‘โรคอะนอเร็กเซีย’ (Anorexia Nervosa) พฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดปกติ ของคน ‘คลั่งผอม’

โรคอะนอเร็กเซีย (Anorexia Nervosa) เป็นโรคทางจิตเวชในกลุ่มของ ‘Eating Disorder’ หรือพฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดปกติ โดยโรคนี้ถูกเรียกขานแบบสั้น ๆ และเข้าใจง่ายว่า ‘โรคคลั่งผอม’ ที่หลายคนอาจเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้างแล้ว

อาการของโรค

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่ จะไม่เข้าใจว่าภาวะที่ตนเองกำลังประสบอยู่นั้นเป็นอาการเจ็บป่วย ไม่สนใจถึงผลกระทบที่จะตามมา และมักจะแยกตัวออกจากสังคม รวมถึงมีความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า ‘ยิ่งผอม ยิ่งดี’

ยิ่งผอมมากเท่าไหร่ ยิ่งประสบความสำเร็จเท่านั้น

  1. ลดปริมาณอาหาร หรือพยายามกำจัดอาการที่รับประทานเข้าไปออก

ผู้ป่วยโรคนี้ จะพยายามลดน้ำหนักโดยการ ลดปริมาณอาหารที่รับประทาน หรือมีลักษณะการรับประทานที่ผิดปกติ คือ รับประทานเข้าไปในปริมาณมากแล้วพยายามกำจัดออก เพื่อไม่ให้ตนเองอ้วน 

  1. ปฏิเสธอาหาร

ความรู้สึกกลัวอ้วน หรือกลัวน้ำหนักขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยปฏิเสธอาหาร แม้จะมีความรู้สึกหิวอยู่ก็ตาม และพวกเขาจะพยายามลดน้ำหนักโดยไม่ให้ใครรู้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ป่วยมักจะปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารร่วมกับคนในครอบครัว หรือในที่สาธารณะ

  1. น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์

ในผู้ป่วยวัยรุ่นของโรคนี้ อาจจะไม่มีประวัติของน้ำหนักที่ลดลงอย่างชัดเจน แต่จะมีปัญหา ‘น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์’ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการจำกัดอาหารอย่างเข้มงวด และการออกกำลังกายอย่างหนัก  จนนำไปสู่การมีรูปร่างที่ซูบผอม และพัฒนาการทางด้านร่างกายไม่สมวัย เช่น การไม่มีประจำเดือน เป็นต้น

  1. นำอาหารไปซ่อน

ผู้ป่วยอาจนำอาหารไปซ่อนตามที่ต่าง ๆ ในบ้าน ตัดแบ่งเนื้อสัตว์เป็นชิ้นเล็ก หรือใช้เวลาในการรับประทานอาหารในจานนาน

  1. มีความคิดที่ว่า ‘ฉันจะต้องสมบูรณ์แบบ’

ลักษณะนิสัยที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคนี้ คือ Regid Perfectionist หรือต้องการความสมบูรณ์แบบ ในลักษณะไม่ยืดหยุ่น กล่าวคือ ผู้ป่วยคิดจะทำอย่างไรก็จะทำอย่างนั้นเท่านั้น จะไม่เปลี่ยน หรือฟังความคิดเห็นใคร ซึ่งเมื่อพยายามทำเช่นนี้แล้ว อาจจะขัดกับระบบของร่างกาย จนกระทั่งเกิดอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย (Somatic Complaints) โดยเฉพาะอาการท้องอืด 

สาเหตุของโรค

การศึกษาถึงสาเหตุของโรคนี้ยังไม่แน่ชัด แต่อาจเกิดได้จากหลากหลายปัจจัยเสี่ยง เช่นเดียวกับโรคอื่น ๆ ในหมวด Eating Disorder ดังนี้

  1. สมาชิกในครอบครัว มีประวัติการป่วยเป็นโรคในกลุ่ม Eating Disorder ,โรคซึมเศร้า หรือติดสารเสพติด และเหล้า
  1. เป็นผู้ที่ถูกตำหนิเรื่องรูปร่าง น้ำหนัก หรือลักษณะนิสัยการรับประทานอาหารเป็นประจำ
  1. เป็นผู้ที่กังวลว่าผู้อื่นจะคิดอย่างไรกับตนเองถ้าหากตนเองไม่มีรูปร่างผอม ซึ่งอาจจะเกิดจากความกดดันจากสังคม หรือหน้าที่การงาน เช่น นางแบบ นักกีฬา หรือนักบัลเลต์ เป็นต้น
  1. เป็นผู้มีความกังวลสูง และมีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ รวมถึงผู้ที่เป็น Perfectionist
  1. เป็นผู้ที่เคยถูกทารุณกรรม หรือถูกคุกคามทางเพศ

อย่างไรก็ตาม โรคนี้อาจเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย แม้จะไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ก็ตาม ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลพบว่า ผู้ป่วยมักเป็น ‘วัยรุ่นเด็กดี เด็กตัวอย่าง’ ของครอบครัว ที่มีบุคลิกภาพที่สมบูรณ์แบบ ย้ำคิดย้ำทำ ขาดทักษะในการใช้ชีวิตในสังคม มีปัญหาความขัดแย้งในจิตใจเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง รู้สึกไม่มีค่า และมักทำตามความคาดหวังของผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นยอมรับ

การรักษา

การตรวจวินิจฉัยโรคอะนอเร็กเซีย อาจใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น การสอบถามอาการ การตรวจสุขภาพเบื้องต้น และการตรวจเลือดร่วมด้วย เป็นต้น

ในปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาโรคนี้ได้โดยตรง แต่การรักษาจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับโรคในกลุ่ม Eating Disorder อื่น ๆ คือเริ่มจากการปรึกษาจิตแพทย์ และเริ่มดำเนินการรักษาต่อ ซึ่งมีแนวทางหลัก ดังนี้

  1. ให้การฟื้นฟูด้านสารอาหาร และรักษาภาวะทางกายที่เกิดตามมาจากการขาดอาหาร 
  2. ให้คําปรึกษาด้านโภชนาการ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ปลอดภัย 
  3. ทําจิตบําบัดส่วนบุคคล เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยแก้ไขความคิดที่ผิดปกติและเสริมสร้างความมั่นใจ 
  4. ทําจิตบําบัดแบบกลุ่ม 
  5. ทําจิตบําบัดครอบครัว หรือให้คําปรึกษากับพ่อแม่ผู้ปกครองของผู้ป่วย

