‘เนย Grass-fed’ ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากวัวกินหญ้า

ผลิตภัณฑ์จากนม ที่ถูกขนานนามว่า ‘เนย’ เป็นวัตถุดิบยอดฮิตในการนำมาประกอบอาหารทั้งคาว และหวาน ซึ่งเนยนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด มีเสน่ห์ และความเหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภทต่างกันออกไป 

การแบ่งประเภทของเนย หากแบ่งตามอาหารที่วัวกินแล้ว จะสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ เนยจากวัวที่กินหญ้า และเนยจากวัวที่กินเมล็ดพืช ที่พวกเรากำลังจะเปิดตำราพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเนยประเภทนี้กันในอีกไม่กี่อึดใจ

รู้ลึกเรื่อง ‘กรดไขมัน’ และการผลิตเนย

เมื่อเรานำน้ำนมจากวัวไม่ว่าจะเป็นวัวที่กินหญ้า หรือวัวที่กินเมล็ดพืชก็ตาม เราจำเป็นจะต้องคัดเลือกน้ำนมที่มีปริมาณไขมันมากกว่า 80% ขึ้นไปเท่านั้น จึงจะเรียกว่า ‘เนยแท้’ นอกจากนี้ยังต้องคัดเลือกน้ำนมที่มีกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ⅔ ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมดอีกด้วย

กรดไขมันส่วนน้อยที่มีปริมาณ ⅓ ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมด จะประกอบไปด้วย กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated) ,กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated) และกรดไขมันอื่น ๆ อีก 400 ชนิด รวมไปถึงยุงอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มที่ละลายในไขมันอีกมากมาย

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ‘ไขมันอิ่มตัว’ นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่จริง ๆ แล้ว ข้อดีของไขมันอิ่มตัว คือ โมเลกุลมีความเสถียร และทนต่อความร้อนมาก เมื่อถูกความร้อนก็จะไม่กลายสภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเนยจึงเหมาะกับการทำอาหารความร้อนสูง ประเภท อบ และทอดมากกว่านั่นเอง

หากนำเนยมาเปรียบเทียบกับน้ำมัน จะพบว่า ในน้ำมันนั้นประกอบไปด้วย ‘ไขมันไม่อิ่มตัว’ ซึ่งมีโมเลกุลที่ไม่สามารถคงสภาพได้เมื่อถูกความร้อนสูง และอาจเป็นโทษให้แก่ร่างกายได้ แม้จะใช้น้ำมันจำพวกน้ำมันมะกอก ก็ยังไม่ควรนำมาทำอาหารที่ใช้ความร้อนสูงอยู่ดี 

จุดเด่นของ ‘เนย Grass-fed’

ราคา :  เนยแท้ที่ทำมาจากวัวกินหญ้าจะมีราคาสูงกว่าเนยทั่วไป เพราะด้วยต้นทุนของค่าอาหารที่สูงขึ้น ซึ่งอาหารที่วัวได้รับจะส่งผลต่อสารอาหาร รสชาติ และกลิ่นของเนย ทำให้เนยมีเอกลักษณ์ และคุณภาพต่างกันออกไป

กรดไขมัน : กรดไขมันในเนยนั้นมีหลายชนิด แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ ‘กรดไขมัน CLA’ (Conjugated Linoleic Acid) เพราะกรดไขมันตัวนี้สามารถลดปริมาณไขมันในร่างกายได้ ซึ่งจากงานวิจัยก็พบว่า ในเนย Grass-fed นั้นมีปริมาณของกรดไขมัน CLA มากกว่าเนยปกติถึง 5 เท่า

แม้ว่าเนย Grass-fed จะมีสารอาหารที่มากกว่าเนยปกติ แต่การรับประทานเนยในปริมาณมาณที่มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เนื่องจากเนยนั้นอุดมไปด้วยไขมัน และยังให้พลังงานสูงถึง 9 Kcal ต่อปริมาณเนย 1 กรัม อีกด้วย

และแน่นอนว่า ‘น้องหนมปัง’ ขนมปังเพื่อชาวรักสุขภาพ คุณภาพคับห่อจาก Dancing with a Baker ของเรา ก็เลือกใช้ ‘เนย Grass-fed Legall’ เนยคุณภาพจากแคว้นบริททาเนีย ประเทศฝรั่งเศส ที่มีรสสัมผัส และรสชาติโดดเด่น เพราะทำมาจากวัวสุขภาพที่กินหญ้าตลอดทั้งปี และผ่านกรรมวิธีการพิเศษที่พิเศษไม่เหมือนใคร เพื่อให้ได้น้องหนมปังที่สมบูรณ์ และคุณภาพดีที่สุดมาส่งต่อให้กับชาวรักสุขภาพทุกคน

อย่างไรก็ตาม การควบคุมชนิด และปริมาณของอาหาร จำเป็นต้องรู้ปริมาณพลังงานที่แต่ละคนจำเป็นจะต้องได้รับในแต่ละวัน และความต้องการสารอาหารของร่างกายให้ลึกซึ้งเสียก่อน เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด และมีสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืนนั่นเอง  🙂

