ส่องวัตถุดิบ ‘น้องหนมปัง’ ฮีโร่ของผู้ลดน้ำหนัก ที่ช่วยคลายเครียดได้ด้วย!

ถ้าพูดถึงอาหารเพื่อสุขภาพที่ทั้งอร่อย มีประโยชน์ และไม่ทำให้อ้วนแล้ว คงจะหนีไม่พ้น ‘น้องหนมปัง’  คีโตเฟรนลี่ขวัญใจผู้ลดน้ำหนัก และชาวรักสุขภาพทุกคนแน่นอน! ซึ่งวันนี้เราจะมาส่องวัตถุดิบของน้องหนมปังกันค่ะ ว่าทำไมน้องเขาถึงได้มีประโยชน์ล้นเหลือทั้งช่วยลดน้ำหนัก ช่วยคลายเครียด และยังมีความฮอตฮิตขนาดนี้!

ไฟเบอร์เน้น ๆ จากเมล็ดแฟลกซ์ เนื้อมะพร้าว และอัลมอนด์

อย่างที่ทราบกันดีว่าน้องหนมปังนั้นการันตีคุณภาพ และความสดใหม่ทุกชิ้น เพราะน้อง ๆ มีส่วนผสมที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี ทั้ง เมล็ดแฟลกซ์ เนื้อมะพร้าว และอัลมอนด์  ที่ทำให้น้องหนมปังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ปริมาณถึง 12 g./ชิ้นเลยทีเดียว

ซึ่งเจ้าไฟเบอร์ที่เรารู้จักนี้ มีประโยชน์ในการช่วยควบคุมน้ำหนัก ทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานขึ้น เนื่องจากไฟเบอร์จะดูดน้ำ และพองตัว ทำให้เมื่อรับประทานน้องหนมปังแล้ว เราจะรู้สึกอยู่ท้อง ไม่อยากรับประทานจุกจิกระหว่างมื้อ และไม่ทำให้เราเผลอรับประทานอาหารจนเกินปริมาณแคลอรี่ที่เหมาะสมอีกด้วยค่ะ

ส่วนในเรื่องของการคลายเครียดนั้น มีงานวิจัยพบว่า น้ำมันของเมล็ดแฟลกซ์ ช่วยให้ผู้ที่รับประทานเข้าไปนั้นมีความเครียดลดลงอีกด้วยค่ะ ว้าวสุด ๆ 

ต้านความเครียดด้วยไข่ไก่ อัลมอนด์ และมะพร้าว

รู้หรือไม่? ว่าวัตถุดิบสำคัญในการเนรมิตน้องหนมปังอย่างไข่ไก่ อัลมอนด์ และมะพร้าว สามารถช่วยลดความเครียดได้!

จากงานวิจัย พบว่า ‘ไข่ไก่’ โดยเฉพาะในไข่แดง มีสารเลซิตินที่มีความสัมพันธ์กับระบบประสาทของเรา เป็นตัวช่วยในการบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความเครียด ลดอาการตื่นเต้น ช่วยกระตุ้นสมอง และป้องกันโรคที่เกี่ยวกับสมอง รวมไปถึงช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นอาการที่หลายคนน่าจะประสบปัญหากันอยู่ได้ด้วยค่ะ

สำหรับเจ้า ‘อัลมอนด์’ และ ‘มะพร้าว’ นั้นอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ที่เป็นสารสำคัญในการช่วยต้านความเครียด ช่วยรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจนั้นเป็นปกติ ช่วยควบคุมความดันโลหิต และยังเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการส่งสัญญาณประสาทในร่างกายของเราด้วย แน่นอนว่า ถ้าประสาทดี ระบบสมองก็จะทำงานดี และทำให้เราไม่เครียดนั่นเองค่ะ