นอกจากนี้ อาจต้องรักษาอาการแทรกซ้อนอื่นที่เกิดขึ้น เช่น อาการซึมเศร้า ความวิตกกังวลร่วมด้วย โดยเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ โดยการใช้ ‘motivational enhancement intervention’ หรือการเพิ่มแรงบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อป้องกันการหยุดรักษากลางคัน

ผลกระทบของโรค

  1. เกิดปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ และกระดูก โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นในเด็ก อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตไปตลอดชีวิต 
  1. เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะในเพศหญิง ทำให้อาจสูญเสียความสามารถในการมีบุตรได้
  1. เกิดการสูญเสียอารมณ์ทางเพศ
  1. เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ และเส้นเลือด เช่น การไหลเวียนของโลหิตที่ไม่ดี หรือความดันหัวใจล้มเหลว เป็นต้น
  1. เกิดปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของสมอง และ ระบบประสาท
  1. เกิดปัญหาเกี่ยวกับไต และการขับของเสียออกจากร่างกาย
  1. เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน 

จะเห็นได้ว่า โรคอะนอเร็กเซีย เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจของเราหลายด้าน ซึ่งการหากผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกวิธี และรวดเร็ว อาการป่วยก็สามารถรักษาให้หายขาดได้

ดังนั้น หากพบว่าตนเอง หรือคนใกล้ชิดมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ ควรปรึกษาแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อร่างกายในระยะยาว

และถ้าหากใครยังหวาดกลัวว่าตัวเลขน้ำหนักจะเพิ่มขึ้น ก็สามารถลดความกังวลได้โดยเริ่มจากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และไม่ทำให้อ้วน อย่างการเลือกรับประทาน ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล จาก Dancing with a Baker ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด รับรองว่าทานแล้วไม่รู้สึกผิด แถมไม่ทำให้อ้วนแน่นอนค่ะ

ที่มา

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/sites/default/files/public/pdf/Anorexia%20Nervosa.pdf

https://www.nhs.uk/conditions/anorexia/

https://www.bangkokhealth.com/health/article/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%99-Anorexia-Nervosa-1270

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1071594/

ทำความรู้จัก ‘Eating Disorder’ โรคพฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดปกติ ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

‘Eating Disorder’ หรือโรคที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมที่ผิดปกติไปจากเดิม ซึ่งโรคนี้จัดอยู่ในหมวดหมู่ของโรคทางจิตเวชที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายกับชีวิตสูงที่สุด มากกว่าโรคทางจิตเวชประเภทอื่น ๆ 

 “when you have an unhealthy attitude to food, 

which can take over your life and make you ill.”

ในประเทศอังกฤษมีการให้คำจำกัดความของ Eating Disorder ว่า ‘อาการของผู้ที่มีความรู้สึกไม่ปกติต่ออาหารทั่วไปที่รับประทาน และทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ก็จะสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายได้’ 

โดยในปัจจุบัน มีหลายโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มของความผิดปกตินี้ ได้แก่

  1. โรค Anorexia nervosa หรือ โรคคลั่งผอม ซึ่งผู้ป่วยจะมีความคิดว่าตัวเองอ้วน และกลัวน้ำหนักขึ้นอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดภาวะเครียด และพยายามไม่รับประทานอาหาร หรือพยายามออกกำลังกายอย่างหนัก
  1. โรค Bulimia หรือ โรคกลัวอ้วน เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติในการรับประทานอาหาร ซึ่งมีลักษณะเป็นวงจรใหญ่ ๆ เริ่มต้นจากการที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารปริมาณมากในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่สูง แล้วตามด้วยการพยายามกำจัดอาหารเหล่านั้นออกไป โดยการทำให้ตัวเองอาเจียน หรือการใช้ยา รวมไปถึงการพยายามออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อไม่ให้น้ำหนักขึ้น
  1. โรค Binge Eating Disorder (BED) หรือ โรคกินไม่หยุด โดยผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมการรับประทานอาหารของตนเองได้ และรับประทานอาหารในปริมาณมาก ๆ แม้จะไม่รู้สึกหิวจนกระทั่งอิ่ม และรู้สึกจุก ทำให้หลังจากรับประทานอาหาร ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกผิด แต่จะไม่พยายามลดน้ำหนัก
  1. โรค Other specified feeding or eating disorder (OSFED) หรือผู้ป่วยกลุ่มย่อย ที่มีอาการคล้ายกับโรคอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่มีอาการของโรคใดโรคหนึ่งไม่ครบเกณฑ์นั่นเอง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ แม้ว่าเราจะไม่ได้มีอาการที่ตรงตามเกณฑ์ของโรคต่าง ๆ ข้างต้นทั้งหมด แต่จริง ๆ แล้วเราอาจเป็นผู้ป่วยของโรคนี้โดยไม่รู้ตัวก็ได้ 

ดังนั้น เราควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมการรับประทานอาหารของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และถ้าหากพบว่ามีความผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อร่างกายในระยะยาว

ที่มา :

https://www.nhs.uk/conditions/eating-disorders/

สบู่ VS เจลฆ่าเชื้อ ใครเป็นพระเอกที่มีฝีมือมากกว่ากัน!?

ปัจจุบัน ประชากรชาวโลกตัวเล็ก ๆ อย่างเรา ต้องเผชิญหน้ากับไวรัส หรือไข้หวัดชนิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ และในช่วงที่มีการระบาดของไวรัส คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการดูแลป้องกันให้ตนเองปลอดภัย  สะอาด และปราศจากเชื้อโรคเป็นแน่

ความสำคัญของการล้างมือ

วิธีง่าย ๆ ในการทำความสะอาด และป้องกันตัวเอง คือ ‘การล้างมือ’ ให้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะการล้างมือด้วยน้ำเปล่าคู่กับสบู่ เพราะมือของเรานั้นเต็มไปด้วยลายนิ้วมือ และเซลล์ที่ตายแล้ว ที่สามารถเป็นที่พักพิงชั้นเยี่ยมให้กับเชื้อโรค และแบคทีเรีย ซึ่งหากเราเผลอนำมือของเราไปสัมผัสกับใบหน้า หรืออวัยวะอื่น ๆ ก็อาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้

ซึ่งนอกจากเราจะสามารถใช้สบู่ล้างมือได้แล้ว ในยุคปัจจุบัน มนุษย์ก็ได้คิดค้น และผลิต ‘เจลฆ่าเชื้อ’ หรือ ‘เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ’ ที่เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ขึ้นมาใช้ควบคู่กับสบู่ เพื่อตอบสนองความต้องการ และความสะดวกสบายในการพกพาของเรามากยิ่งขึ้น

‘แล้วสบู่ กับ เจลฆ่าเชื้อ อะไรดีกว่ากันล่ะ?’