ที่มา :

https://www.healthline.com/nutrition/is-butter-bad-for-you#what-it-is

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2596709/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22452730

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0002822304004316

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10531600/

ไขความลับประเภทของ ‘เนย’ หนึ่งในวัตถุดิบยอดฮิตในการทำอาหาร

อาหารทั้งคาวหวาน ถูกสรรค์สร้างมาจากวัตถุดิบที่หลากหลายมารวมกัน จนได้รสชาติที่กลมกล่อมลงตัว ซึ่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และมีประโยชน์ ก็จะยิ่งส่งผลต่อความอร่อย และคุณค่าของอาหารนั้น ๆ ได้

‘เนย’  เป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่เราใช้ประกอบอาหารทั้งของคาว และของหวาน โดยเฉพาะการทำขนม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า คุณภาพ และประเภทของเนย สามารถเป็นตัวกำหนดชี้ชะตาอาหารได้เลยว่าจะมีรสชาติที่ดี และมีคุณภาพหรือไม่ ดังนั้น การเลือกสรรประเภทของเนยมาใช้ให้ถูกต้อง และเข้ากับอาหารรูปแบบต่าง ๆ นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ

6 ประเภทของเนย ที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น

  1. เนยจืด หรือ Unsalted Butter

เนยจืด เป็นเนยที่เราพบเห็นได้ทั่วไป เป็นเนยที่ไม่มีรสชาติ หรือจืดสมชื่อนั่นเองค่ะ โดยปกติแล้วจะทำมาจากนมวัว หรือไขมันจากนม 80% ขึ้นไป ซึ่งเนยชนิดนี้เรียกได้ว่าเป็นเนยที่เฟรนลี่ และฮิตสุด ๆ เพราะสามารถใช้ได้กับอาหาร หรือขนมทุกประเภทเลยค่ะ

  1. เนยเค็ม หรือ Salted Butter

เนยเค็ม เป็นเนยอีกหนึ่งประเภทที่เราคุ้นชิน และพบเห็นกันบ่อย ๆ ตีคู่มากับเนยจืดเลยล่ะค่ะ โดยเนยชนิดนี้จะมีสรสชาติเค็มเล็กน้อย เพราะมีการเติมเกลือเข้าไป และทำมาจากนมวัว หรือไขมันจากนม 80% ขึ้นไป เช่นเดียวกับเนยจืด

ด้วยความที่เนยชนิดนี้มีรสชาติเค็ม เราจึงใช้เนยเค็มในการทำอาหาร และเบเกอร์รี่เป็นส่วนใหญ่นั่นเองค่ะ

  1. วิปบัตเตอร์ หรือ Whipped Butter

วิปบัตเตอร์ เป็นเนยแท้ หรือเนยจืดที่ถูกนำมาปั่นจนขึ้นฟู และมีสีขาว ลักษณะเด่นของเนยชนิดนี้คือจะมีความละเอียด เนียน และนุ่มสุด ๆ โดยเนยชนิดนี้จะไม่เหมาะกับการนำมาทำอาหารค่ะ แต่เหมาะสำหรับการนำมาทาบนขนมปัง หรือใช้รับประทานคู่กับอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติมากกว่า

  1. เนยหมัก หรือ Cultured Butter

เนยหมัก คือเนยที่เกิดจากการหมัก และมีรสชาติเปรี้ยวค่ะ เนยชนิดนี้จะมีปริมาณไขมันมากกว่าเนยแท้ แต่มีความชื้นน้อยกว่าค่ะ ซึ่งเนยหมักสามารถใช้ประกอบอาหารได้ทั้งคาว และหวานเลยนะคะ ตัวอย่างอาหารที่ใช้เนยชนิดนี้เป็นส่วนประกอบก็คือ ‘ครัวซองต์’ หรือขนมอบยอดฮิต และมีลักษณะคล้ายรูปจันทร์เสี้ยวที่เราคุ้นเคยนั่นเองค่ะ

  1. เนยสำหรับทา หรือ Spreadable Butter

เนยชนิดนี้ อาจะเรียกอีกชื่อว่า ‘เนยผสม’ ทำมาจากเนยแท้เช่นเดียวกับเนย 4 ประเภทด้านบน แต่มีปริมาณน้อยกว่า มาผสมกับน้ำมันพืชนั่นเอง โดยเนยชนิดนี้จะมีไขมันอิ่มตัวมากกว่า และให้พลังงานน้อยกว่า ทำให้สามารถนำมาทาบนขนมปังได้ แต่ไม่เคยนำมาทำอาหารหรือขนมค่ะ

