ปราบเชื้อไข้หวัดใหญ่ให้อยู่หมัด ด้วยการรับประทานอาหารแบบ ‘คีโตเจนิก’

การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก (Ketogenic Diet) หรือการรับประทานคีโตที่หลายคนรู้จักกันดี เป็นการรับประทานอาหารที่เน้นการลดคาร์โบไฮเดรต แต่เพิ่มปริมาณไขมัน และโปรตีนเพื่อให้เป็นพลังงานให้กับร่างกายแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้น้ำหนักลดลงแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกหลายด้านอีกด้วย

การรับประทานอาหารแบบคีโต กับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย 

อีกหนึ่งประโยชน์ที่น่าสนใจของการรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก คือ ‘ความสามารถในการช่วยกำจัดเชื้อไข้หวัดใหญ่’ ซึ่งจากการศึกษา โดยใช้หนูเป็นตัวทดลอง พบว่า การรับประทานอาหารแบบคีโตนั้นไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้

งานนี้วิจัยนี้เป็นของ ‘Ryan Molony’ นักวิจัยจาก Iwasaki’s lab โดยจากการวิจัยพบว่า การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชื่อ ‘อินฟลามาโซม’ (Inflammasomes) ซึ่งเป็นสารประกอบโปรตีนขนาดใหญ่ และทำให้เกิดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เป็นอันตราย

ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองของ ‘Emily Goldberg’ นักวิจัยจาก Dixit’s lab ที่พบว่า การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก สามารถช่วยป้องกันการต่อตัวของอินฟลามาโซม ดังนั้น เมื่อเรารับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ก็จะสามารถลดการกระตุ้นอินฟลามาโซม และลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันนี้

การรับประทานอาหารแบบคีโต กับโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

การทดลองต่อมา พบว่า หนูที่ได้รับอาหารแบบคีโตเจนิก มีโอกาสรอดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มากกว่าหนูที่ได้รับอาหารแบบปกติ เนื่องจากเมื่อได้รับอาหารแบบคีโตเจนิก ร่างกายจะกระตุ้นการทำงานของ ‘gamma delta T cells’ หรือเซลล์ชนิดหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันนั่นเอง

สำหรับในมนุษย์อย่างเรา ปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์จะเริ่มทำงานเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมมากระตุ้น แต่จากการศึกษาพบว่า การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีก รวมไปถึงผักหลากชนิด จะทำให้ T cells บางส่วนในปอดที่ไม่ได้ทำงาน ถูกกระตุ้นให้เริ่มทำงานได้อย่างอัตโนมัติ

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเริ่มตอบสนองต่อเชื้อไข้หวัด ก็จะเริ่มผลิตเสมหะ และน้ำมูกเพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยในการจับไวรัส และขับออกไป เพื่อไม่ให้เชื้อลงไปที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

ดังนั้น หากใครที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี และสามารถทำได้ไม่ยาก แต่ต้องไม่ลืมที่จะเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ครบถ้วนควบคู่ไปด้วย 

อย่างการเลือก ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ที่อุดมไปด้วยสารพัดประโยชน์จากวิตามิน และแร่ธาตุ แถมยังมีโปรตีนสูง และไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาลชิ้นนี้ ก็เป็นหนึ่งในอาหารที่มีสารพัดประโยชน์ครบถ้วน เหมาะกับชาวรักสุขภาพ และชาวคีโตแบบสุด ๆ 

ที่มา : https://www.sciencedaily.com/releases/2019/11/191115190327.htm?fbclid=IwAR08c4da8JkGl9DIRZO9sgIKtfb6eptsYSYma1NBNwOQPVnbtrLw60l8f_I

https://immunology.sciencemag.org/content/4/41/eaav2026

http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/60452

‘เนย Grass-fed’ ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากวัวกินหญ้า