เพิ่มฮอร์โมนความสุขด้วย ‘กรดทริปโตเฟน’ ในไข่และธัญพืช

ไข่ และธัญพืชที่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบของน้องหนมปัง อุดมไปด้วย ‘กรดทริปโตเฟน’ ที่เป็นพระเอกของเรื่อง เพราะเป็นสารที่จำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมนความสุข อย่าง ‘เซโรโทนิน’ ในร่างกายของเรา ที่เมื่อหลั่งออกมาแล้ว จะมีหน้าที่ช่วยควบคุมความรู้สึกเจ็บปวด ความหิว ความอิ่ม ความอยากอาหาร การนอนหลับ อารมณ์ทางเพศ และที่สำคัญเลยก็คือ ‘ความรู้สึกสงบ’ ของเรา ที่จะทำให้เราไม่เครียด และรู้สึกมีความสุขแบบฟิน ๆ 

เห็นไหมล่ะคะ ว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไป สามารถส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราได้โดยตรงเลย แต่เพื่อให้ร่างกายของเราสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งขึ้น เราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลากหลาย ร่วมกับการออกกำลังกายไปด้วยนะคะ เพื่อหุ่นที่เฟิร์ม สุขภาพที่ดี และอารมณ์ที่จอยค่ะ  🙂

ที่มา

https://www.selfgrowth.com/articles/Relieve_Stress_Naturally_And_Improve_Health_With_Flaxseed_Oil.html

https://www.healthline.com/nutrition/foods-loaded-with-potassium

https://www.matichonacademy.com/content/health/article_14892

https://www.thaihealth.or.th/Content/42006-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94.html

https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/diabetes/admin/knowledges_files/6_44_1.pdf

https://www.honestdocs.co/serotonin-substances-affect-emotions

‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ ขนมปังขวัญใจชาวรักสุขภาพ ช่วยอิ่มท้อง กระตุ้นการขับถ่ายจริงหรือไม่!?

การเลือกรับประทานอาหาร เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้รักสุขภาพ เพราะร่างกายต้องใช้อาหารเป็นพลังงานในการดำรงชีวิต และหากเราสามารถเลือกสรรอาหารที่มีประโยชน์ ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้แบบสบาย ๆ 

‘ระบบขับถ่าย’ เป็นอีกระบบหนึ่งของร่างกาย ที่ช่วยให้ร่างกายได้กำจัด และขับถ่ายของเสียในร่างกายออกไป ซึ่งตัวช่วยที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดีนั้นก็มีอยู่หลายชนิด แต่ที่ทุกคนคุ้นหูกันมากที่สุดก็คือ ‘ไฟเบอร์’  โดยกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ได้กำหนดว่าร่างกายของเราควรได้รับไฟเบอร์ในปริมาณอย่างน้อย 25 g./วัน 

เจ้าไฟเบอร์นี้ก็จะทำหน้าที่ในการกระตุ้นการขับถ่าย ช่วยขับเคลื่อนอาหารที่อยู่ในลำไส้ ให้ถูกขับออกไปได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ไฟเบอร์ยังช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้นาน เพราะเจ้าไฟเบอร์พวกนี้จะดูดน้ำ และพองตัว ทำให้เรารู้สึกอิ่ม ทำให้ช่วยลดการอยากรับประทานอาหารจุกจิกระหว่างมื้อ ลดความเสี่ยงในการได้รับแคลอรี่ที่เกินจากที่ควรได้รับในแต่ละวันได้เลย

สำหรับขนมปังที่เป็นคีโตเฟรนลี่อย่าง ‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ ก็มีไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อย โดยน้องหนมปัง มีปริมาณไฟเบอร์ 12 g./ชิ้น และน้องเลิฟ มีปริมาณไฟเบอร์ 18 g./ชิ้น  โดยน้อง ๆ ทั้งสองมีส่วนผสมจากวัตถุดิบธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ ดังนี้

น้องหนมปัง อุดมไปด้วยไฟเบอร์จาก เมล็ดแฟลกซ์, เนื้อมะพร้าว และอัลมอนต์

น้องเลิฟ อุดมไปด้วยไฟเบอร์จาก เมล็ดแฟลกซ์, เนื้อมะพร้าว และโอ๊ตไฟเบอร์

บอกได้เลยว่าวัตถุดิบในน้องหนมปัง และน้องเลิฟ มีคุณภาพและการันตีความสดใหม่ มีประโยชน์ อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ แคลอรี่ต่ำ แถมยังชิ้นใหญ่พอดี สามารถนำมาตัดแบ่งรับประทานได้มากกว่า 1 มื้อ รับประกันความอร่อย และความเฟรนลี่ต่อผู้รักสุขภาพทุกคนเลยค่ะ

: )

ที่มา :

https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/diabetes/admin/knowledges_files/6_44_1.pdf

‘ขนมปัง ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล’ ช่วยหน้าใส!?

