุณหลงใหล

ภาวะติดน้ำตาล เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณที่สูงอย่างรวดเร็ว ทำให้สมองสั่งให้ร่างกายหลั่งอินซูลินในปริมาณที่มากกว่าปกติเพื่อกักเก็บน้ำตาลไว้เป็นพลังงาน ทำให้น้ำตาลที่เคยอยู่ในเลือดลดลงเร็วจนเกินไป สมองจึงสั่งให้ร่างกายรู้สึกอยากน้ำตาลขึ้นมาอีกซ้ำ ๆ 

โดยทุกครั้งที่เราได้รับน้ำตาล สมองจะสั่งให้ร่างกายรู้สึกมีความสุข ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เราจะรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ได้ดื่มน้ำอัดลม หรือน้ำหวาน ถ้าอธิบายแบบเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็เป็นอาการเดียวกับการติดสารเสพติดนั่นเองค่ะ แอบน่ากลัวไม่เบาเลยนะคะ

จริง ๆ แล้วการทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มประเภทใดก็ตาม ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกาย หากไม่ควบคุมปริมาณให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อย่างน้ำอัดลมที่มีโฆษณาชวนเชื่อว่าไม่มีน้ำตาล ก็สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายไม่น้อยไปกว่าน้ำอัดลมแบบปกติเลยล่ะค่ะ ดังนั้น ต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับส่วนประกอบให้ดีนะคะ

แต่สำหรับ ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาลของเรา ไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริงแน่นอนค่ะ เพราะเราชี้แจงส่วนผสมของน้องหนมปังอย่างครบถ้วนและจริงใจอยู่เสมอ อย่างน้ำตาลที่เราใช้ ก็เป็น ‘น้ำตาลอิริทริทอล’ ที่ไม่กระตุ้นอินซูลิน เหมาะกับผู้ควบคุมน้ำหนัก และรักสุขภาพทุกคน ทานได้หายห่วงแน่นอนค่ะ  : )

ที่มา :

https://mgronline.com/qol/detail/9620000034945

ในวันที่คาร์โบไฮเดรตหายไปจากร่างกาย 

ทำความรู้จัก คาร์บ . . 

คาร์โบไฮเดรต หรือ คาร์บ นั้น ถือส่วนหนึ่งของสารอาหารหลักที่ร่างกายของคนเรานั้นต้องการ เนื่องจากเป็น 1 ใน 3 ของสารอาหารที่สามารถให้พลังงานแก่ร่างกายของเราได้ โดยคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมนั้นจะให้พลังงานได้ 4 กิโลแคลอรี่ ส่วนเพื่อนร่วมกลุ่มอย่างโปรตีน 1 กรัม จะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี และไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี และ คาร์โบไฮเดรต จะสามารถแยกย่อยออกมาได้อีก 3 ประเภท คือ น้ำตาล แป้ง และไฟเบอร์ 

น้ำตาล โดยปกติแล้วน้ำตาลจะสามารถมาได้จากทั้งทางธรรมชาติ อาทิ น้ำผึ้ง น้ำตาลแลคโตสในนม น้ำตาลฟรุกโตสในผักผลไม้ และนอกเหนือจากนั้นคือมาจากกระบวนการผลิต/ปรุงอาหาร จะเรียกว่าน้ำตาลอิสระ (Free sugar) ซึ่งน้ำตาลชนิดนี้ไม่ควรรับประทานมากกว่า 25 กรัม/วัน 

แต่จากสถิติที่น่าสนใจในไทยพบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นในช่วงเวลา 10 ปี จากปี พ.ศ.2544 พบการบริโภคน้ำตาลที่ 19.9 ช้อนชา/วัน หรือประมาณ 80 กรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 25 ช้อนชา/วัน หรือประมาณ 100 กรัม ในปี พ.ศ.2554 

