ส่องวัตถุดิบ ‘น้องหนมปัง’ ฮีโร่ของผู้ลดน้ำหนัก ที่ช่วยคลายเครียดได้ด้วย!

ถ้าพูดถึงอาหารเพื่อสุขภาพที่ทั้งอร่อย มีประโยชน์ และไม่ทำให้อ้วนแล้ว คงจะหนีไม่พ้น ‘น้องหนมปัง’  คีโตเฟรนลี่ขวัญใจผู้ลดน้ำหนัก และชาวรักสุขภาพทุกคนแน่นอน! ซึ่งวันนี้เราจะมาส่องวัตถุดิบของน้องหนมปังกันค่ะ ว่าทำไมน้องเขาถึงได้มีประโยชน์ล้นเหลือทั้งช่วยลดน้ำหนัก ช่วยคลายเครียด และยังมีความฮอตฮิตขนาดนี้!

ไฟเบอร์เน้น ๆ จากเมล็ดแฟลกซ์ เนื้อมะพร้าว และอัลมอนด์

อย่างที่ทราบกันดีว่าน้องหนมปังนั้นการันตีคุณภาพ และความสดใหม่ทุกชิ้น เพราะน้อง ๆ มีส่วนผสมที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี ทั้ง เมล็ดแฟลกซ์ เนื้อมะพร้าว และอัลมอนด์  ที่ทำให้น้องหนมปังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ปริมาณถึง 12 g./ชิ้นเลยทีเดียว

ซึ่งเจ้าไฟเบอร์ที่เรารู้จักนี้ มีประโยชน์ในการช่วยควบคุมน้ำหนัก ทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานขึ้น เนื่องจากไฟเบอร์จะดูดน้ำ และพองตัว ทำให้เมื่อรับประทานน้องหนมปังแล้ว เราจะรู้สึกอยู่ท้อง ไม่อยากรับประทานจุกจิกระหว่างมื้อ และไม่ทำให้เราเผลอรับประทานอาหารจนเกินปริมาณแคลอรี่ที่เหมาะสมอีกด้วยค่ะ

ส่วนในเรื่องของการคลายเครียดนั้น มีงานวิจัยพบว่า น้ำมันของเมล็ดแฟลกซ์ ช่วยให้ผู้ที่รับประทานเข้าไปนั้นมีความเครียดลดลงอีกด้วยค่ะ ว้าวสุด ๆ 

ต้านความเครียดด้วยไข่ไก่ อัลมอนด์ และมะพร้าว

รู้หรือไม่? ว่าวัตถุดิบสำคัญในการเนรมิตน้องหนมปังอย่างไข่ไก่ อัลมอนด์ และมะพร้าว สามารถช่วยลดความเครียดได้!

จากงานวิจัย พบว่า ‘ไข่ไก่’ โดยเฉพาะในไข่แดง มีสารเลซิตินที่มีความสัมพันธ์กับระบบประสาทของเรา เป็นตัวช่วยในการบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความเครียด ลดอาการตื่นเต้น ช่วยกระตุ้นสมอง และป้องกันโรคที่เกี่ยวกับสมอง รวมไปถึงช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นอาการที่หลายคนน่าจะประสบปัญหากันอยู่ได้ด้วยค่ะ

สำหรับเจ้า ‘อัลมอนด์’ และ ‘มะพร้าว’ นั้นอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ที่เป็นสารสำคัญในการช่วยต้านความเครียด ช่วยรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจนั้นเป็นปกติ ช่วยควบคุมความดันโลหิต และยังเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการส่งสัญญาณประสาทในร่างกายของเราด้วย แน่นอนว่า ถ้าประสาทดี ระบบสมองก็จะทำงานดี และทำให้เราไม่เครียดนั่นเองค่ะ

เพิ่มฮอร์โมนความสุขด้วย ‘กรดทริปโตเฟน’ ในไข่และธัญพืช

ไข่ และธัญพืชที่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบของน้องหนมปัง อุดมไปด้วย ‘กรดทริปโตเฟน’ ที่เป็นพระเอกของเรื่อง เพราะเป็นสารที่จำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมนความสุข อย่าง ‘เซโรโทนิน’ ในร่างกายของเรา ที่เมื่อหลั่งออกมาแล้ว จะมีหน้าที่ช่วยควบคุมความรู้สึกเจ็บปวด ความหิว ความอิ่ม ความอยากอาหาร การนอนหลับ อารมณ์ทางเพศ และที่สำคัญเลยก็คือ ‘ความรู้สึกสงบ’ ของเรา ที่จะทำให้เราไม่เครียด และรู้สึกมีความสุขแบบฟิน ๆ 