ขนมปังที่ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่คนดีคนเดิม มีความแตกต่างจากขนมปังปกติตรงที่ไม่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลที่เป็นศัตรูร้ายของชาวลดน้ำหนัก แถมยังแคลอรี่ต่ำ และอุดมไปด้วยโปรตีนสูง ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่อ้วนแล้ว อีกหนึ่งประโยชน์ที่น่าทึ่งของขนมปังที่ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล ก็คือ ‘ช่วยให้หน้าใส’ นั่นเองค่ะ

งานวิจัยแรกที่ทำให้ค้นพบประโยชน์นี้ มาจากงานวิจัยในช่วงปี 1970 ที่ใช้เวลากว่า 30 ปี ในการรวบรวมข้อมูล พบว่า ชาวเอสกิโมที่ได้รับอิทธิพลการรับประทานอาหารของชาวตะวันตกนั้น มีสิวมากกว่าชาวเอสกิโมในอดีตที่ไม่ได้รับประทานอาหารแบบชาวตะวันตก โดยสาเหตุมาจากปริมาณของ ‘แป้ง’ และ ‘น้ำตาล’ ในอาหารของชาวตะวันตก

อินซูลิน กับการกระตุ้นการเกิด ‘สิว’

อาหารที่มี ‘แป้ง’ และ ‘น้ำตาล’ ในปริมาณมาก มักจะมีค่าดัชนีน้ำตาลที่สูง ซึ่งเมื่อเรารับประทานอาหารเหล่านี้ ค่าดัชนีน้ำตาลจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินมากขึ้น และเจ้าอินซูลินนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้น และส่วนสำคัญในการเกิดสิว

‘อินซูลิน’ (Insulin) เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นฮอร์โมนเพศชาย หรือฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) ที่ทำงานกระตุ้นการผลิตไขมันส่วนเกิน (Seborrhea) และกระตุ้นให้เกิด Hyperkeritanisation หรือการแบ่งตัวของเซลล์ที่มากเกินไป นำไปสู่การแข็งตัวของผิวหนัง จนทำให้ต่อมไขมันเกิดการอุดตัน  ซึ่งทั้ง 2 ขั้นตอน เป็นส่วนสำคัญในการเกิดสิวบนใบหน้าของเราค่ะ

สารพัดปัญหาผิวกวนใจ ที่มีสาเหตุ จาก ‘แป้ง’ และ ‘น้ำตาล’ 

‘แป้ง’ เป็นแหล่งสร้างน้ำตาลที่รวดเร็วให้กับร่างกาย เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาล และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดทันที ทำให้โปรตีน อีลาสติน และคอลลาเจนในร่างกายของเราถูกทำลาย อันเป็นสาเหตุของผิวหย่อนคล้อยไม่เต่งตึง

ส่วน‘น้ำตาล’ ที่ผ่านกระบวนการย่อย จะเกาะติดกับคอลลาเจนในผิวหนังอย่างถาวร ผ่านกระบวนการไกลเคชั่น (Glycation) หรือการทำปฏิกิริยาเคมีข้ามสายโมเลกุลระหว่างน้ำตาลและโปรตีนในร่างกาย  ทำให้เพิ่มการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า และทำให้สภาพผิวแย่ลงโดยการก่อให้เกิดสิว หรือกระอีกด้วย

