ส่องวัตถุดิบน้องหนมปัง : ทำไมถึงใช้ ‘แป้งมะพร้าว’ ?

พบกับ ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่คนดีคนเดิมกันอีกครั้งค่ะ เรียกได้ว่าเป็นขนมปังเพื่อสุขภาพ ที่เหมาะกับทุกเพศ เพราะน้องเขาไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ แถมแคลอรี่น้อย ทำให้หลายคนตกหลุมรักกันไปแบบถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียวค่ะ

วันนี้เราจึงมาตอบคำถามที่หลายคนสงสัยกันว่า น้องหนมปังทำมาจากอะไร? แล้วถ้าไม่ใช้แป้งสาลีแบบขนมปังทั่วไปแล้ว น้องหนมปังใช้อะไรเป็นวัตถุดิบกันแน่? 

คำตอบก็คือ เราใช้ ‘แป้งมะพร้าว’ เป็นส่วนประกอบหนึ่งในการประกอบสร้างน้องหนมปังรสชาติอร่อยละมุนลิ้นขึ้นมานั่นเองค่ะ  ซึ่งเจ้าแป้งมะพร้าวนั้นได้มาจากส่วนของกากมะพร้าวที่ถูกคั้นน้ำออกไปแล้ว นำมาผ่านกรรมวิธีมากมายหลายขั้นตอนจนกลายมาเป็น ‘ผงมะพร้าว’ 

ข้อดีของ ‘แป้งมะพร้าว’

  1. อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์

ในแป้งมะพร้าวปริมาณ 30 g. ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้งไฟเบอร์ โปรตีน ไขมัน และธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นพลังงานหลักให้กับร่างกาย และช่วยในการทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

โดยไขมันในแป้งมะพร้าว เป็นกรดไขมันที่มีความยาวปานกลาง หรือ MCTs ซึ่งกรดไขมันประเภทนี้มีประโยชน์ในการช่วยลดน้ำหนัก 

ในส่วนของไฟเบอร์ในแป้งมะพร้าว สามารถช่วยให้ร่างกายอิ่มท้อง และไม่กระทบต่อระดับอินซูลิน เป็นผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเราคงที่ นอกจากนี้ไฟเบอร์ยังช่วยในการทำงานของหัวใจได้ เนื่องจากไฟเบอร์ช่วยลดปริมาณของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี หรือ LDL ในเลือดได้นั่นเอง

  1. ช่วยลดความอยากอาหาร

ประโยชน์ข้อนี้ต้องถูกใจหลายคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่แน่นอนค่ะ เพราะว่าไฟเบอร์ และ MCTs ในแป้งมะพร้าว มีส่วนช่วยให้เรามีความรู้สึกอยากอาหารลดลง ทำให้เราลดการรับประทานอาหารจุบจิบ และควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวันได้ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่าข้อดีของเจ้าแป้งมะพร้าวนั้นมีมากมาย ทำให้ ‘แป้งมะพร้าว’ ผ่านการคัดเลือกจากพวกเรา เพื่อเข้ามาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่มีคุณภาพใน ‘น้องหนมปัง’ ของเรา และพร้อมเสิร์ฟให้ทุก  ๆ คนที่รักสุขภาพ ได้ลิ้มรสกันแบบไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำหนักนั่นเองค่ะ : )

ที่มา :

https://www.healthline.com/nutrition/coconut-flour

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/28810029

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/27863994

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10574653

Say Hello! ‘โกโก้ไฟเบอร์’ กับคุณประโยชน์ที่หลายคนอาจมองข้าม!

‘โกโก้’ จากเมล็ดโกโก้สีน้ำตาลเข้ม ที่หลายคนมักจะสับสนกับ ‘ช็อกโกแลต’ นั้น ปัจจุบันถูกนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม และเป็นส่วนประกอบของของหวานต่าง ๆ มากมาย ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นที่มาพร้อมกับรสชาติขมปนหวานละมุน ทำให้โกโก้ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารมากมาย เรียกได้ว่าฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองเลยค่ะ

แน่นอนว่าเมื่อเจ้าโกโก้มีความฮิต และเป็นที่ต้องการมากขึ้น ทำให้ผงโกโก้เริ่มขาดตลาด รวมถึงมีราคาที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการที่พื้นที่ในการปลูกโกโก้นั้นมีน้อยลง เนื่องจากภาวะโลกร้อนในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุก ๆ ปี ดังนั้น เราจึงต้องสรรหาวัตถุดิบเพื่อมาใช้ทดแทนโกโก้ เพื่อตอบสนองความต้องการของกระเพาะของพวกเรา!