เห็นไหมล่ะคะ ว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไป สามารถส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราได้โดยตรงเลย แต่เพื่อให้ร่างกายของเราสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งขึ้น เราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลากหลาย ร่วมกับการออกกำลังกายไปด้วยนะคะ เพื่อหุ่นที่เฟิร์ม สุขภาพที่ดี และอารมณ์ที่จอยค่ะ  🙂

ที่มา

https://www.selfgrowth.com/articles/Relieve_Stress_Naturally_And_Improve_Health_With_Flaxseed_Oil.html

https://www.healthline.com/nutrition/foods-loaded-with-potassium

https://www.matichonacademy.com/content/health/article_14892

https://www.thaihealth.or.th/Content/42006-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94.html

https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/diabetes/admin/knowledges_files/6_44_1.pdf

https://www.honestdocs.co/serotonin-substances-affect-emotions

‘ขนมปัง ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล’ ช่วยหน้าใส!?

ขนมปังที่ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่คนดีคนเดิม มีความแตกต่างจากขนมปังปกติตรงที่ไม่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลที่เป็นศัตรูร้ายของชาวลดน้ำหนัก แถมยังแคลอรี่ต่ำ และอุดมไปด้วยโปรตีนสูง ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่อ้วนแล้ว อีกหนึ่งประโยชน์ที่น่าทึ่งของขนมปังที่ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล ก็คือ ‘ช่วยให้หน้าใส’ นั่นเองค่ะ

งานวิจัยแรกที่ทำให้ค้นพบประโยชน์นี้ มาจากงานวิจัยในช่วงปี 1970 ที่ใช้เวลากว่า 30 ปี ในการรวบรวมข้อมูล พบว่า ชาวเอสกิโมที่ได้รับอิทธิพลการรับประทานอาหารของชาวตะวันตกนั้น มีสิวมากกว่าชาวเอสกิโมในอดีตที่ไม่ได้รับประทานอาหารแบบชาวตะวันตก โดยสาเหตุมาจากปริมาณของ ‘แป้ง’ และ ‘น้ำตาล’ ในอาหารของชาวตะวันตก

อินซูลิน กับการกระตุ้นการเกิด ‘สิว’

อาหารที่มี ‘แป้ง’ และ ‘น้ำตาล’ ในปริมาณมาก มักจะมีค่าดัชนีน้ำตาลที่สูง ซึ่งเมื่อเรารับประทานอาหารเหล่านี้ ค่าดัชนีน้ำตาลจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินมากขึ้น และเจ้าอินซูลินนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้น และส่วนสำคัญในการเกิดสิว

‘อินซูลิน’ (Insulin) เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นฮอร์โมนเพศชาย หรือฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) ที่ทำงานกระตุ้นการผลิตไขมันส่วนเกิน (Seborrhea) และกระตุ้นให้เกิด Hyperkeritanisation หรือการแบ่งตัวของเซลล์ที่มากเกินไป นำไปสู่การแข็งตัวของผิวหนัง จนทำให้ต่อมไขมันเกิดการอุดตัน  ซึ่งทั้ง 2 ขั้นตอน เป็นส่วนสำคัญในการเกิดสิวบนใบหน้าของเราค่ะ

สารพัดปัญหาผิวกวนใจ ที่มีสาเหตุ จาก ‘แป้ง’ และ ‘น้ำตาล’ 

‘แป้ง’ เป็นแหล่งสร้างน้ำตาลที่รวดเร็วให้กับร่างกาย เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาล และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดทันที ทำให้โปรตีน อีลาสติน และคอลลาเจนในร่างกายของเราถูกทำลาย อันเป็นสาเหตุของผิวหย่อนคล้อยไม่เต่งตึง

ส่วน‘น้ำตาล’ ที่ผ่านกระบวนการย่อย จะเกาะติดกับคอลลาเจนในผิวหนังอย่างถาวร ผ่านกระบวนการไกลเคชั่น (Glycation) หรือการทำปฏิกิริยาเคมีข้ามสายโมเลกุลระหว่างน้ำตาลและโปรตีนในร่างกาย  ทำให้เพิ่มการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า และทำให้สภาพผิวแย่ลงโดยการก่อให้เกิดสิว หรือกระอีกด้วย