จากข้อมูลด้านบน ก็คงต้องค่อย ๆ วางมือจากของหวานจำพวกขนมเค้ก หรืออาหารที่อุดมไปด้วยแป้งและน้ำตาลลงเลยล่ะค่ะ เพราะหากร่างกายเรามีปริมาณแป้ง และน้ำตาลที่มากเกินไป ก็จะส่งผลต่อปัญหาผิวในระยะยาวได้ ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักก็อาจจะเพิ่มขึ้นแบบไม่หยุดยั้งด้วยก็เป็นได้ค่ะ เพราะฉะนั้น เรามาสู้ไปด้วยกันดีกว่านะคะ ชาวรักสุขภาพทุกคน : )

ที่มา :

http://bit.ly/2NjMLZM…/hair-sk…/does-sugar-cause-wrinkles/

http://bit.ly/R8uf25กลัวอ้วน/โรคติดแป้ง-ทำให้แก่เร็ว/155166257854342/

https://www.eucerin.co.th/skin-concerns/acne-prone-skin/acne-and-diet-410

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/27401878

น้องหนมปัง และน้องเลิฟ ปลอดภัย ไร้ ‘สารสังเคราะห์’ แน่นอน!

ปัจจุบัน วงการอาหารมีความก้าวหน้าไปมากกว่าเดิม เนื่องจากมีความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้อาหารของเรามีความหลากหลายมากขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 

เราอาจเคยได้ยินว่า อาหารที่มีสีสันสดใสนั้นถูกปรุงแต่งด้วย สีผสมอาหาร หรืออาหารสามารถเก็บไว้รับประทานได้นานมากขึ้นด้วยวัตถุกันเสีย สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการเติม ‘สารสังเคราะห์’ ลงไปในอาหาร ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าร่างกายของเราได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยค่ะ 

‘สารสังเคราะห์’ คืออะไร?

สารสังเคราะห์ คือ สารที่ได้จากปฏิกิริยาเคมี ผลิตขึ้นเพื่อนำมาใช้ประโยชน์แทนสารจากธรรมชาติที่อาจจะมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของเรา หรือมีคุณภาพไม่มากพอนั่นเองค่ะ ซึ่งเจ้าสารสังเคราะห์เนี่ยก็อยู่ไม่ไกลตัวเราเลยนะคะ อย่างพวก ‘สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล’ ที่มักจะพบบ่อยในน้ำอัดลม หรือหมากฝรั่ง ก็ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของสารสังเคราะห์เช่นกัน

สารให้ความหวาน ที่คนมักจะคิดว่าเป็นสารสังเคราะห์ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ก็มีนะคะ อย่าง  ‘อริทริทอล’  หรือ ‘น้ำตาลอริทริทอล’ ที่เป็นส่วนประกอบของน้องหนมปัง และน้องเลิฟ ไม่ได้เป็นสารสังเคราะห์ค่ะ เพราะเจ้าอริทริทอลผลิตโดยกระบวนการผลิตทางเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งมีความแตกต่างจากสารให้ความหวานอื่น ๆ นั่นเอง

ผลกระทบของ ‘สารสังเคราะห์’ ที่มีต่อร่างกาย

สารสังเคราะห์ที่ปลอดภัย จะต้องผ่านการตรวจสอบโดย องค์การอาหารและเกษตร และองค์การอนามัยโลก แห่งสหประชาชาติ หรือ The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives (JECFA) แต่อย่างไรก็ตาม ร่างกายของเราก็ไม่ได้สามารถรับสารสังเคราะห์ได้ทุกคน เพราะบางคนก็อาจจะมีอาการ ‘แพ้’ ได้ค่ะ

การได้รับสารสังเคราะห์ในปริมาณที่มากเกินไป ก็สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกันกับอาการแพ้นะคะ ซึ่งอากาารเหล่านี้ก็จะมีทั้ง อาการท้องเสีย ปวดท้อง ปวดศีรษะ เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หรือปัญหาผิวหนังได้ค่ะ

ดังนั้น ผู้ที่มีอาการแพ้ หรือร่างกายมีความไวต่อสารเคมี จำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยงสารสังเคราะห์ และรับประทานอาหารออร์แกนิกแทนค่ะ