‘โกโก้ไฟเบอร์’  เป็นวัตถุดิบยอดฮิตที่ถูกนำมาใช้ทดแทนโกโก้ ซึ่งบอกได้เลยว่านอกจากจะให้กลิ่น และรสสัมผัสไม่ต่างจากผงโกโก้ปกติแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าแบบไม่น่าเชื่อ โดยผงโกโก้ที่เราเลือกสรร และนำมาใช้ จะถูกอบเพื่อฆ่าเชื้อ และบดเป็นผงละเอียด ทำให้เราได้ผงไฟเบอร์จากธรรมชาติ 100% และมั่นใจได้ว่า ‘ไม่ผ่านสารเคมีใด ๆ แน่นอน!’

  • โกโก้ไฟเบอร์ ช่วยให้อิ่มนานขึ้น และลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้!

โกโก้ไฟเบอร์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของเปลือกเมล็ดโก้โก้ ที่ให้สี รสชาติ และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของโกโก้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งยังอุดมไปด้วย ‘ไฟเบอร์’ ซึ่งเป็นชนิดที่ละลายน้ำได้ ทำให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น และทำให้มีความรู้สึกอยากอาหารลดลงนั่นเอง

นอกจากนี้ จากงานวิจัยหลายฉบับยังพบว่า ไฟเบอร์ชริดที่ละลายน้ำได้ สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ด้วยล่ะ

  • โกโก้ไฟเบอร์ ตัวช่วยเพิ่มความอร่อยให้ขนม

โกโก้ไฟเบอร์ สามารถนำมาปรับใช้ในการทำขนมอบประเภทต่าง ๆ ได้ โดยปริมาณโกโก้ไฟเบอร์ที่ใช้ จะขึ้นอยู่กับสี และปริมาณไฟเบอร์ที่เราต้องการในอาหารนั้น ๆ โดยการทดลองใช้โกโก้ไฟเบอร์แทนผงโกโก้ พบว่า อาหารที่ได้จะมีความเหนียว และข้นมากขึ้น เนื่องจากโกโก้ไฟเบอร์ มีปริมาณไฟเบอร์มากกว่าผงโกโก้ แต่อาหารที่ได้นั้นยังคงมีรสชาติ และกลิ่นที่เหมือนกับการใช้ผงโกโก้แบบเดิมเป๊ะ ๆ อย่างกับฝาแฝดเลยค่ะ

หากเรารับประทานขนม หรืออาหารที่ปราศจากแป้ง และน้ำตาล แถมยังมีปริมาณไฟเบอร์ที่จัดเต็มแล้วนั้น อาจทำให้เรารู้สึกผิดน้อยลงเวลาที่เรารับประทานขนมหวานนั่นเองค่ะ แต่อย่าลืมนะคะ ว่าต้องควบคุมปริมาณของขนม และแคลอรี่ให้เหมาะสม นอกจากนี้แล้วก็ต้องหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อร่างกายที่ฟิตเปรี๊ยะ และแข็งแรงของทุกคนค่ะ : )

ที่มา :

https://www.foodnavigator.com/Product-innovations/Soluble-Cocoa-Fibre

https://www.worldcocoafoundation.org/wp-content/uploads/files_mf/lecumberri2007.pdf

https://www.worldcocoafoundation.org/wp-content/uploads/files_mf/lecumberri2007.pdf

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0023643810002537

ส่องวัตถุดิบ ‘น้องหนมปัง’ ฮีโร่ของผู้ลดน้ำหนัก ที่ช่วยคลายเครียดได้ด้วย!