ผลิตภัณฑ์จากนม ที่ถูกขนานนามว่า ‘เนย’ เป็นวัตถุดิบยอดฮิตในการนำมาประกอบอาหารทั้งคาว และหวาน ซึ่งเนยนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด มีเสน่ห์ และความเหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภทต่างกันออกไป 

การแบ่งประเภทของเนย หากแบ่งตามอาหารที่วัวกินแล้ว จะสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ เนยจากวัวที่กินหญ้า และเนยจากวัวที่กินเมล็ดพืช ที่พวกเรากำลังจะเปิดตำราพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเนยประเภทนี้กันในอีกไม่กี่อึดใจ

รู้ลึกเรื่อง ‘กรดไขมัน’ และการผลิตเนย

เมื่อเรานำน้ำนมจากวัวไม่ว่าจะเป็นวัวที่กินหญ้า หรือวัวที่กินเมล็ดพืชก็ตาม เราจำเป็นจะต้องคัดเลือกน้ำนมที่มีปริมาณไขมันมากกว่า 80% ขึ้นไปเท่านั้น จึงจะเรียกว่า ‘เนยแท้’ นอกจากนี้ยังต้องคัดเลือกน้ำนมที่มีกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ⅔ ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมดอีกด้วย

กรดไขมันส่วนน้อยที่มีปริมาณ ⅓ ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมด จะประกอบไปด้วย กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated) ,กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated) และกรดไขมันอื่น ๆ อีก 400 ชนิด รวมไปถึงยุงอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มที่ละลายในไขมันอีกมากมาย

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ‘ไขมันอิ่มตัว’ นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่จริง ๆ แล้ว ข้อดีของไขมันอิ่มตัว คือ โมเลกุลมีความเสถียร และทนต่อความร้อนมาก เมื่อถูกความร้อนก็จะไม่กลายสภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเนยจึงเหมาะกับการทำอาหารความร้อนสูง ประเภท อบ และทอดมากกว่านั่นเอง

หากนำเนยมาเปรียบเทียบกับน้ำมัน จะพบว่า ในน้ำมันนั้นประกอบไปด้วย ‘ไขมันไม่อิ่มตัว’ ซึ่งมีโมเลกุลที่ไม่สามารถคงสภาพได้เมื่อถูกความร้อนสูง และอาจเป็นโทษให้แก่ร่างกายได้ แม้จะใช้น้ำมันจำพวกน้ำมันมะกอก ก็ยังไม่ควรนำมาทำอาหารที่ใช้ความร้อนสูงอยู่ดี 

จุดเด่นของ ‘เนย Grass-fed’

ราคา :  เนยแท้ที่ทำมาจากวัวกินหญ้าจะมีราคาสูงกว่าเนยทั่วไป เพราะด้วยต้นทุนของค่าอาหารที่สูงขึ้น ซึ่งอาหารที่วัวได้รับจะส่งผลต่อสารอาหาร รสชาติ และกลิ่นของเนย ทำให้เนยมีเอกลักษณ์ และคุณภาพต่างกันออกไป

กรดไขมัน : กรดไขมันในเนยนั้นมีหลายชนิด แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ ‘กรดไขมัน CLA’ (Conjugated Linoleic Acid) เพราะกรดไขมันตัวนี้สามารถลดปริมาณไขมันในร่างกายได้ ซึ่งจากงานวิจัยก็พบว่า ในเนย Grass-fed นั้นมีปริมาณของกรดไขมัน CLA มากกว่าเนยปกติถึง 5 เท่า

แม้ว่าเนย Grass-fed จะมีสารอาหารที่มากกว่าเนยปกติ แต่การรับประทานเนยในปริมาณมาณที่มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เนื่องจากเนยนั้นอุดมไปด้วยไขมัน และยังให้พลังงานสูงถึง 9 Kcal ต่อปริมาณเนย 1 กรัม อีกด้วย