แน่นอนว่าคำถามนี้ คงอยู่ในใจของหลาย ๆ คน เพราะบางคนก็คิดว่าการใช้เจลฆ่าเชื้อนั้นเพียงพอแล้ว แต่ในความจริงแล้ว สบู่และเจลฆ่าเชื้อมีความสามารถที่โดดเด่นต่างกันไม่น้อยเลยทีเดียว

การทำงานของสบู่ และเจลฆ่าเชื้อ

เชื้อไวรัส และแบคทีเรียหลายชนิด มีชั้นไขมันห่อหุ้มไว้อยู่ ซึ่งการที่เชื้อเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายของเรา และเริ่มต้นทำงานนั้น จะอาศัยโปรตีนที่อยู่ระหว่างไขมันด้านนอกของตัวไวรัส ที่ทำปฏิกิริยากับตัวรับโปรตีนของเซลล์ในร่างกายของเรา และเข้าสู่ภายในเซลล์ได้

‘สบู่’ ประกอบไปด้วยโมเลกุลที่ชื่อว่า ‘แอมฟิฟิลิก’ (Amphiphilic) ซึ่งเป็นโมเลกุลที่มี 2 ขั้ว ได้แก่ ขั้วที่ชอบน้ำ และขั้วที่ไม่ชอบน้ำ ซึ่งเจ้าแอมฟิฟิลิกนี้ สามารถทำลายชั้นไขมันรอบไวรัส และล้อมรอบส่วนต่าง ๆ ของไวรัสนั้นได้ ทำให้เวลาที่เราล้างมือด้วยสบู่ และใช้น้ำสะอาดล้างออกไป เชื้อไวรัสเหล่านั้นก็จะถูกกำจัดออกไปจากเรานั่นเอง

‘เจลฆ่าเชื้อ’ ทำมาจากแอลกอฮอล์ ซึ่งทำงานโดยการลดปริมาณความเข้มข้นของ ‘น้ำ’ ในมือเรา เพื่อไม่ให้ไขมันที่ห่อหุ้มรอบไวรัสเกาะตัวกันได้แน่นเท่าเดิม และค่อย ๆ พังทลายลงไป

การทำงานของสบู่ และเจลฆ่าเชื้อ เกิดขึ้นในระยะเวลา 1-2 วินาที แต่แพทย์แนะนำว่าให้เราล้างมือเป็นเวลา 20 วินาที เพื่อให้มั่นใจว่ามือของเรานั้นสะอาดหมดจดครบทุกส่วน ไม่เหลือพื้นที่ให้ไวรัสยืนอีกต่อไป

สบู่ กับ เจลฆ่าเชื้อ ใครคือผู้ชนะ?

จริง ๆ แล้วการใช้สบู่ และการฆ่าเชื้อ สามารถทำให้มือของเราสะอาดทั้งคู่ อยู่ที่ ณ เวลานั้นเราสะดวกใช้ผลิตภัณฑ์แบบใดมากกว่า สิ่งที่ควรคำนึง คือ ต้องล้างให้สะอาด และครบทุกซอกทุกมุม

แต่ในบางครั้งการใช้เจลฆ่าเชื้อก็สามารถเห็นผลมากกว่าสบู่ในบางกรณี เช่น การล้างมือเพื่อกำจัด ‘เชื้อไข้หวัดใหญ่’ ซึ่งเกิดจากไวรัส ‘Rhinovirus’ ที่ไม่ได้มีไขมันห่อหุ้มด้านนอกเหมือนเชื้อของ Covid-19 แต่เป็น ‘โปรตีน’ ที่ห่มหุ้มอยู่อยู่แทนนั้น การล้างมือด้วยเจลฆ่าเชื้อจะทำความสะอาด และเห็นผลชัดเจนกว่า

อย่างไรก็ตาม การดูแล และป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยที่สุดเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องทำ เริ่มจากการรักษาความสะอาดเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องพบเจอกับเชื้อโรค การดูแลรักษาสุขภาพ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างการเลือก ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล ที่อุดมไปด้วยสารอาหาร และมีบริการจัดส่งอย่างปลอดภัย ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีในช่วงที่มีการระบาดของไวรัส

นอกจากการรับประทานอาหารแล้ว ต้องไม่ลืมที่จะออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และความแข็งแรงให้กับร่างกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะ  : )

ที่มา:

https://ed.ted.com/lessons/which-is-better-soap-or-hand-sanitizer-alex-rosenthal-and-pall-thordarson#digdeeper

https://www.cdc.gov/handwashing/show-me-the-science-hand-sanitizer.html

https://www.businessinsider.com/coronavirus-photos-why-you-should-wash-hands-with-soap-water-2020-3

ปราบเชื้อไข้หวัดใหญ่ให้อยู่หมัด ด้วยการรับประทานอาหารแบบ ‘คีโตเจนิก’

การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก (Ketogenic Diet) หรือการรับประทานคีโตที่หลายคนรู้จักกันดี เป็นการรับประทานอาหารที่เน้นการลดคาร์โบไฮเดรต แต่เพิ่มปริมาณไขมัน และโปรตีนเพื่อให้เป็นพลังงานให้กับร่างกายแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้น้ำหนักลดลงแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกหลายด้านอีกด้วย

การรับประทานอาหารแบบคีโต กับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย 

อีกหนึ่งประโยชน์ที่น่าสนใจของการรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก คือ ‘ความสามารถในการช่วยกำจัดเชื้อไข้หวัดใหญ่’ ซึ่งจากการศึกษา โดยใช้หนูเป็นตัวทดลอง พบว่า การรับประทานอาหารแบบคีโตนั้นไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้

งานนี้วิจัยนี้เป็นของ ‘Ryan Molony’ นักวิจัยจาก Iwasaki’s lab โดยจากการวิจัยพบว่า การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชื่อ ‘อินฟลามาโซม’ (Inflammasomes) ซึ่งเป็นสารประกอบโปรตีนขนาดใหญ่ และทำให้เกิดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เป็นอันตราย

ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองของ ‘Emily Goldberg’ นักวิจัยจาก Dixit’s lab ที่พบว่า การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก สามารถช่วยป้องกันการต่อตัวของอินฟลามาโซม ดังนั้น เมื่อเรารับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ก็จะสามารถลดการกระตุ้นอินฟลามาโซม และลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันนี้

การรับประทานอาหารแบบคีโต กับโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