ถ้าพูดถึงอาหารเพื่อสุขภาพที่ทั้งอร่อย มีประโยชน์ และไม่ทำให้อ้วนแล้ว คงจะหนีไม่พ้น ‘น้องหนมปัง’  คีโตเฟรนลี่ขวัญใจผู้ลดน้ำหนัก และชาวรักสุขภาพทุกคนแน่นอน! ซึ่งวันนี้เราจะมาส่องวัตถุดิบของน้องหนมปังกันค่ะ ว่าทำไมน้องเขาถึงได้มีประโยชน์ล้นเหลือทั้งช่วยลดน้ำหนัก ช่วยคลายเครียด และยังมีความฮอตฮิตขนาดนี้!

ไฟเบอร์เน้น ๆ จากเมล็ดแฟลกซ์ เนื้อมะพร้าว และอัลมอนด์

อย่างที่ทราบกันดีว่าน้องหนมปังนั้นการันตีคุณภาพ และความสดใหม่ทุกชิ้น เพราะน้อง ๆ มีส่วนผสมที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี ทั้ง เมล็ดแฟลกซ์ เนื้อมะพร้าว และอัลมอนด์  ที่ทำให้น้องหนมปังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ปริมาณถึง 12 g./ชิ้นเลยทีเดียว

ซึ่งเจ้าไฟเบอร์ที่เรารู้จักนี้ มีประโยชน์ในการช่วยควบคุมน้ำหนัก ทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานขึ้น เนื่องจากไฟเบอร์จะดูดน้ำ และพองตัว ทำให้เมื่อรับประทานน้องหนมปังแล้ว เราจะรู้สึกอยู่ท้อง ไม่อยากรับประทานจุกจิกระหว่างมื้อ และไม่ทำให้เราเผลอรับประทานอาหารจนเกินปริมาณแคลอรี่ที่เหมาะสมอีกด้วยค่ะ

ส่วนในเรื่องของการคลายเครียดนั้น มีงานวิจัยพบว่า น้ำมันของเมล็ดแฟลกซ์ ช่วยให้ผู้ที่รับประทานเข้าไปนั้นมีความเครียดลดลงอีกด้วยค่ะ ว้าวสุด ๆ 

ต้านความเครียดด้วยไข่ไก่ อัลมอนด์ และมะพร้าว

รู้หรือไม่? ว่าวัตถุดิบสำคัญในการเนรมิตน้องหนมปังอย่างไข่ไก่ อัลมอนด์ และมะพร้าว สามารถช่วยลดความเครียดได้!

จากงานวิจัย พบว่า ‘ไข่ไก่’ โดยเฉพาะในไข่แดง มีสารเลซิตินที่มีความสัมพันธ์กับระบบประสาทของเรา เป็นตัวช่วยในการบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความเครียด ลดอาการตื่นเต้น ช่วยกระตุ้นสมอง และป้องกันโรคที่เกี่ยวกับสมอง รวมไปถึงช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นอาการที่หลายคนน่าจะประสบปัญหากันอยู่ได้ด้วยค่ะ

สำหรับเจ้า ‘อัลมอนด์’ และ ‘มะพร้าว’ นั้นอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ที่เป็นสารสำคัญในการช่วยต้านความเครียด ช่วยรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจนั้นเป็นปกติ ช่วยควบคุมความดันโลหิต และยังเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการส่งสัญญาณประสาทในร่างกายของเราด้วย แน่นอนว่า ถ้าประสาทดี ระบบสมองก็จะทำงานดี และทำให้เราไม่เครียดนั่นเองค่ะ

เพิ่มฮอร์โมนความสุขด้วย ‘กรดทริปโตเฟน’ ในไข่และธัญพืช

ไข่ และธัญพืชที่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบของน้องหนมปัง อุดมไปด้วย ‘กรดทริปโตเฟน’ ที่เป็นพระเอกของเรื่อง เพราะเป็นสารที่จำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมนความสุข อย่าง ‘เซโรโทนิน’ ในร่างกายของเรา ที่เมื่อหลั่งออกมาแล้ว จะมีหน้าที่ช่วยควบคุมความรู้สึกเจ็บปวด ความหิว ความอิ่ม ความอยากอาหาร การนอนหลับ อารมณ์ทางเพศ และที่สำคัญเลยก็คือ ‘ความรู้สึกสงบ’ ของเรา ที่จะทำให้เราไม่เครียด และรู้สึกมีความสุขแบบฟิน ๆ 