อย่าง ‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ คีโตเฟรนลี่ของเรา ที่ทำมาจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ จากธรรมชาติล้วน ๆ ทั้งมะพร้าว และเมล็ดแฟลกซ์ มั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีสารปรุงแต่งอย่างอื่นเจือปนแน่นอน โดยเฉพาะ ‘สารสังเคราะห์’ เช่น วัตถุกันเสีย  ซึ่งแม้ว่าน้องทั้งสองจะไม่มีวัตถุกันเสียเป็นส่วนประกอบ แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเลยค่ะ เพราะว่าเราสามารถเก็บน้องเขาไว้ได้นานในระยะหนึ่งเลยทีเดียว แม้จะมีอายุไม่นานมาก แต่ดีต่อสุขภาพของทุกคนมากกว่านะคะ

น้องหนมปัง (กลม/เหลี่ยม)

  • เก็บได้นาน 15 วัน (ในตู้เย็นช่องธรรมดา)
  • เก็บได้นาน 2 เดือน (ในตู้เย็นช้องฟรีซ)

น้องเลิฟ

  • เก็บได้นาน 10 วัน (ในตู้เย็นช่องธรรมดา)
  • เก็บได้นาน 45 วัน (ในช่องฟรีซ)

สุดท้ายนี้ อย่าลืมเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพกันนะคะ เพราะว่าสิ่งที่เรารับประทาน จะส่งผลต่อตัวเราโดยตรง ถ้าเลือกสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเองแล้ว รับรองว่าเราจะมีร่างกายแข็งแรง ห่างไกลโรคแน่นอนค่ะ   🙂

ที่มา :

http://korat.nfe.go.th/sci_t1/chap10/chap10_2.pdf

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5756564/

https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/food-additives

https://www.betterhealth.vic.gov.au/health/ConditionsAndTreatments/food-additive

ล้วงลึกความแตกต่างของ ‘ขนมปังกลูเตนฟรี’ และ ‘ขนมปังธรรมดา’

ขนมปังชิ้นหนานุ่ม หอมกรุ่นจากเตาอบ คงจะเป็นอาหารอันโอชะสำหรับใครหลาย ๆ คนในปัจจุบันใช่ไหมล่ะคะ? เพราะเจ้าขนมปังเหล่านี้ทั้งสะดวก รับประทานง่าย และมีรสชาติอร่อยถูกปาก แถมยังมีให้เลือกหลายแบบ หลายสไตล์อีกด้วย

‘ขนมปังกลูเตนฟรี’ เป็นขนมปังอีกประเภทที่ผู้ที่รักและหลงใหลในขนมปังจะต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับขนมปังกลูเตน และส่วนประกอบของขนมปังกัน เพื่อคลายข้อสงสัยว่าในขนมปังมีส่วนผสมอะไรบ้าง และมีความแตกต่างกับขนมปังธรรมดาอย่างไรค่ะ

‘กลูเตน’ ตัวช่วยเพิ่มรสสัมผัสของขนมปัง

ก่อนอื่นต้องมารู้จักพระเอกของเรื่องกันก่อนเลย ซึ่งก็คือ ‘กลูเตน’ นั่นเอง โดยกลูเตนจะเป็นส่วนผสมที่มีความสำคัญมากในการทำขนม โดยเฉพาะขนมปัง เพราะกลูเตนจะทำหน้าที่ในการช่วยล็อกแก๊สที่ปล่อยออกมาจากยีสต์ ทำให้ขนมปังมีรสสัมผัสเฉพาะแบบ มีช่องอากาศ หรือรูพรุนเล็กน้อย และมีความหนึบหนับในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใครนั่นเอง ซึ่งเจ้ากลูเตนที่ว่านี้ จะพบได้มากในข้าวสาลี ที่เรานำแป้งสาลีมาใช้ทำขนมปังนั่นเองค่ะ