การทดลองต่อมา พบว่า หนูที่ได้รับอาหารแบบคีโตเจนิก มีโอกาสรอดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มากกว่าหนูที่ได้รับอาหารแบบปกติ เนื่องจากเมื่อได้รับอาหารแบบคีโตเจนิก ร่างกายจะกระตุ้นการทำงานของ ‘gamma delta T cells’ หรือเซลล์ชนิดหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันนั่นเอง

สำหรับในมนุษย์อย่างเรา ปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์จะเริ่มทำงานเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมมากระตุ้น แต่จากการศึกษาพบว่า การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีก รวมไปถึงผักหลากชนิด จะทำให้ T cells บางส่วนในปอดที่ไม่ได้ทำงาน ถูกกระตุ้นให้เริ่มทำงานได้อย่างอัตโนมัติ

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเริ่มตอบสนองต่อเชื้อไข้หวัด ก็จะเริ่มผลิตเสมหะ และน้ำมูกเพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยในการจับไวรัส และขับออกไป เพื่อไม่ให้เชื้อลงไปที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

ดังนั้น หากใครที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี และสามารถทำได้ไม่ยาก แต่ต้องไม่ลืมที่จะเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ครบถ้วนควบคู่ไปด้วย 

อย่างการเลือก ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ที่อุดมไปด้วยสารพัดประโยชน์จากวิตามิน และแร่ธาตุ แถมยังมีโปรตีนสูง และไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาลชิ้นนี้ ก็เป็นหนึ่งในอาหารที่มีสารพัดประโยชน์ครบถ้วน เหมาะกับชาวรักสุขภาพ และชาวคีโตแบบสุด ๆ 

ที่มา : https://www.sciencedaily.com/releases/2019/11/191115190327.htm?fbclid=IwAR08c4da8JkGl9DIRZO9sgIKtfb6eptsYSYma1NBNwOQPVnbtrLw60l8f_I

https://immunology.sciencemag.org/content/4/41/eaav2026

http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/60452

เจาะลึกเรื่อง ‘อัลไซเมอร์’

ร่างกายของคนเรา เมื่อเติบโตและถูกใช้งานไปเรื่อย ๆ ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายก็มักจะต้องเสื่อมสภาพและแก่ตัวลงไป จนอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ และโรคภัยตามมา

‘โรคอัลไซเมอร์’ เป็นโรคยอดฮิตของกลุ่มผู้สูงอายุที่หลายคนจะต้องเคยได้ยิน หรือรู้จักกันในชื่อ ‘โรคความจำเสื่อม’ อยู่แล้วแน่นอน โดยโรคนี้จะเริ่มเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ขึ้นไป ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 65 ปี จะมีผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์อยู่จำนวน 1% หรือ 1 ใน 100 คนนั่นเอง

การเริ่มต้นของ ‘โรคอัลไซเมอร์’

โรคอัลไซเมอร์ จะเริ่มได้รับผลกระทบจากสมองส่วน Hippocampus ซึ่งเป็นส่วนในการควบคุมการตอบสนองของอารมณ์ และการรับข้อมูลใหม่เข้ามาในสมอง ทำให้ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะเริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว โมโหง่าย และควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ รวมถึงจะจำเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ เช่น จำอาหารที่ทานไปวันนี้ไม่ได้ หรือไม่รู้ว่าวันนี้ตนเองทานอาหารไปหรือยัง เป็นต้น แต่ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะยังสามารถจดจำเรื่องราวเก่า ๆ ได้อยู่ 

สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์ เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทและสมอง จากการที่เซลล์ประสาทถูกทำลายจนทำให้การทำงานของสมองลดลง สาเหตุที่เซลล์ประสาทในสมองตายลง ก็มาจากการที่ร่างกายผลิตพลังงานจากน้ำตาลได้ไม่ดี ทำให้เซลล์ประสาทได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ซึ่งร่างกายของเราจะไม่สามารถสร้างเซลล์ประสาทเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ได้อีกแล้ว 

ภาพเซลล์ประสาท

  • ‘สารบีตา แอมมิลอยด์’ ในเซลล์ประสาท

เซลล์ประสาทจะเชื่อมต่อกันไปเรื่อย ๆ โดยมี Axon เชื่อมกับ Dendrite ของอีกเซลล์หนึ่ง แต่จะมีช่องว่างเล็ก ๆ ที่มีสาร ‘บีตา แอมมิลอยด์’ (A𝛃) ปะปนอยู่ แต่สารนี้จะถูกกำจัดออกไปโดยเอนไซม์ในร่างกาย โดยนักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่า บีตา แอมมิลอยด์ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการกำจัด บีตา แอมมิลอยด์ ของร่างกายก็จะค่อย ๆ ลดลง

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องของอายุ ที่จะส่งผลต่อความแก่ตัวของระบบต่าง ๆ ในร่างกายแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ ทั้งการใช้ชีวิตของแต่ละคนทั้งในเรื่องของการนอน หรือการหลับลึกของร่างกาย ที่จะส่งผลให้ปริมาณของ บีตา แอมมิลอยด์ เพิ่มขึ้นได้ หรือการใช้งานสมองจนเกิดความเครียดมากเกินไป เป็นต้น

นอกจากนี้ อีกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สารบีตา แอมมิลอยด์ เพิ่มขึ้น คือยีนส์ในร่างกายที่มีชื่อว่า ‘apolipoprotein’ หรือ E (APOE) ดังตารางด้านล่าง

APOE  ทั้ง 3 รูปแบบ
APOE e2แทบไม่พบมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ 
APOE e3พบมากที่สุดไม่เพิ่มหรือลดความเสี่ยงของการเกิดอัลไซเมอร์
APOE e4พบเล็กน้อยเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์

ยีนส์ APOE e4 จะผลิตเอมไซม์ที่เปลี่ยนโปรตีนให้เป็นบีตา แอมมิลอยด์มากขึ้น ซึ่งทำใหไ้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากขึ้นตาม

โรคอัลไซเมอร์สามารถป้องกันได้ เพียงต้องรู้จักรัก และหมั่นดูแลสุขภาพของตัวเองอยู่เสมอ ทั้งการทานอาหาร การพักผ่อน และการเลือกสิ่งดี ๆ ให้กับร่างกาย ล้วนส่งผลต่อร่างกายโดยตรง ดังนั้น อย่าลืมหันมาใส่ใจตัวเองกันด้วยนะ  🙂

ที่มา : 

https://www-ncbi-nlm-nih-gov.ezproxy.tulibs.net/pubmed/31982880

https://www-ncbi-nlm-nih-gov.ezproxy.tulibs.net/pubmed/31982903

https://alzheimer.ca/en/Home/About-dementia/Alzheimer-s-disease/Risk-factors

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4447057/

‘เนย Grass-fed’ ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากวัวกินหญ้า