เห็นไหมล่ะคะ ว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไป สามารถส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราได้โดยตรงเลย แต่เพื่อให้ร่างกายของเราสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งขึ้น เราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลากหลาย ร่วมกับการออกกำลังกายไปด้วยนะคะ เพื่อหุ่นที่เฟิร์ม สุขภาพที่ดี และอารมณ์ที่จอยค่ะ  🙂

ที่มา

https://www.selfgrowth.com/articles/Relieve_Stress_Naturally_And_Improve_Health_With_Flaxseed_Oil.html

https://www.healthline.com/nutrition/foods-loaded-with-potassium

https://www.matichonacademy.com/content/health/article_14892

https://www.thaihealth.or.th/Content/42006-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94.html

https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/diabetes/admin/knowledges_files/6_44_1.pdf

https://www.honestdocs.co/serotonin-substances-affect-emotions

ประโยชน์สุดลึกล้ำของ ‘ผักผลไม้’ ทั้ง 5 เฉดสี

ผัก และผลไม้ นับว่าเป็นอาหารที่ทั้งมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทั้งยังมีสีสันสดใสน่ารับประทาน ซึ่งหลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินคำแนะนำที่ว่า ‘ควรรับประทานผักผลไม้ให้ครบ 5 สี’ กันอยู่บ่อยครั้งใช่ไหมล่ะ? แน่นอนว่า ด้วยเมนูอาหารที่ไม่ได้หลากหลายมากพอในแต่ละวัน อาจทำให้เรารับประทานผักผลไม้ได้ไม่ครบทั้งหมดทุกประเภท

สีสันสดใส มีประโยชน์อะไรแฝงอยู่?

การที่ผลไม้มีสีสันทั้ง 5 สีนั้น เป็นผลมาจาก ‘สาร’ ต่างชนิดกัน ที่ช่วยป้องกันร่างกายของเราจากอันตรายต่าง ๆ ทั้งจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ซึ่งสีสีสดเหล่านี้ ก็ทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • สีแดง : เกิดจากสาร Lycopene (ไลโคปีน) ที่มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยบำรุงผิวให้ดูเปล่งปลั่ง รวมไปถึงช่วยลดการเกิดสิว ซึ่งผักผลไม้ที่มีสีแดงนั้น ได้แก่ มะเขือเทศ, หอมแดง, แอปเปิลสีแดง, สตรอว์เบอร์รี, เชอร์รี, ส้มโอสีชมพู, ทับทิม, องุ่นแดง และแตงโม 
  • สีเขียว : เกิดจากสาร Carotenoids (แคโรทีนอยด์) และวิตามินอื่น ๆ มากมาย ที่มีประโยชน์ในการช่วยต้านโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่ม ช่วยต่อต้านริ้วรอย ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย  โดยผักผลไม้ที่มีสีเขียวนั้น ได้แก่ กะหล่ำปลีสีเขียว,คะน้า, อะโวคาโด, แตงกวา, ผักโขม, ถั่วลันเตา, แอปเปิลสีเขียว และองุ่นเขียว 
  • สีส้ม : เกิดจากสาร Beta-Carotene (เบตาแคโรทีน) มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อม และช่วยลดไขมันในเลือด โดยผักผลไม้สีส้ม ได้แก่ แครอต, ฟักทอง, ข้าวโพด, มันฝรั่งหวาน, พริกสีเหลือง, ส้ม, เสาวรส, มะม่วง, แคนตาลูป และมะละกอ
  • สีม่วง : เกิดจากสาร Anthocyanins (แอนโทไซยานิน) สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางาม และช่วยป้องกันมะเร็ง ซึ่งผักผลไม้สีม่วง ได้แก่ มะเขือม่วง, กะหล่ำปลีสีม่วง, มันสีม่วง, เผือก และ ข้าวนิล
  • สีขาว : เกิดจากสาร Flavonoid (ฟลาโวนอยด์) ที่มีประโยชน์ในการช่วยลดการอักเสบ รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการปวดข้อเข่า ซึ่งเหมาะมาก ๆ กับผู้สูงอายุ ซึ่งตัวอย่างผักผลไม้ที่มีเนื้อสีขาว ได้แก่ ฝรั่ง, แอปเปิล, กล้วย, เงาะ, ลางสาด, ลองกอง, ลิ้นจี่ และ พุทรา เป็นต้น 