จากข้อมูลด้านบน ก็คงต้องค่อย ๆ วางมือจากของหวานจำพวกขนมเค้ก หรืออาหารที่อุดมไปด้วยแป้งและน้ำตาลลงเลยล่ะค่ะ เพราะหากร่างกายเรามีปริมาณแป้ง และน้ำตาลที่มากเกินไป ก็จะส่งผลต่อปัญหาผิวในระยะยาวได้ ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักก็อาจจะเพิ่มขึ้นแบบไม่หยุดยั้งด้วยก็เป็นได้ค่ะ เพราะฉะนั้น เรามาสู้ไปด้วยกันดีกว่านะคะ ชาวรักสุขภาพทุกคน : )

ที่มา :

http://bit.ly/2NjMLZM…/hair-sk…/does-sugar-cause-wrinkles/

http://bit.ly/R8uf25กลัวอ้วน/โรคติดแป้ง-ทำให้แก่เร็ว/155166257854342/

https://www.eucerin.co.th/skin-concerns/acne-prone-skin/acne-and-diet-410

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/27401878

รู้ลึกเรื่อง ‘ไฟเบอร์’ ตัวช่วยขับถ่ายที่ชาวรักสุขภาพต้องหลงรัก

‘ไฟเบอร์’ หรือเส้นใยอาหาร ในฐานะตัวช่วยเรื่องการขับถ่ายอย่างแน่นอน จริง ๆ แล้วไฟเบอร์เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง

Continue reading

ความเหมือนที่แตกต่างของ ‘เนย’ และ ‘มาการีน’


หลายคนคงคุ้นเคยกับความหวาน หอม มัน ของ ‘เนย’ และ ‘มาการีน’ สีเหลืองนวล เพราะเนยและมาการีน จัดเป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งที่มักจะถูกนำมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะบรรดาขนมหวานสีสันสดใสชวนรับประทานนั่นเอง แต่มีความจริงที่หลายคนอาจจะไม่ทราบ คือ เนยและมาการีน มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งผลต่อสุขภาพของเรา

ทำความรู้จัก ‘เนย’

เนย เป็นผลผลิตที่ได้จากการปั่นครีม หรือนม จนเกิดการแยกชั้นเป็นของแข็ง และของเหลว นั่นก็คือเนย และบัตเตอร์มิลค์ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองอย่างสามารถนำมาใช้ทำอาหารได้ แต่ไขมันที่ได้จะเป็น ‘ไขมันอิ่มตัว’ ซึ่งเป็นไขมันชนิดเดียวกับไขมันสัตว์ โดยจะส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณของ Low density lipoprotein (LDL) หรือคอเลสเตอรอลแบบเลวนั่นเอง

ทำความรู้จัก ‘มาการีน’

มาการีน หรือเนยเทียม เป็นวัตถุดิบที่ผลิตออกมาเพื่อทดแทนเนย ทำมาจากน้ำมันพืช เช่น น้ำมันคาโนล่า น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น ดังนั้น ไขมันที่ได้จากมาการีนจึงเป็นไขมันจากพืช ซึ่งเป็น ‘ไขมันไม่อิ่มตัว’ 

การผลิตมาการีน จะทำโดยใช้กระบวนการ hydrogenation (ไฮโดรจีเนชัน) หรือการเติมก๊าซไฮโดรเจนลงไป ทำให้มาการีนมีไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพราะไขมันทรานส์ จะเพิ่มปริมาณของคอเลสเตอรอลแบบเลว หรือ Low density lipoprotein (LDL) พร้อมกับ ลดปริมาณคอเลสเตอรอลแบบดี หรือ High density lipoprotein (HDL) อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม มาการีนได้รับการปรับปรุงมาเรื่อย ๆ โดยในปี 2015 ทาง FDA หรือ Food and Drug Administration ของอเมริกา ก็ได้ออกกฎให้ทางผู้ผลิตต้องกำจัดไขมันทรานส์ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ออกจากผลิตภัณฑ์

ข้อดีของมาการีนที่เหนือกว่าเนย คือ หากมาการีนไม่มีไขมันทรานส์ ก็แทบจะไม่มีคอเลสเตอรอลอยู่เลย ทำให้มาการีนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอล

กล่าวโดยสรุปคือ เราสามารถเลือกทั้งเนยและมาการีนมาใช้ประกอบอาหารได้ เพียงแต่ต้องเลือกสรร และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อสุขภาพน้อยที่สุด รวมถึงรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ และไม่บ่อยจนเกินไป เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนค่ะ

อย่าง ‘น้องขนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ คีโตเฟรนลี่คนดีคนเดิมของเรา ใช้เนย gourmet ในการเพิ่มความอร่อยหนุบหนับ พร้อมเสิร์ฟให้กับชาวคีโตเจนิก และผู้รักสุขภาพทุกคน รับรองว่าคุณภาพเกินร้อยแน่นอนค่า  🙂 

ที่มา : 

https://www.medicalnewstoday.com/articles/304283.php

https://www.ahajournals.org/doi/10.1161/CIR.0000000000000510

เลือกกินลดพุงได้!