จุดเริ่มต้นของการทำงานของ ‘กลูเตน’ คือ เมื่อเราเริ่มทำขนมปัง โดยการผสมวัตถุดิบที่เป็นของแห้ง และของเหลวเข้าด้วยกัน จนกระทั่งวัตถุดิบทั้งสองมีความชื้นที่พอดี เจ้าไกลโคโปรตีนที่เรารู้จักกันในชื่อว่า ‘กลูเตน’ ก็จะถือกำเนิดขึ้นจากการรวมตัวกันของโปรตีนที่ชื่อว่า Glutenin กับ Gliadin นั่นเอง  เมื่อโปรตีนทั้งสองรวมตัวเป็นเป็นจำนวนมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดเป็นโมเลกุลที่แข็งแรง และสามารถยืดได้  ทำให้ตัวแป้งของขนมปังสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างอิสระตามภาชนะที่ใส่ได้เลย

การสร้างกลูเตนอาจจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง เพื่อให้กลูเตนพันกันจนแข็งแรงพอที่จะสามารถดักอากาศเพื่อให้ขนมปังขึ้นรูปได้ โดยอาจจะใช้ Proteases ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาการไฮโดรไลซ์โปรตีน (Protein hydrolysate) หรือการตัดโปรตีนเพื่อให้ได้เพปไทด์ที่สั้นลงมาช่วยให้กลูเตนต่อกันได้ยาวมากขึ้นนั่นเอง

ขนมปังกลูเตนฟรี VS ขนมปังธรรมดา

ตอนนี้ทุกคนคงสงสัยกันแล้วว่า ถ้าเจ้ากลูเตนเป็นพระเอกในการสร้างรสสัมผัสแบบเฉพาะของขนมปัง แล้วขนมปังกลูเตนฟรี หรือขนมปังที่ไม่มีกลูเตนจะอร่อยเท่าขนมปังธรรมดาไหมล่ะเนี่ย?

ปัจจุบัน ความต้องการอาหารที่ปราศจากกลูเตนนั้นมีมากขึ้นค่ะ เนื่องจากอาการแพ้กลูเตนในบางคน หรือความเชื่อที่คิดว่าอาหารที่มีกลูเตนนั้นไม่ดีสุขภาพ เพราะว่าร่างกายของเรามีความแตกต่างกันออกไปค่ะ ทำให้บางคนอาจจะสามารถรับประทานกลูเตนได้ แต่บางคนก็ไม่สามารถรันประทานได้

จากเหตุผลด้านบนทำให้ ‘ขนมปังกลูเตนฟรี’ หรือขนมปังปราศจากกลูเตนได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งความแตกต่างจากขนมปังธรรมดาก็คือ ‘การใช้แป้งที่ทำมาจากข้าว แทนแป้งสาลี’  ความยากของการทำขนมปังกลูเตนฟรี คือ เมื่อไม่มีกลูเตนแล้ว แป้งที่ได้ก็จะมีความเหลว ไม่สามารถขึ้นรูปได้แบบขนมปังธรรมดา ดังรูปตัวอย่างการทดลองด้านล่างนี้ค่ะ

ซึ่งทางแก้ส่วนใหญ่ที่หลาย ๆ คนเลือกใช้ คือ การใส่สารเสริมเข้าไป แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยต้นทุนที่มีราคาแพง รวมถึงรสสัมผัสที่ไม่น่าพึงพอใจ ก็อาจจะทำให้ทางแก้นี้ไม่ได้รับความนิยมค่ะ

นอกจากนี้ อีกทางแก้ไขของการทำขนมปังกลูเตนฟรี คือการเลือกใช้แป้งข้าวเจ้า ซึ่งความยากอยู่ตรงที่การกะปริมาณแป้งในเมล็ดข้าว เพราะปริมาณแป้งในเมล็ดข้าวนั้นมีผลต่อรสชาติและรสสัมผัสของขนมปัง แต่อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังไม่ค่อยน่าพึงพอใจค่ะ เพราะเจ้าขนมปังยังขาดความหอม และมีความเหนียวที่มากเกินไป อีกทั้งยังมีอายุในการเก็บรักษาที่สั้นอีกด้วย เรียกได้ว่าน่าหนักใจพอสมควรค่ะ กว่าจะได้เจ้าขนมปังกลูเตนฟรีออกมาหนึ่งชิ้นเนี่ย