พฤติกรรมการรับประทานผัก และผลไม้ของคนไทย  

จากผลสำรวจคนไทยในปี 2562 พบว่า คนที่มีการศึกษาตั้งแต่มัธยม ที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไป และเป็นคนโสดนั้น มีโอกาสรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอเพิ่มขึ้นถึง 1.4 เท่า 

โดยในผู้ชาย จะรับประทานผักน้อยลง 1.32 เท่า นอกจากนี้ผู้ประกอบอาชีพ ‘พนักงานบริษัท’ ส่วนใหญ่ มีโอกาสรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ เพิ่มขึ้นถึง 2.52  เท่าเลยทีเดียว 

ผักผลไม้ตามฤดูกาลของไทย  ครบถ้วน 5 สี ปราศจากสารพิษตกค้าง

การรับประทานผักผลไม้ให้ครบทั้ง  5 สี อาจจะฟังดูเหมือนยาก แต่ถ้าเรามีวินัย และความตั้งใจแล้วก็ทำได้แน่นอนค่ะ เพราะเมืองไทยของเรานั้นมีตัวเลือกของผักผลไม้ให้เลือกสรรมากมายทุกฤดูกาล ยิ่งถ้าเป็นผักผลไม้ตามฤดูกาลยิ่งมีราคาถูก ทั้งยังลดความเสี่ยงเรื่องสารเคมีตกค้างได้ด้วย และด้านล่างนี้ คือรูปภาพของตัวอย่างผักผลไม้ตามฤดูกาลของไทย  ที่ทุกคนสามารถหารับประทานกันได้ไม่ยากค่ะ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำให้บริโภคผัก และผลไม้วันละ 400 g. โดยควรรับประทานให้มีความหลากหลายในแต่ละวัน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด 

ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่ประกอบไปด้วยผักผลไม้หลากสี จะช่วยเสริมสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุให้กับร่างกายของเราได้ อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่หอมนุ่มละมุนลิ้นชิ้นนี้ แม้จะไม่มีผัก แต่ก็มีส่วนผสมของผลไม้อยู่ โดยมีส่วนประกอบของผลไม้สีขาวอย่าง ‘เนื้อมะพร้าวออร์แกนิก’ ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาระดับน้ำตาล และลดไขมันในเลือด 

นอกจากนี้ น้องหนมปังยังมีธัญพืชอย่าง ‘อัลมอนด์’ ที่มีสาร Flavonoid (ฟลาโวนอยด์) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดเดียวกับในผลไม้สีขาว และ ‘เมล็ดแฟลกซ์’ ที่มีไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นอย่าง Lignans (ลิกแนน) มากกว่าในอาหารอื่น ๆ ถึง 800 เท่า

สุดท้ายนี้ อย่าลืมเลือกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงออกกำลังกายร่วมด้วยในทุก ๆ วัน เพื่อร่างกายที่แข็งแรงของทุกคนกันนะคะ 🙂

ที่มา :

https://www.thairath.co.th/lifestyle/woman/beauty/1310334

https://www.ars.usda.gov/plains-area/gfnd/gfhnrc/docs/news-2013/dark-green-leafy-vegetables/

https://www.thaihealth.or.th/Content/51207-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%20%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81.html

https://www.medicalnewstoday.com/articles/263405#benefits-

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/23224443

‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ ขนมปังขวัญใจชาวรักสุขภาพ ช่วยอิ่มท้อง กระตุ้นการขับถ่ายจริงหรือไม่!?

การเลือกรับประทานอาหาร เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้รักสุขภาพ เพราะร่างกายต้องใช้อาหารเป็นพลังงานในการดำรงชีวิต และหากเราสามารถเลือกสรรอาหารที่มีประโยชน์ ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้แบบสบาย ๆ 

‘ระบบขับถ่าย’ เป็นอีกระบบหนึ่งของร่างกาย ที่ช่วยให้ร่างกายได้กำจัด และขับถ่ายของเสียในร่างกายออกไป ซึ่งตัวช่วยที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดีนั้นก็มีอยู่หลายชนิด แต่ที่ทุกคนคุ้นหูกันมากที่สุดก็คือ ‘ไฟเบอร์’  โดยกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ได้กำหนดว่าร่างกายของเราควรได้รับไฟเบอร์ในปริมาณอย่างน้อย 25 g./วัน 