แป้ง มักพบได้อย่างหลากหลายและทั่วไปในอาหารที่มาจากพืช และอาหารประเภทแป้ง อาทิ ขนมปัง ข้าว มันฝรั่ง รวมไปถึง อาหารอย่างข้าวโอ๊ต คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

ไฟเบอร์  มาจากผนังเซลล์ในพืช แต่เนื่องจากร่างกายคนเราไม่สามารถดูดซึมไฟเบอร์ได้ ไฟเบอร์ จึงกลายมาเป็นตัวช่วยร่างกายในการขับของเสีย 

เมื่อคาร์บให้พลังงานและมีอยู่ในอาหารหลากหลาย. . จะขาดไปได้ไหม ?

เชื่อว่าผู้ควบคุมน้ำหนักหลาย ๆ ท่านคงจะทราบดีว่าคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาลมีผลเกี่ยวข้องกับน้ำหนักของคนเราโดยตรง ซึ่งการทานอาหารที่มีน้ำตาลอยู่มากทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน ความดัน เบาหวาน หรือโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารนั้นมากขึ้น ดังนั้นแล้วหนึ่งในทางออกอาจเป็นการเลี่ยงคาร์บ ซึ่งจากที่กล่าวไปในช่วงต้นว่าสารอาหารที่สามารถให้พลังงานคนเรานั้นไม่ได้มีเพียงแต่คาร์บเท่านั้น ยังมีโปรตีนและไขมันที่สามารถให้พลังงานต่อร่างกายของเราได้เทียบเท่าหรือมากกว่า 

การหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตในทางเทคนิกจึงสามารถทำได้อย่างแน่นอน เพราะเมื่อร่างกายขาดแคลนกลูโคสจากคาร์บ ร่างกายจะเริ่มนำพลังงานที่เก็บสะสมไว้อย่างไขมันออกมาใช้ผ่านกระบวนการ ‘คีโตสิส’ โดยสามารถทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ ลดการเกิดความเสี่ยงโรคได้ แต่กระบวนการนี้ก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงอย่างอาการปวดหัว และอาการอื่น ๆ ได้ จึงเป็นเรื่องปกติที่หากจะตัดคาร์บออกจากร่างกายจะต้องทำการศึกษาวิธีการเพื่อการควบคุมน้ำหนักอย่างเห็นผลและถูกต้อง

วิธีการจำกัดหรือเลี่ยงคาร์บนั้น จึงสามารถเริ่มต้นได้อย่างง่ายจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างการปรับเปลี่ยนขนมเป็นผลไม้ การเปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เปลี่ยนจากขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีต เปลี่ยนจากขนมกรุบกรอบเป็นถั่วหรือผลไม้ต่าง ๆ อย่างแอปเปิ้ล แครอทหรือกล้วย รวมไปถึงการเพิ่มเวลาในออกกำลังกาย 

โดยการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยพวกนี้อาจจะดูเหมือนว่ายังเล็กน้อยเกินไปที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แต่เมื่อร่างกายและตารางเวลาของเราปรับเปลี่ยนไปแล้วนั้น การเพิ่มหรือลดอะไรบางอย่างนั้นก็จะยิ่งง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการปรับปลี่ยนไลฟ์สไตล์นั้นต้องยึดจากอะไรก็ตามที่สามารถทำได้โดยที่ไม่ฝืนตัวเองมากจนเกินไป สุดท้ายแล้วคำตอบของคำถาม เมื่อคาร์บหายไปจากร่างกาย สิ่งที่จะเกิดตามมา คือ การควบคุมน้ำหนักได้มากยิ่งขึ้นซึ่งพลังงานของร่างกายนั้นก็สามารถหาได้ในโปรตีนและไขมันทดแทน

ขอบคุณแหล่งอ้างอิง : https://www.nhs.uk/live-well/healthy-weight/why-we-need-to-eat-carbs/

http://food.fda.moph.go.th/data/document/2558/CS_sugar.pdf