ดังนั้น ใครที่ไม่มีอาการแพ้กลูเตนก็ถือว่าเป็นโชคดีแบบสุด ๆ ไปเลยค่ะ เพราะสามารถรับประทานขนมปังแบบธรรมดาได้ แต่ถ้าหากใครที่กำลังลดน้ำหนัก ลดแป้ง หรือต้องการควบคุมปริมาณแคลอรี่ ก็ควรจะต้องมองหาขนมปังที่ให้โปรตีนสูง แคลอรี่ต่ำ และปริมาณคาร์บน้อย อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ชิ้นโต ๆ รสสัมผัสหนานุ่มหนึบหนับชิ้นนี้ รับรองว่าอร่อย ให้ประโยชน์ถูกใจชาวรักสุขภาพอย่างแน่นอนค่ะ : )

ที่มา :

https://www.nature.com/articles/s41538-019-0040-1

Ketogenic Diet คืออะไร ทานแบบไหนให้ผอม?

เทรนด์การทานอาหารเพื่อลดน้ำหนักแบบใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยม นั่นคือ คีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet) หรือที่เรียกกันว่า คีโต ไดเอต (Keto Diet) ยิ่งทานไขมันเท่าไร น้ำหนักก็ยิ่งลด! แต่การทานแบบนี้คืออะไร ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้เพราะอะไร ตามหนูมาหาคำตอบกันเลยค่ะ

อะไรคือ Ketogenic Diet

คีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet)  คือ การทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ “คีโตซิส” (Ketosis) เน้นทานอาหารไขมันสูง รองมาด้วยโปรตีน โดยลดคาร์โบไฮเดรตให้เหลือในปริมาณที่น้อยมาก ๆ จนร่างกายไม่สามารถนำกลูโคสและไกลโคเจนมาใช้เป็นพลังงานได้เพียงพอ จึงทำให้ต้องดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นให้เผาผลาญไขมันมากขึ้น ก็จะทำให้เราสามารถลดความอ้วนได้

Keto Diet มีกี่ประเภท ?

Keto Diet แบ่งออกเป็นหลายประเภท หนูจะพาพี่ๆมารู้จักกับ Keto Diet กันค่ะ

  • Standard Ketogenic Diet (SKD) เป็นรูปแบบที่เน้นการทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยที่สุด แล้วเพิ่มการทานไขมันและโปรตีน โดยปกติมักกำหนดให้ทานคาร์โบไฮเดรตเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณอาหารทั้งหมด แต่เพิ่มการทานโปรตีนเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มการทานไขมันเป็น 75 เปอร์เซ็นต์
  • High-Protein Ketogenic Diet เป็นรูปแบบที่คล้าย SKD แต่เพิ่มการทานโปรตีนให้มากขึ้น โดยกำหนดให้ทานคาร์โบไฮเดรต 5 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มการทานโปรตีนเป็น 35 เปอร์เซ็นต์ และลดการทานไขมันเหลือ 60 เปอร์เซ็นต์
  • Cyclical Ketogenic Diet (CKD) เป็นรูปแบบที่เว้นให้ทานอาหารตามปกติเป็นช่วง ๆ เช่น ทานตามหลัก Keto Diet ติดกัน 5 วัน สลับกับทานอาหารแบบปกติ 2 วัน เป็นต้น
  • Targeted Ketogenic Diet (TKD) เป็นรูปแบบที่ให้ทานคาร์โบไฮเดรตในช่วงที่ออกกำลังกาย

ทั้งนี้ CKD และ TKD เป็นรูปแบบที่มักถูกนำไปใช้กับนักกีฬาและนักเพาะกาย แต่ ณ ที่นี้หนูจะกล่าวถึงรูปแบบมาตรฐาน SKD หรือ Standard Ketogenic Diet เป็นหลัก เพราะเป็นวิธีการทานที่เหมาะกับคนทั่วไป อีกทั้งมีงานวิจัยศึกษาถึงประโยชน์ของการทานในรูปแบบนี้ค่อนข้างมาก