เจ้าไฟเบอร์นี้ก็จะทำหน้าที่ในการกระตุ้นการขับถ่าย ช่วยขับเคลื่อนอาหารที่อยู่ในลำไส้ ให้ถูกขับออกไปได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ไฟเบอร์ยังช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้นาน เพราะเจ้าไฟเบอร์พวกนี้จะดูดน้ำ และพองตัว ทำให้เรารู้สึกอิ่ม ทำให้ช่วยลดการอยากรับประทานอาหารจุกจิกระหว่างมื้อ ลดความเสี่ยงในการได้รับแคลอรี่ที่เกินจากที่ควรได้รับในแต่ละวันได้เลย

สำหรับขนมปังที่เป็นคีโตเฟรนลี่อย่าง ‘น้องหนมปัง’ และ ‘น้องเลิฟ’ ก็มีไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อย โดยน้องหนมปัง มีปริมาณไฟเบอร์ 12 g./ชิ้น และน้องเลิฟ มีปริมาณไฟเบอร์ 18 g./ชิ้น  โดยน้อง ๆ ทั้งสองมีส่วนผสมจากวัตถุดิบธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ ดังนี้

น้องหนมปัง อุดมไปด้วยไฟเบอร์จาก เมล็ดแฟลกซ์, เนื้อมะพร้าว และอัลมอนต์

น้องเลิฟ อุดมไปด้วยไฟเบอร์จาก เมล็ดแฟลกซ์, เนื้อมะพร้าว และโอ๊ตไฟเบอร์

บอกได้เลยว่าวัตถุดิบในน้องหนมปัง และน้องเลิฟ มีคุณภาพและการันตีความสดใหม่ มีประโยชน์ อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ แคลอรี่ต่ำ แถมยังชิ้นใหญ่พอดี สามารถนำมาตัดแบ่งรับประทานได้มากกว่า 1 มื้อ รับประกันความอร่อย และความเฟรนลี่ต่อผู้รักสุขภาพทุกคนเลยค่ะ

: )

ที่มา :

https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/diabetes/admin/knowledges_files/6_44_1.pdf

รู้ลึกเรื่อง ‘ไฟเบอร์’ ตัวช่วยขับถ่ายที่ชาวรักสุขภาพต้องหลงรัก

‘ไฟเบอร์’ หรือเส้นใยอาหาร ในฐานะตัวช่วยเรื่องการขับถ่ายอย่างแน่นอน จริง ๆ แล้วไฟเบอร์เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง

Continue reading

ในวันที่คาร์โบไฮเดรตหายไปจากร่างกาย 

ทำความรู้จัก คาร์บ . . 

คาร์โบไฮเดรต หรือ คาร์บ นั้น ถือส่วนหนึ่งของสารอาหารหลักที่ร่างกายของคนเรานั้นต้องการ เนื่องจากเป็น 1 ใน 3 ของสารอาหารที่สามารถให้พลังงานแก่ร่างกายของเราได้ โดยคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมนั้นจะให้พลังงานได้ 4 กิโลแคลอรี่ ส่วนเพื่อนร่วมกลุ่มอย่างโปรตีน 1 กรัม จะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี และไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี และ คาร์โบไฮเดรต จะสามารถแยกย่อยออกมาได้อีก 3 ประเภท คือ น้ำตาล แป้ง และไฟเบอร์ 

น้ำตาล โดยปกติแล้วน้ำตาลจะสามารถมาได้จากทั้งทางธรรมชาติ อาทิ น้ำผึ้ง น้ำตาลแลคโตสในนม น้ำตาลฟรุกโตสในผักผลไม้ และนอกเหนือจากนั้นคือมาจากกระบวนการผลิต/ปรุงอาหาร จะเรียกว่าน้ำตาลอิสระ (Free sugar) ซึ่งน้ำตาลชนิดนี้ไม่ควรรับประทานมากกว่า 25 กรัม/วัน 