ผลิตภัณฑ์จากนม ที่ถูกขนานนามว่า ‘เนย’ เป็นวัตถุดิบยอดฮิตในการนำมาประกอบอาหารทั้งคาว และหวาน ซึ่งเนยนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด มีเสน่ห์ และความเหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภทต่างกันออกไป 

การแบ่งประเภทของเนย หากแบ่งตามอาหารที่วัวกินแล้ว จะสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ เนยจากวัวที่กินหญ้า และเนยจากวัวที่กินเมล็ดพืช ที่พวกเรากำลังจะเปิดตำราพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเนยประเภทนี้กันในอีกไม่กี่อึดใจ

รู้ลึกเรื่อง ‘กรดไขมัน’ และการผลิตเนย

เมื่อเรานำน้ำนมจากวัวไม่ว่าจะเป็นวัวที่กินหญ้า หรือวัวที่กินเมล็ดพืชก็ตาม เราจำเป็นจะต้องคัดเลือกน้ำนมที่มีปริมาณไขมันมากกว่า 80% ขึ้นไปเท่านั้น จึงจะเรียกว่า ‘เนยแท้’ นอกจากนี้ยังต้องคัดเลือกน้ำนมที่มีกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ⅔ ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมดอีกด้วย

กรดไขมันส่วนน้อยที่มีปริมาณ ⅓ ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมด จะประกอบไปด้วย กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated) ,กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated) และกรดไขมันอื่น ๆ อีก 400 ชนิด รวมไปถึงยุงอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มที่ละลายในไขมันอีกมากมาย

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ‘ไขมันอิ่มตัว’ นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่จริง ๆ แล้ว ข้อดีของไขมันอิ่มตัว คือ โมเลกุลมีความเสถียร และทนต่อความร้อนมาก เมื่อถูกความร้อนก็จะไม่กลายสภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเนยจึงเหมาะกับการทำอาหารความร้อนสูง ประเภท อบ และทอดมากกว่านั่นเอง

หากนำเนยมาเปรียบเทียบกับน้ำมัน จะพบว่า ในน้ำมันนั้นประกอบไปด้วย ‘ไขมันไม่อิ่มตัว’ ซึ่งมีโมเลกุลที่ไม่สามารถคงสภาพได้เมื่อถูกความร้อนสูง และอาจเป็นโทษให้แก่ร่างกายได้ แม้จะใช้น้ำมันจำพวกน้ำมันมะกอก ก็ยังไม่ควรนำมาทำอาหารที่ใช้ความร้อนสูงอยู่ดี 

จุดเด่นของ ‘เนย Grass-fed’

ราคา :  เนยแท้ที่ทำมาจากวัวกินหญ้าจะมีราคาสูงกว่าเนยทั่วไป เพราะด้วยต้นทุนของค่าอาหารที่สูงขึ้น ซึ่งอาหารที่วัวได้รับจะส่งผลต่อสารอาหาร รสชาติ และกลิ่นของเนย ทำให้เนยมีเอกลักษณ์ และคุณภาพต่างกันออกไป

กรดไขมัน : กรดไขมันในเนยนั้นมีหลายชนิด แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ ‘กรดไขมัน CLA’ (Conjugated Linoleic Acid) เพราะกรดไขมันตัวนี้สามารถลดปริมาณไขมันในร่างกายได้ ซึ่งจากงานวิจัยก็พบว่า ในเนย Grass-fed นั้นมีปริมาณของกรดไขมัน CLA มากกว่าเนยปกติถึง 5 เท่า

แม้ว่าเนย Grass-fed จะมีสารอาหารที่มากกว่าเนยปกติ แต่การรับประทานเนยในปริมาณมาณที่มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เนื่องจากเนยนั้นอุดมไปด้วยไขมัน และยังให้พลังงานสูงถึง 9 Kcal ต่อปริมาณเนย 1 กรัม อีกด้วย

และแน่นอนว่า ‘น้องหนมปัง’ ขนมปังเพื่อชาวรักสุขภาพ คุณภาพคับห่อจาก Dancing with a Baker ของเรา ก็เลือกใช้ ‘เนย Grass-fed Legall’ เนยคุณภาพจากแคว้นบริททาเนีย ประเทศฝรั่งเศส ที่มีรสสัมผัส และรสชาติโดดเด่น เพราะทำมาจากวัวสุขภาพที่กินหญ้าตลอดทั้งปี และผ่านกรรมวิธีการพิเศษที่พิเศษไม่เหมือนใคร เพื่อให้ได้น้องหนมปังที่สมบูรณ์ และคุณภาพดีที่สุดมาส่งต่อให้กับชาวรักสุขภาพทุกคน

อย่างไรก็ตาม การควบคุมชนิด และปริมาณของอาหาร จำเป็นต้องรู้ปริมาณพลังงานที่แต่ละคนจำเป็นจะต้องได้รับในแต่ละวัน และความต้องการสารอาหารของร่างกายให้ลึกซึ้งเสียก่อน เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด และมีสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืนนั่นเอง  🙂

ที่มา :

https://www.healthline.com/nutrition/is-butter-bad-for-you#what-it-is

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2596709/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22452730

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0002822304004316

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10531600/

ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘การลดน้ำหนัก’ และ ‘โปรตีน’

เรื่องราวที่น่ายินดีและปลื้มปีติที่สุดของผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก คงจะเป็นสิ่งใดไปไม่ได้นอกจาก ‘ตัวเลขบนเครื่องชั่งที่ลดลง’ เพราะนั่นอาจจะทำให้หลายคนรู้สึกว่าได้ทำสำเร็จมาอีกหนึ่งขั้นแล้ว! แต่บางทีเราอาจจะลืมไปว่า เจ้าตัวเลขบนเครื่องชั่งที่ลดลงนั้นเป็นไขมัน หรือกล้ามเนื้อที่เราสูญเสียไปกันแน่นะ?

จริง ๆ แล้วเราทุกคนต้องการลดน้ำหนักเพื่อให้ตนเองมีรูปร่าง และสุขภาพที่ดี ซึ่งการจะมีรูปร่างที่ดีนั้น ก็ต้องเริ่มจากการกำจัด ‘ไขมันส่วนเกิน’ ออกไปให้ไกลจากเราเสียก่อน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดีก็คือ ‘กล้ามเนื้อ’ นั่นเอง

‘กล้ามเนื้อ’ สำคัญไฉน?