คุณพี่ที่สนใจจะทานคีโตเจนิก จะทานอะไรได้บ้าง ?
  • คาร์โบไฮเดรต ควบคุมให้อยู่ในช่วง 25-50 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็นเพียง 5% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน หลัก ๆ คืองดทานข้าวและแป้งทุกชนิด งดอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล รวมถึงงดทานผลไม้ด้วย ให้ทานเฉพาะผักใบเขียวเป็นหลัก 
  • โปรตีน โดยคิดเป็นประมาณ 20% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน หรือทานในสัดส่วน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น หากน้ำหนัก 60 กก. ให้ทานโปรตีนให้ได้ 60 กรัมต่อวัน อาหารจำพวกโปรตีนให้เน้นที่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อติดมัน เบคอน เนื้อไก่ที่มีหนัง ไข่ นม เนื้อปลา อาหารทะเล แต่ต้องระวังการทานโปรตีนมากเกินไปด้วย เพราะโปรตีนสามารถเปลี่ยนเป็นกลูโคสได้เช่นกัน
  • ไขมันดี โดยให้ได้ปริมาณประมาณ 125 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็น 75% ของพลังงานที่ได้รับ ไขมันที่ควรกิน ควรเป็นไขมันอิ่มตัวจากสัตว์และพืชบางชนิด เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน น้ำมันหมู น้ำมันมะกอก ชีส เนย ควรงดการปรุงอาหารจากน้ำมันปาล์ม และงดอาหารฟาสต์ฟู้ดซึ่งมีไขมันทรานส์ (Trans-fat) สูง

Ketogenic Diet เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร?

เหมาะสำหรับ

  • คนทั่วไปที่ต้องการลดความอ้วน ลดการสะสมของไขมัน และไม่มีโรคประจำตัวที่ต้องระวัง
  • ผู้ที่มีกิจกรรมในชีวิตประจำวันปกติ เช่น ไม่ต้องใช้แรงหนักมากเกินไป

ไม่เหมาะสำหรับ

  • ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ต้องรับอินซูลิน เนื่องจากผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Ketoacidosis หรือร่างกายเป็นกรดจากการมีสารคีโตนในเลือดมาก จึงไม่ควรเพิ่มระดับคีโตนในเลือดเข้าไปอีก
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำอยู่แล้ว
  • ผู้ที่ต้องใช้พลังงานอย่างหนัก หรือออกแรงมากในระยะเวลาสั้น ๆ เช่น คนทำงานใช้แรงงานเป็นหลัก หรือนักกีฬาบางประเภท อย่างนักวิ่งระยะสั้น เพราะพลังงานจากการสลายไขมันนั้นนำมาใช้ได้ช้ากว่าพลังงานจากกลูโคส

ดังนั้น พี่ๆสาวกสายคีโตเจนิก ควรมีความมั่นใจเสียก่อนว่าร่างกายของคุณพี่สมบูรณ์แข็งแรงพร้อมกับการทานสายนี้ และควรไปตรวจสุขภาพ ตลอดจนปรึกษาแพทย์ หรือขอคำแนะนำจากนักโภชนาการเสียก่อนเพื่อความปลอดภัยนะคะ 

สุดท้ายแล้ว หากคุณพี่มีใจอยากจะเริ่มลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะวิธีใด หนูลุ้นให้สำเร็จแบบสุดใจ การลดน้ำหนักที่ได้ผลดีที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับว่าแบบใดที่เหมาะกับคุณพี่ และคุณพี่มุ่งมั่นที่จะทำ บวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ และทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย หนูและน้องหนมปังร่วมเป็นกำลังใจและเป็นแรงผลักดันเล็ก ๆ กับ Dancing With A Baker ขนมปังคีโต ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล เหมาะกับคนทานอาหารแบบคีโต ต้องการควบคุมน้ำหนัก หากสนใจรายละเอียด สามารถเข้ามาดูผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์ผลิตภัณฑ์

แจกสูตร Reset “ระบบเผาผลาญ” ด้วยการกิน Low-carb

Low Carb หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า Low Carbohydrate Diet กับการควบคุมโภชนาการแบบถูกวิธี

Continue reading