และแน่นอนว่า ‘น้องหนมปัง’ ขนมปังเพื่อชาวรักสุขภาพ คุณภาพคับห่อจาก Dancing with a Baker ของเรา ก็เลือกใช้ ‘เนย Grass-fed Legall’ เนยคุณภาพจากแคว้นบริททาเนีย ประเทศฝรั่งเศส ที่มีรสสัมผัส และรสชาติโดดเด่น เพราะทำมาจากวัวสุขภาพที่กินหญ้าตลอดทั้งปี และผ่านกรรมวิธีการพิเศษที่พิเศษไม่เหมือนใคร เพื่อให้ได้น้องหนมปังที่สมบูรณ์ และคุณภาพดีที่สุดมาส่งต่อให้กับชาวรักสุขภาพทุกคน

อย่างไรก็ตาม การควบคุมชนิด และปริมาณของอาหาร จำเป็นต้องรู้ปริมาณพลังงานที่แต่ละคนจำเป็นจะต้องได้รับในแต่ละวัน และความต้องการสารอาหารของร่างกายให้ลึกซึ้งเสียก่อน เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด และมีสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืนนั่นเอง  🙂

ที่มา :

https://www.healthline.com/nutrition/is-butter-bad-for-you#what-it-is

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2596709/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22452730

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0002822304004316

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10531600/

ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘การลดน้ำหนัก’ และ ‘โปรตีน’

เรื่องราวที่น่ายินดีและปลื้มปีติที่สุดของผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก คงจะเป็นสิ่งใดไปไม่ได้นอกจาก ‘ตัวเลขบนเครื่องชั่งที่ลดลง’ เพราะนั่นอาจจะทำให้หลายคนรู้สึกว่าได้ทำสำเร็จมาอีกหนึ่งขั้นแล้ว! แต่บางทีเราอาจจะลืมไปว่า เจ้าตัวเลขบนเครื่องชั่งที่ลดลงนั้นเป็นไขมัน หรือกล้ามเนื้อที่เราสูญเสียไปกันแน่นะ?

จริง ๆ แล้วเราทุกคนต้องการลดน้ำหนักเพื่อให้ตนเองมีรูปร่าง และสุขภาพที่ดี ซึ่งการจะมีรูปร่างที่ดีนั้น ก็ต้องเริ่มจากการกำจัด ‘ไขมันส่วนเกิน’ ออกไปให้ไกลจากเราเสียก่อน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดีก็คือ ‘กล้ามเนื้อ’ นั่นเอง

‘กล้ามเนื้อ’ สำคัญไฉน?

กล้ามเนื้อ เป็นส่วนที่ช่วยให้ร่างกายของเราเผาผลาญพลังงานได้ดียิ่งขึ้น หากร่างกายของเรามีปริมาณกล้ามเนื้อมาก ก็จะมี ‘Metabolic Rate’ หรือ อัตราการเผาผลาญในร่างกายสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น หากน้ำหนักที่ลดลงของเรา เป็นน้ำหนักของกล้ามเนื้อ Metabolic Rate ของเราก็จะต่ำลงตาม ทำให้เผาผลาญพลังงานได้น้อยลง

การลดลง หรือการสูญเสียกล้ามเนื้อมีสาเหตุที่หลากหลาย ซึ่งหลัก ๆ จะอยู่ที่การได้รับพลังงานที่ไม่มากพอ และการรับประทานโปรตีนที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากโปรตีนนั้นเป็นอาหารเพียงชนิดเดียวที่มีกลุ่มอะมิโนจำเป็น ในการสร้างฮอร์โมน กรดเอนไซม์ และเป็นส่วนสำคัญในการผลิตส่วนประกอบของเซลล์ต่าง ๆ 