กล้ามเนื้อ เป็นส่วนที่ช่วยให้ร่างกายของเราเผาผลาญพลังงานได้ดียิ่งขึ้น หากร่างกายของเรามีปริมาณกล้ามเนื้อมาก ก็จะมี ‘Metabolic Rate’ หรือ อัตราการเผาผลาญในร่างกายสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น หากน้ำหนักที่ลดลงของเรา เป็นน้ำหนักของกล้ามเนื้อ Metabolic Rate ของเราก็จะต่ำลงตาม ทำให้เผาผลาญพลังงานได้น้อยลง

การลดลง หรือการสูญเสียกล้ามเนื้อมีสาเหตุที่หลากหลาย ซึ่งหลัก ๆ จะอยู่ที่การได้รับพลังงานที่ไม่มากพอ และการรับประทานโปรตีนที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากโปรตีนนั้นเป็นอาหารเพียงชนิดเดียวที่มีกลุ่มอะมิโนจำเป็น ในการสร้างฮอร์โมน กรดเอนไซม์ และเป็นส่วนสำคัญในการผลิตส่วนประกอบของเซลล์ต่าง ๆ 

เมื่อการลดน้ำหนักที่ผิด อาจทำให้กล้ามเนื้อหายไป

หากเรารับประทานอาหารเป็นปกติ ก็จะได้รับพลังงานจากโปรตีนอย่างน้อย 10% ของพลังงานทั้งหมด แต่เนื่องด้วยโปรตีนนั้นมีอยู่หลายชนิด และทำหน้าที่ต่างกันออกไป เราจึงควรรับประทานโปรตีนจากหลาย ๆ แหล่งที่มา ทั้งจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ และพืชด้วย เพื่อให้ได้รับสารอาหาร และโปรตีนที่ครบถ้วนหลากหลาย

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราเข้าสู่ช่วงลดน้ำหนัก ก็จะพยายามรับประทานอาหารให้น้อยลง เพราะคิดว่านั่นจะทำให้น้ำหนักลดลงได้รวดเร็ว ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความคิดที่ผิด เพราะหากเรารับประทานอาหารน้อยลง และไม่หลากหลาย จำทำให้ร่างกายขาดสารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ รวมถึง ‘โปรตีน’ ด้วย ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควบคุมปริมาณอาหารให้ไม่เกินความต้องการของร่างกาย จึงเป็นเรื่องที่ดีกว่า

สัญญาณของการ ‘ขาดโปรตีน’

อาการขาดโปรตีนเป็นอาการที่พบได้กับคนทั่วไป และนักกีฬาที่ต้องการใช้โปรตีนมากกว่าปกติ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะไม่ได้มีความร้ายแรงมากนัก 

ร่างกายของเราสามารถแสดงอาการที่บ่งบอกถึงการขาดโปรตีนได้ เช่น อาการอ่อนแรง, หิวบ่อยครั้ง, แผลหายช้า, ป่วยง่าย หรือหายจากอาการป่วยช้า, มือและเท้าบวม, อารมณ์แปรปรวน รวมไปถึงมีปัญหาเกี่ยวกับเส้นผม เล็บ และผิวหนัง

อย่างไรก็ตาม การรับประทานโปรตีนมากเกินไป อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ในช่วงแรก เพราะพลังงานส่วนเกินจะถูกจัดเก็บไว้ในรูปของ ‘ไขมัน’ ทั้งยังอาจส่งผลต่อระบบขับถ่าย และเกิดปัญหาเกี่ยวกับไตได้ เนื่องจากไตนั้นจะทำหน้าที่ในการกำจัดไนโตรเจน ที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน หากเรารับประทานโปรตีนมากไป ไตก็จะทำงานหนักขึ้น

นอกจากนี้ การรับประทานโปรตีนจำพวกเนื้อแดง และอาหารแปรรูปในปริมาณมาก จะทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งมากขึ้น เพราะโปรตีนเหล่านั้น ไม่ได้มีความสะอาด และมีคุณภาพเท่าโปรตีนทั่วไปจากธรรมชาติ

จะเห็นได้ว่า การรับประทานโปรตีนมีทั้งข้อดี และข้อเสีย แต่หลัก ๆ แล้วอยู่ที่ ‘การเลือกสรร’ และ ‘การควบคุม’ ของตัวเราเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นควรจะรับประทานโปรตีนให้อยู่ในปริมาณที่พอดี เลือกโปรตีนที่มีคุณภาพ และหลากหลาย รวมถึงรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมู่ และไม่ลืมที่จะออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น

อย่าง ‘น้องหนมปัง’ ขนมปังคีโตเฟรนลี่ ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล แถมยังโปรตีนสูงชิ้นนี้ ก็เป็นตัวช่วยในการเติมโปรตีนให้กับร่างกายได้อย่างดี แถมยังทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นาน และไม่ทำให้น้ำหนักขึ้นอีกด้วย รับรองว่าชาวรักสุขภาพต้องตกหลุมรักแน่นอน 🙂

ที่มา : 

https://www.webmd.com/diet/ss/slideshow-not-enough-protein-signs

https://www.healthline.com/nutrition/protein-deficiency-symptoms

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/25123207

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/25376888

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20882714

https://www.healthline.com/health/too-much-protein

‘จุลินทรีย์ในลำไส้’ สำคัญไฉน? ทำไมต้องมีในร่างกาย?

สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่ชื่อ ‘จุลินทรีย์’ เป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะคุ้นหูคุ้นตากันมาบ้าง เจ้าจุลินทรีย์นี้ถูกผลิตขึ้นโดยธรรมชาติ มีทั้งประโยชน์ มีทั้งโทษ มีทั้งแบบที่ดี และแบบที่ไม่ดีต่อร่างกาย ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึง ‘จุลินทรีย์ในลำไส้’ ที่เป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย และอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดนั่นเอง

จุดกำเนิดของ ‘จุลินทรีย์ในลำไส้’

จุลินทรีย์ในลำไส้ เกิดขึ้นโดยธรรมชาติตามสภาพร่างกาย และสภาพแวดล้อมของแต่ละบุคคล ซึ่งประเภท และปริมาณของจุลินทรีย์ในลำไส้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลต่อสุขภาพของเราไปได้ตลอดชีวิต ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับโรคต่าง ๆ ได้ ทั้งโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคมะเร็ง เป็นต้น

ซึ่งปัจจัยในการกำหนดปริมาณ และประเภทของจุลินทรีย์ในลำไส้ มีดังนี้

  • วิธีการให้กำเนิด
  • ยา 
  • จำนวนพี่น้อง หรือสัตว์เลี้ยงในบ้าน
  • ลำดับการได้รับจุลินทรีย์ในลำไส้