แต่จากสถิติที่น่าสนใจในไทยพบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นในช่วงเวลา 10 ปี จากปี พ.ศ.2544 พบการบริโภคน้ำตาลที่ 19.9 ช้อนชา/วัน หรือประมาณ 80 กรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 25 ช้อนชา/วัน หรือประมาณ 100 กรัม ในปี พ.ศ.2554 

แป้ง มักพบได้อย่างหลากหลายและทั่วไปในอาหารที่มาจากพืช และอาหารประเภทแป้ง อาทิ ขนมปัง ข้าว มันฝรั่ง รวมไปถึง อาหารอย่างข้าวโอ๊ต คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

ไฟเบอร์  มาจากผนังเซลล์ในพืช แต่เนื่องจากร่างกายคนเราไม่สามารถดูดซึมไฟเบอร์ได้ ไฟเบอร์ จึงกลายมาเป็นตัวช่วยร่างกายในการขับของเสีย 

เมื่อคาร์บให้พลังงานและมีอยู่ในอาหารหลากหลาย. . จะขาดไปได้ไหม ?

เชื่อว่าผู้ควบคุมน้ำหนักหลาย ๆ ท่านคงจะทราบดีว่าคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาลมีผลเกี่ยวข้องกับน้ำหนักของคนเราโดยตรง ซึ่งการทานอาหารที่มีน้ำตาลอยู่มากทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน ความดัน เบาหวาน หรือโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารนั้นมากขึ้น ดังนั้นแล้วหนึ่งในทางออกอาจเป็นการเลี่ยงคาร์บ ซึ่งจากที่กล่าวไปในช่วงต้นว่าสารอาหารที่สามารถให้พลังงานคนเรานั้นไม่ได้มีเพียงแต่คาร์บเท่านั้น ยังมีโปรตีนและไขมันที่สามารถให้พลังงานต่อร่างกายของเราได้เทียบเท่าหรือมากกว่า 

การหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตในทางเทคนิกจึงสามารถทำได้อย่างแน่นอน เพราะเมื่อร่างกายขาดแคลนกลูโคสจากคาร์บ ร่างกายจะเริ่มนำพลังงานที่เก็บสะสมไว้อย่างไขมันออกมาใช้ผ่านกระบวนการ ‘คีโตสิส’ โดยสามารถทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ ลดการเกิดความเสี่ยงโรคได้ แต่กระบวนการนี้ก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงอย่างอาการปวดหัว และอาการอื่น ๆ ได้ จึงเป็นเรื่องปกติที่หากจะตัดคาร์บออกจากร่างกายจะต้องทำการศึกษาวิธีการเพื่อการควบคุมน้ำหนักอย่างเห็นผลและถูกต้อง

วิธีการจำกัดหรือเลี่ยงคาร์บนั้น จึงสามารถเริ่มต้นได้อย่างง่ายจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างการปรับเปลี่ยนขนมเป็นผลไม้ การเปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เปลี่ยนจากขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีต เปลี่ยนจากขนมกรุบกรอบเป็นถั่วหรือผลไม้ต่าง ๆ อย่างแอปเปิ้ล แครอทหรือกล้วย รวมไปถึงการเพิ่มเวลาในออกกำลังกาย 

โดยการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยพวกนี้อาจจะดูเหมือนว่ายังเล็กน้อยเกินไปที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แต่เมื่อร่างกายและตารางเวลาของเราปรับเปลี่ยนไปแล้วนั้น การเพิ่มหรือลดอะไรบางอย่างนั้นก็จะยิ่งง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการปรับปลี่ยนไลฟ์สไตล์นั้นต้องยึดจากอะไรก็ตามที่สามารถทำได้โดยที่ไม่ฝืนตัวเองมากจนเกินไป สุดท้ายแล้วคำตอบของคำถาม เมื่อคาร์บหายไปจากร่างกาย สิ่งที่จะเกิดตามมา คือ การควบคุมน้ำหนักได้มากยิ่งขึ้นซึ่งพลังงานของร่างกายนั้นก็สามารถหาได้ในโปรตีนและไขมันทดแทน

ขอบคุณแหล่งอ้างอิง : https://www.nhs.uk/live-well/healthy-weight/why-we-need-to-eat-carbs/

http://food.fda.moph.go.th/data/document/2558/CS_sugar.pdf