ปัญหากวนใจของทั้งผู้หญิงและผู้ชายนอกจากจะมีเรื่องของน้ำหนักที่มากเกินไปแล้ว ปัญหาไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้อง หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘พุง’ ก็คงจะสร้างความกังวลใจให้กับหลายคนอย่างแน่นอน 

และในบางครั้ง ไม่ว่าเราจะทานอาหารมากหรือน้อย หรือแม้แต่จะพยายามลดอาหาร หรืออดอาหารไปเลย ไขมันส่วนเกินหน้าท้องก้อนนี้ก็ไม่เคยจะหายไปเลยสักที

วิธีดูแลและแก้ไขที่จะช่วยให้หลายคนบอกลาพุงได้แบบง่าย ๆ มีแนวทางเดียวกันกับการลดน้ำหนักทั่วไปเลย คือการเน้นไปที่ ‘การควบคุมอาหาร’ เพราะแน่นอนว่า ‘พุง’ ที่ถือกำเนิดขึ้นมา ก็ล้วนมาจากการรับประทานอาหาร ที่บางทีเราอาจจะลืมฉุกคิดไปชั่วขณะหนึ่งทั้งสิ้น 

ดังนั้น 3 วิธีลดพุงด้านล่างที่เราจะมากระซิบบอกกัน เป็นวิธีที่ง่าย และสามารถทำได้จริงในชีวิตประจำวันอีกด้วย

1. เลือกทานให้ถูกต้อง 

ข้อสำคัญข้อแรกคือ ‘การเลือกรับประทาน’ โดยเฉพาะสารอาหารที่คุ้นหูอย่าง ‘คาร์โบไฮเดรต’ เป็นเหตุผลหลัก ๆ ของการทำให้เราอ้วนลงพุง เพราะเมื่อเรารับประทานน้ำตาลและคาร์บในปริมาณมาก ย่อมส่งผลต่อระบบเผาผลาญของเรา 

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจำพวก ข้าวกล้อง โฮลวีตต่าง ๆ จะทำให้ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้นในการเผาผลาญ หากระบบเผาผลาญดี สุขภาพก็ดี หายห่วงไร้พุงนั่นเอง

2. รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ

หากพูดเรื่องการรับประทานอาหาร อันเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราอ้วนและลงพุงโดยง่าย ทำให้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า การรับประทานอาหารให้น้อย หรือแม้การอดอาหาร จะทำให้น้ำหนักลดลงและทำให้ร่างกายกลับมาผอมเพรียว

ความจริงแล้ว ร่างกายของเราถูกสร้างขึ้นมาให้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และปริมาณที่มากพอตามความต้องการของแต่ละคน ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว ส่วนสูง และอายุ หากเรารับประทานอาหารปริมาณน้อย หรือที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคือการอดอาหาร รับประทานอาหารไม่ครบมื้อ ก็จะทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายแปรปรวน จนกระทั่งทำงานได้แย่ลงในที่สุด 

ในช่วงแรก อาจจะทำให้น้ำหนักของเราลดลงได้ตามความคาดหวัง แต่เมื่อไหร่ที่เรากลับมารับประทานอาหารเหมือนเดิมอีกครั้ง ระบบเผาผลาญของเราก็จะไม่คุ้นชินกับการเผาผลาญอาหารในจำนวนที่มาก จนกระทั่งทำงานได้ไม่สมดุลกับปริมาณอาหาร และทำให้น้ำหนักตัวกลับมาเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมได้ไม่ยาก

3. รับประทานอาหารให้เป็น

แม้การรับประทานอาหารให้ครบจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะเลือกรับประทานอาหารให้เป็น แม้แต่การเลือกแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรือไขมันที่มาจากธรรมชาติก็ตาม