จากงานวิจัย พบว่า เด็กที่มีวิธีการให้กำเนิดโดยการผ่าคลอด หรือเด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะในปริมาณมาก จะมีความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นมากกว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ โดยเฉพาะเด็กที่ผ่าคลอดนั้นจะได้รับยาปฏิชีวะในปริมาณมาก ทำให้มีความเสี่ยงของการเกิดโรคเพิ่มขึ้นถึง 50% เลยทีเดียว

ความโชคดี คือ หากเด็กทารกขาดจุลินทรีย์ในร่างกายไป ‘การให้นมแม่’ จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้มีจุลินทรีย์เพิ่มขึ้นได้ เพราะในนมแม่มีสารอาหารที่เราไม่สามารถทำการย่อยได้ แต่จะเป็นอาหารให้กับจุลินทรีย์ได้ โดยในปัจจุบันนี้ อาหารของจุลินทรีย์บางชนิด สามารถสร้างขึ้นจากในห้องทดลอง เพื่อเสริมให้เด็กมีปริมาณจุลินทรีย์ที่ดีมากขึ้น และมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น

อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ คือ ‘ลำดับการได้รับจุลินทรีย์ในลำไส้’ เพราะจุลินทรีย์บางชนิด ทำให้สภาพแวดล้อมของลำไส้ของเราเปลี่ยนไป และทำให้จุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เข้ามาเติบโตได้ อย่างเด็กที่ถูกผ่าคลอดนั้นก็จะได้รับจุลินทรีย์ไม่กี่ชนิดจากผิวของแม่ แต่เด็กที่คลอดโดยธรรมชาติจะได้รับจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ ด้วย 

ความสำคัญของ ‘จุลินทรีย์ในลำไส้’

ประเภท และปริมาณของจุลินทรีย์ สามารถบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคได้มากมาย ทั้งยังเป็นตัวกำหนดระบบการทำงานภายในร่างกายของเราหลายอย่าง เช่น ระดับฮอร์โมน หรือปริมาณน้ำย่อยแต่ละชนิด นอกจากนี้ยังมีตัวแปรอื่น ๆ มาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งเรื่องของการเพิ่มขึ้นของอายุ หรือรูปแบบของสารพันธุกรรม เป็นต้น

จากการศึกษาล่าสุดยังพบว่า จุลินทรีย์ในลำไส้ สามารถส่งผลต่อการควบคุมความไวของการตอบสนองของอินซูลิน และระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทั้งในสัตว์ และมนุษย์ที่เป็นเบาหวานอีกด้วย 

ยิ่งไปกว่านั้น จุลินทรีย์ในลำไส้ยังมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงอาหารการกิน และสรีรวิทยาและพยาธิสภาพในร่างกาย (host physiology and pathology) เนื่องจากภาวะความสมดุลของจุลินทรีย์นั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบำรุงสุขภาพของลำไส้ และการปรับฟังก์ชันการทำงานของสมองนั่นเอง

การเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้นั้นทำได้ไม่ยากมากนัก เริ่มจากการเลือกรับประทานอาหารที่มี ‘พรีไบโอติกส์’ ที่ช่วยกระตุ้น และเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในลำไส้ได้ ตัวอย่างอาหารที่พบได้ง่าย เช่น กล้วย แอปเปิล หอมหัวใหญ่ และกระเทียม เป็นต้น 

ในครั้งหน้าเราจะรวบรวมข้อมูลเรื่องของจุลินทรีย์ และการรับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มปริมาณเจ้าจุลินทรีย์ให้ร่างกายแบบละเอียดยิบมาให้เพื่อน ๆ อีกแน่นอน อย่าลืมรอติดตามกันนะคะ : )

ที่มา :

https://www.nature.com/articles/s41467-020-14676-4?utm_source=facebook&utm_medium=social&utm_content=organic&utm_campaign=NGMT_USG_JC01_GL_NRJournals

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6574633/

คอเลสเตอรอลใน ‘ไข่’ ทำให้อ้วนได้ไหมนะ?

อาหารเป็นแหล่งพลังงานสำหรับมนุษย์ เพื่อที่จะได้ออกไปโลดแล่นทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสารอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย ประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ‘โปรตีน’ ที่เป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย ทั้งในกล้ามเนื้อ และฮอร์โมนนั่นเอง

‘ไข่’ เป็นโปรตีนยอดฮิตที่หลายคนรู้จักกันดี ซึ่งเราอาจจะเคยได้ยินว่าไม่ควรรับประทานไข่เกินวันละ 1 ฟอง เพราะในไข่นั้นมีคอเลสเตอรอลอยู่มาก อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ซึ่งจากวิจัยหลายฉบับนั้น พบว่า จริง ๆ แล้วคอเลสเตอรอลในไข่ที่เรารับประทานกัน ไม่กระทบต่อความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

นอกจากนี้ ในปี 2015 Dietary Guidelines for Americans หรือแนวทางการรับประทานอาหารของคนอเมริกัน ได้ออกมาให้คำแนะนำในการรับประทานไข่ว่า อาหารบางอย่าง เช่น ไข่แดง และอาหารทะเลบางชนิด แม้จะมีปริมาณคอเลสเตอรอลที่สูง แต่ก็มีไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่น้อย ทำให้เราสามารถรับประทานอาหารเหล่านั้น พร้อมกับอาหารในกลุ่มโปรตีนอื่น ๆ ได้

‘ไข่’ ช่วยลดน้ำหนัก!

แน่นอนว่า เมื่อได้ยินคำว่า ‘คอเลสเตอรอล’ คนที่กำลังลดน้ำหนักอย่างเคร่งครัดอยู่อาจจะรู้สึกหวาดผวากันเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้ว ‘ไข่  อุดมไปด้วยโปรตีน ทำให้ร่างกายของเรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และยังสามารถช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย 

การรับประทานไข่ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย เพราะบางคนก็เชื่อว่า ไข่ขาวนั้นมีโปรตีนอยู่มากกว่า ซึ่งในความจริงแล้ว แม้ไข่จะแยกสัดส่วนออกเป็น ไข่ขาว และไข่แดง แต่ทั้งคู่ก็มีปริมาณโปรตีนอยู่เท่า ๆ กันเลย 

แอบกระซิบบอกคนที่พยายามจะสร้างกล้ามเนื้อกันหน่อยว่า การรับประทานไข่ทั้งฟองเนี่ยดีที่สุดแล้ว เพราะจากงานวิจัยหลายฉบับ พบว่า การรับประทานไข่ทั้งฟอง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงได้มากกว่าการรับประทานไข่ขาวอย่างเดียว และในไข่แดงนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน A ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน รวมถึงยังมีแร่ธาตุอื่น ๆ อยู่อีกมากมายเลยล่ะ เรียกได้ว่าประโยชน์เต็มฟองเลย

การเลือกรับประทานอาหารถือเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องปักหมุดไว้เลยค่ะ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก จะต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลากหลาย ที่สำคัญต้องไม่ให้พลังงานที่มากเกินที่ร่างกายต้องการนะคะ 

อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ที่จริง ๆ แล้วก็เฟรนลี่กับทุกคนเลยชิ้นนี้ ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ แถมแคลอรี่ยังต่ำอีกด้วย รับรองว่าสุขภาพดีไม่พอ หุ่นยังดีอีกด้วยแน่นอนค่ะ  : )

ที่มา: 

https://academic.oup.com/ajcn/article/106/6/1401/4823156

รู้จักอาการแพ้อาหาร : ‘น้องหนมปัง’ และ ’น้องเลิฟ’ มีส่วนผสมอะไรที่อาจทำให้แพ้ไหมนะ ?

‘แม้ธรรมชาติจะสร้างเรามาต่างกัน แต่คุณเลือกที่จะเป็นได้’

ร่างกายของเรามีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจจะแข็งแรงมาก บางคนอาจจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ บางคนอาจจะสามารถรับประทานได้ทุกอย่าง แต่บางคนก็อาจจะไม่สามารถรับประทานบางอย่างได้เพราะอาจจะเกิดอาการแพ้ และอันตรายต่อสุขภาพ 

อาการแพ้อาหาร (Food allergy) คืออาการที่ร่างกายของเราคิดว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงพยายามที่จะกำจัดอาหารเหล่านั้นออกไป ซึ่งอาการแพ้ก็มีตั้งแต่ อาการผื่นคัน อาเจียน ไปจนถึงอาการขั้นรุนแรงในระดับที่หายใจไม่ออกเลยทีเดียวค่ะ

สำหรับการตรวจสอบว่าร่างกายของเรานั้นแพ้อาหารชนิดใด หรือไม่สามารถรับประทานอาหารชนิดใดได้บ้างนั้น สามารถทำได้โดยการตรวจหา Specific IgE หรือปฏิกิริยาความไวต่อสารกระตุ้นการแพ้ ที่โรงพยาบาลนั่นเอง

14 อาหารใกล้ตัวที่สามารถแพ้ได้

โดยทั่วไปแล้ว จากการวิจัย อาหารที่คนเราแพ้นั้นจะมีอยู่อยู่ไม่กี่ชนิด และในบางประเทศ เช่น ประเทศในยุโรป ได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการเตือนผู้บริโภคเกี่ยวกับการแพ้อาหารทั้งหมด 14 ชนิด ซึ่งจะต้องมีคำเตือนอยู่ที่ร้าน หรือบนฉลากของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ดังรูปภาพ

การเริ่มต้นของ ‘อาการแพ้อาหาร’

อาการแพ้จะทำปฏิกิริยาการอักเสบในร่างกาย และแสดงอาการแบบเฉียบพลันภายใน 2 ชั่วโมง หลังจากรับประทานอาหาร ซึ่งอาการแพ้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับหลายระบบของร่างกาย ดังที่กล่าวไปตอนต้น

ระบบผิวหนัง : ก่อให้เกิดอาการลมพิษ หรืออาการคัน

ระบบทางเดินอาหาร : ก่อให้เกิดอาการคันในช่องปาก ลิ้นคับปาก อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย

ระบบทางเดินหายใจ : ก่อให้เกิดอาการหลอดลมหดตัว แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก 

ซึ่งข้อควรระวังที่น่ากลัวที่สุด คือ หากเกิดอาการแพ้กับทุกระบบพร้อม ๆ กัน อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

น้องหนมปัง และน้องเลิฟ มีส่วนผสมที่ทำให้แพ้ไหม?

น้องหนมปัง และน้องเลิฟ มีส่วนผสมที่ผู้รับประทานบางคน ‘อาจแพ้ได้’ ย้ำนะคะว่าอาจจะแพ้ได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาแจกแจงส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ เพื่อเป็นเช็กลิสต์ให้กับทุกคนค่ะ

ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ : ไข่ และเนย สำหรับบางคนที่มีอาการแพ้นม อาจจะส่งผลให้แพ้เนยด้วยได้ค่ะ แต่บางคนอาจจะแพ้เนย แต่ไม่แพ้นมก็มีนะคะ

กลูเตน : น้องหนมปัง และน้องเลิฟจำเป็นต้องมี  ‘กลูเตน’ เพื่อเพิ่มรสสัมผัสให้เหมือนขนมปังจริงมากที่สุด ซึ่งบางคนที่แพ้แป้งสาลีก็อาจจะมีอาการแพ้ได้ แต่บางคนที่ไม่แพ้ก็มีนะคะ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลเลย 

อริทริทอล : อริทริทอลเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่มีความปลอดภัย ไม่มีผลต่อการกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้ในระดับที่ไม่รุนแรงกับบางคนได้เช่นกันค่ะ  เช่น ปวดศีรษะ หรือท้องเสีย เป็นต้น

ยีสต์  : ยีสต์เป็นส่วนผสมสำคัญที่จะทำให้ขนมปังขึ้นฟู และให้รสสัมผัสในแบบของขนมปัง ซึ่งมีบางคนที่มีอาการแพ้ยีสต์ได้เช่นกันค่ะ

ส่วนผสมทั้งหมดที่ลิสต์มาให้นั้น เป็นส่วนผสมที่บางคนอาจจะแพ้ได้ ซึ่งหากใครที่มีอาการแพ้ หรือสงสัยว่าตนเองแพ้ สามารถปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานได้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนนั่นเองค่ะ

แต่ขอรับรองเลยนะคะ ว่าส่วนผสมทุกอย่างใน ‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ ผ่านการคัดคุณภาพมาแล้ว 100% ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล อุดมไปด้วยโปรตีน และหัวใจดวงน้อย ๆ ที่พวกเราตั้งใจลงไป พร้อมส่งถึงบ้านทุกคนแน่นอนค่ะ ส่วนใครที่มีอาการและรับประทานไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะคะ พวกเรายังเป็นห่วงสุขภาพของทุกคนอยู่เสมอค่ะ  ด้วยรักและห่วงใย 🙂

ที่มา : 

https://www.theparliamentmagazine.eu/articles/partner_article/efa/happy-holidays-family-friends-food-and-anaphylactic-shock

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5295079/