เมื่อการลดน้ำหนักที่ผิด อาจทำให้กล้ามเนื้อหายไป

หากเรารับประทานอาหารเป็นปกติ ก็จะได้รับพลังงานจากโปรตีนอย่างน้อย 10% ของพลังงานทั้งหมด แต่เนื่องด้วยโปรตีนนั้นมีอยู่หลายชนิด และทำหน้าที่ต่างกันออกไป เราจึงควรรับประทานโปรตีนจากหลาย ๆ แหล่งที่มา ทั้งจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ และพืชด้วย เพื่อให้ได้รับสารอาหาร และโปรตีนที่ครบถ้วนหลากหลาย

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราเข้าสู่ช่วงลดน้ำหนัก ก็จะพยายามรับประทานอาหารให้น้อยลง เพราะคิดว่านั่นจะทำให้น้ำหนักลดลงได้รวดเร็ว ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความคิดที่ผิด เพราะหากเรารับประทานอาหารน้อยลง และไม่หลากหลาย จำทำให้ร่างกายขาดสารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ รวมถึง ‘โปรตีน’ ด้วย ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควบคุมปริมาณอาหารให้ไม่เกินความต้องการของร่างกาย จึงเป็นเรื่องที่ดีกว่า

สัญญาณของการ ‘ขาดโปรตีน’

อาการขาดโปรตีนเป็นอาการที่พบได้กับคนทั่วไป และนักกีฬาที่ต้องการใช้โปรตีนมากกว่าปกติ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะไม่ได้มีความร้ายแรงมากนัก 

ร่างกายของเราสามารถแสดงอาการที่บ่งบอกถึงการขาดโปรตีนได้ เช่น อาการอ่อนแรง, หิวบ่อยครั้ง, แผลหายช้า, ป่วยง่าย หรือหายจากอาการป่วยช้า, มือและเท้าบวม, อารมณ์แปรปรวน รวมไปถึงมีปัญหาเกี่ยวกับเส้นผม เล็บ และผิวหนัง

อย่างไรก็ตาม การรับประทานโปรตีนมากเกินไป อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ในช่วงแรก เพราะพลังงานส่วนเกินจะถูกจัดเก็บไว้ในรูปของ ‘ไขมัน’ ทั้งยังอาจส่งผลต่อระบบขับถ่าย และเกิดปัญหาเกี่ยวกับไตได้ เนื่องจากไตนั้นจะทำหน้าที่ในการกำจัดไนโตรเจน ที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน หากเรารับประทานโปรตีนมากไป ไตก็จะทำงานหนักขึ้น

นอกจากนี้ การรับประทานโปรตีนจำพวกเนื้อแดง และอาหารแปรรูปในปริมาณมาก จะทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งมากขึ้น เพราะโปรตีนเหล่านั้น ไม่ได้มีความสะอาด และมีคุณภาพเท่าโปรตีนทั่วไปจากธรรมชาติ

จะเห็นได้ว่า การรับประทานโปรตีนมีทั้งข้อดี และข้อเสีย แต่หลัก ๆ แล้วอยู่ที่ ‘การเลือกสรร’ และ ‘การควบคุม’ ของตัวเราเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นควรจะรับประทานโปรตีนให้อยู่ในปริมาณที่พอดี เลือกโปรตีนที่มีคุณภาพ และหลากหลาย รวมถึงรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมู่ และไม่ลืมที่จะออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น

อย่าง ‘น้องหนมปัง’ ขนมปังคีโตเฟรนลี่ ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล แถมยังโปรตีนสูงชิ้นนี้ ก็เป็นตัวช่วยในการเติมโปรตีนให้กับร่างกายได้อย่างดี แถมยังทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นาน และไม่ทำให้น้ำหนักขึ้นอีกด้วย รับรองว่าชาวรักสุขภาพต้องตกหลุมรักแน่นอน 🙂

ที่มา : 

https://www.webmd.com/diet/ss/slideshow-not-enough-protein-signs

https://www.healthline.com/nutrition/protein-deficiency-symptoms

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/25123207

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/25376888

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20882714

https://www.healthline.com/health/too-much-protein

หิวมากขึ้น! เมื่อทานจุบจิบระหว่างวัน

ขนม หรืออาหารแปรรูปส่วนใหญ่นั้นให้พลังงานสูง อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และน้ำตาบจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