แหล่งพลังงานส่วนใหญ่ที่เราได้รับ คือคาร์โบไฮเดรตที่มาจากแป้งและน้ำตาล ซึ่งหากว่าเราเลือกทานโปรตีนและไขมันดีที่มาจากธรรมชาติทดแทนการรับประทานแป้งและน้ำตาล ย่อมจะทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายได้เต็มที่ ทั้งยังทำให้ระดับน้ำตาลคงที่ และระดับอินซูลินลดลง นำไปสู่ความรู้สึกอิ่มที่ยาวนานขึ้น หิวน้อยลง และลดไขมันสะสม 

เมื่อไขมันสะสมค่อย ๆ ถูกเผาผลาญออกไป พุงเจ้าปัญหาของเราก็จะค่อย ๆ ลดลงด้วยเช่นกัน 

นอกจากการเลือกรับประทานอาหารอย่างเคร่งครัดแล้ว การออกกำลังกายก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยในเรื่องของระบบเผาผลาญและลดน้ำหนักได้ไม่น้อย ดังนั้น จึงควรที่จะกระทำควบคู่กันไปอย่างมีวินัย เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

‘แป้ง’ และ ‘น้ำตาล’ ตัวการสำคัญของการเกิดปัญหาผิว

‘บางอย่างมากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ได้’ ประโยคนี้สามารถนำไปใช้ได้กับหลายสถานการณ์เลยทีเดียว เพราะแม้แต่สิ่งที่มีประโยชน์ หรือจำเป็นต่อร่างกายของเรา หากได้รับมากเกินไปก็สามารถสร้างผลเสียตามมาได้หลายประการ ไม่เว้นแม้แต่ แป้ง หรือ น้ำตาล สารอาหารหลักของร่างกายคนเราเช่นกัน

แป้ง และ น้ำตาล จัดอยู่ในอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ที่จำเป็นและเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างมนุษย์เรานั่นเอง แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าหากทานแป้ง และน้ำตาลมากเกินไป นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ยังทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย มีริ้วรอยตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

เรื่องนี้มีหลักฐานยืนยันจากวิจัยหลายฉบับ รวมทั้งวิจัยจาก American Academy of Dermatology หรือ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและทำการวิจัยในเรื่องเวชสำอางและด้านผิวหนัง ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ที่น่าเชื่อถือและมีมาตรฐานระดับสากล 

.

แป้งเป็นแหล่งสร้างน้ำตาลที่รวดเร็วให้กับร่างกาย เพราะเมื่อทานแป้งเข้าสู่ร่างกายแล้ว ร่างกายจะเริ่มกระบวนการการย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล โดยใช้เวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น

จากนั้นน้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดทันที ทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลได้อย่างรวดเร็ว และน้ำตาลเหล่านี้ก็จะเข้าไปจับและทำลายโปรตีน อิลาสติน และคอลลาเจนในร่างกายของเรา 

ที่น่าสนใจที่สุดคือ ‘คอลลาเจน’ คำคุ้นหูของใครหลายคน เพราะคอลลาเจนเป็นเส้นใยโปรตีนอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวหนังและเส้นผมของร่างกายของเรา ซึ่งจะช่วยให้ผิวหนังมีความเต่งตึง ไม่หย่อนคล้อย แน่นอนว่าการรับประทานแป้งและน้ำตาลจำนวนมากเกินไป จะส่งผลต่อปัญหาผิวเหล่านี้โดยตรง

ยิ่งไปกว่านั้น น้ำตาลที่ผ่านกระบวนการย่อยจะเกาะติดกับคอลลาเจนในผิวหนังอย่างถาวรผ่านกระบวนการที่เรียกว่าไกลเคลชั่น (glycation) หรือการทำปฏิกิริยาเคมีข้ามสายโมเลกุล ระหว่างน้ำตาลและโปรตีนในร่างกาย นอกเหนือจากการเพิ่มริ้วรอยแล้ว ยังสามารถทำให้สภาพผิวแย่ลงได้อีกมากมาย เช่น การก่อให้เกิดสิว หรือกระ เป็นต้น 

ทราบแบบนี้แล้ว ต้องเริ่มลดปริมาณขนมเค้ก ของหวาน หรือข้าวที่ล้นจานลง เพื่อควบคุมระดับแป้งและน้ำตาลในร่างกายไม่ให้มากจนเกินไป ผิวของเราจะได้เต่งตึงและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ   🙂 

อ้างอิง :

http://bit.ly/2NjMLZM…/hair-sk…/does-sugar-cause-wrinkles/

http://bit.ly/R8uf25กลัวอ้วน/โรคติดแป้ง-ทำให้แก่เร็ว/155166257854342/