  1. Butter-like Spread 

เนยประเภทสุดท้าย ที่แม้ชื่อของเขาจะมีคำว่า Butter แต่สิ่งนี้ไม่ใช่เนย และไม่มีส่วนผสมของเนยจริงอยู่เลยค่ะ!  ซึ่งเจ้าเนยชนิดนี้ทำมาจากน้ำมันพืชเป็นส่วนผสมหลัก มีข้อดี คือ สามารถใช้ทาได้ และมีความนุ่มละมุนกว่าเนยจริง ๆ ทั้งยังให้พลังงาน และคอเลสเตอรอลน้อยกว่า แต่อย่างไรก็ตาม เนยชนิดนี้ไม่เหมาะกับการทำไปอาหารเลยแม้แต่น้อยค่ะ โดยเฉพาะการทำขนมยิ่งไม่เหมาะเลย เพราะขนมที่ได้อาจจะไม่ได้มีคุณภาพ และรสชาติที่ดีเท่าการใช้เนยแท้ค่ะ

การเลือกสรรวัตถุดิบ และส่วนประกอบในการทำอาหารเป็นส่วนสำคัญจริง ๆ ค่ะ  เพราะสามารถส่งผลต่อคุณภาพ และรสชาติของอาหารได้โดยตรงเลย

 อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ของเรา ก็ได้คัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ บวกกับความรักและใส่ใจ จนได้ขนมปังที่มีคุณภาพเกินร้อย ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ชิ้นนี้ออกมา เพื่อให้ชาวรักสุขภาพทุกคนนั่นเองค่า : )

ที่มา :

https://spoonuniversity.com/lifestyle/types-of-butter-you-did-not-know-about

ความเหมือนที่แตกต่างของ ‘เนย’ และ ‘มาการีน’


หลายคนคงคุ้นเคยกับความหวาน หอม มัน ของ ‘เนย’ และ ‘มาการีน’ สีเหลืองนวล เพราะเนยและมาการีน จัดเป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งที่มักจะถูกนำมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะบรรดาขนมหวานสีสันสดใสชวนรับประทานนั่นเอง แต่มีความจริงที่หลายคนอาจจะไม่ทราบ คือ เนยและมาการีน มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งผลต่อสุขภาพของเรา

ทำความรู้จัก ‘เนย’

เนย เป็นผลผลิตที่ได้จากการปั่นครีม หรือนม จนเกิดการแยกชั้นเป็นของแข็ง และของเหลว นั่นก็คือเนย และบัตเตอร์มิลค์ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองอย่างสามารถนำมาใช้ทำอาหารได้ แต่ไขมันที่ได้จะเป็น ‘ไขมันอิ่มตัว’ ซึ่งเป็นไขมันชนิดเดียวกับไขมันสัตว์ โดยจะส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณของ Low density lipoprotein (LDL) หรือคอเลสเตอรอลแบบเลวนั่นเอง

ทำความรู้จัก ‘มาการีน’

มาการีน หรือเนยเทียม เป็นวัตถุดิบที่ผลิตออกมาเพื่อทดแทนเนย ทำมาจากน้ำมันพืช เช่น น้ำมันคาโนล่า น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น ดังนั้น ไขมันที่ได้จากมาการีนจึงเป็นไขมันจากพืช ซึ่งเป็น ‘ไขมันไม่อิ่มตัว’ 

การผลิตมาการีน จะทำโดยใช้กระบวนการ hydrogenation (ไฮโดรจีเนชัน) หรือการเติมก๊าซไฮโดรเจนลงไป ทำให้มาการีนมีไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพราะไขมันทรานส์ จะเพิ่มปริมาณของคอเลสเตอรอลแบบเลว หรือ Low density lipoprotein (LDL) พร้อมกับ ลดปริมาณคอเลสเตอรอลแบบดี หรือ High density lipoprotein (HDL) อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม มาการีนได้รับการปรับปรุงมาเรื่อย ๆ โดยในปี 2015 ทาง FDA หรือ Food and Drug Administration ของอเมริกา ก็ได้ออกกฎให้ทางผู้ผลิตต้องกำจัดไขมันทรานส์ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ออกจากผลิตภัณฑ์

ข้อดีของมาการีนที่เหนือกว่าเนย คือ หากมาการีนไม่มีไขมันทรานส์ ก็แทบจะไม่มีคอเลสเตอรอลอยู่เลย ทำให้มาการีนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอล

กล่าวโดยสรุปคือ เราสามารถเลือกทั้งเนยและมาการีนมาใช้ประกอบอาหารได้ เพียงแต่ต้องเลือกสรร และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อสุขภาพน้อยที่สุด รวมถึงรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ และไม่บ่อยจนเกินไป เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนค่ะ

อย่าง ‘น้องขนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ คีโตเฟรนลี่คนดีคนเดิมของเรา ใช้เนย gourmet ในการเพิ่มความอร่อยหนุบหนับ พร้อมเสิร์ฟให้กับชาวคีโตเจนิก และผู้รักสุขภาพทุกคน รับรองว่าคุณภาพเกินร้อยแน่นอนค่า  🙂 

ที่มา : 

https://www.medicalnewstoday.com/articles/304283.php

https://www.ahajournals.org/doi/10.1161/CIR.0000000000000510