Continue reading

ปรุงรสหวานฉ่ำแต่ไม่อ้วน ด้วย ‘น้ำตาลอิริทริทอล’

‘อิริทริทอล’ (Erythritol) คือ น้ำตาลแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง สังเกตง่าย ๆ จากชื่อที่ลงท้ายด้วย ‘ทอล’ เหมือนกับไซลิทอล

Continue reading

เจาะลึกเรื่อง MCTs ไขมันสารพัดประโยชน์

เรื่องราวของไขมัน มีความลึกซึ้งและน่าทึ่งกว่าที่คิด เพราะส่วนใหญ่แล้ว หลายคนมักจะคิดว่าไขมันก็คือไขมัน เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกาย แต่ทำให้อ้วนเมื่อรับประทานมากเกินไป ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไขมันมีอยู่หลายประเภท และถ้าหากเลือกรับประทานได้ถูกต้อง เราก็จะได้รับประโยชน์จากเจ้าไขมันแบบเหลือล้นเลยทีเดียว

MCTs ไขมันสารพัดประโยชน์

ไขมันสายโมเลกุลปานกลาง อย่าง MCTs (Medium Chain Triglycerides) เป็นไขมันอีกประเภท ที่สามารถย่อยได้ง่าย ให้พลังงานเพียง 8.3 Kcal/g. และช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะเจ้า MCTs จะช่วยในการหลั่งฮอร์โมนเลปตินที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณจากเซลล์ไขมันไปยังสมอง เพื่อลดความอยากอาหาร และเปปไทด์ YY ที่จะหลั่งออกมาเมื่อร่างกายได้รับไขมัน มีฤทธิ์ในการลดความอยากอาหารของร่างกาย ซึ่งจะทำให้เรารับประทานได้น้อยลง

นอกจากนี้ MCTs ยังมีประโยชน์สำหรับนักกีฬาอีกด้วย เพราะจากงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ได้รับ MCTs ก่อนการออกกำลังกาย จะลดการก่อตัวของกรดแล็กเตต ที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย เป็นผลให้เราสามารถออกกำลังกายได้ง่ายและยาวนานขึ้น

อีกหนึ่งงานวิจัยที่น่าสนใจได้กล่าวว่า MCTs ช่วยควบคุมอาการของโรคอัลไซเมอร์ เพราะหลังจากการรับประทาน MCTs ไปแล้ว จะทำให้การรับรู้ของสมองนั้นดีขึ้นได้

เจาะลึกไปถึงโมเลกุลของ MCTs 

จากชื่อเต็มของ MCTs หลายคนอาจจะคุ้นหูกับชื่อ ‘Triglycerides’ เพราะไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันที่อยู่ในรูปตัว E ซึ่งประกอบไปด้วยกรดไขมัน (Fatty acids) 3 โมเลกุล รวมตัวกับ Glycerol 1 โมเลกุล ดังที่เห็นได้จากในรูปด้านล่างนั่นเอง

เมื่อสังเกตจากรูปตัวอย่างแล้ว ที่เราต้องทำความรู้จักจักเพิ่มคือ Medium chain หมายถึง ความยาวของแกนกลาง หรือ Carbon จะเห็นได้จากในรูปว่า Carbon คือ วงกลมสีแดงที่เรียงกันอยู่เป็นแกนกลางนั่นเอง โดยเราจะสังเกตได้ว่าน้ำตาล MCTs จะมีกรดไขมันที่มีความยาวของ Carbon ตั้งแต่ 6-12  ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะเป็นจำนวนเลขคู่ และจำนวน Carbon ก็ส่งผลต่อความแตกต่างของกรดไขมันนั้น ๆ ด้วยนะ

ความแตกต่างของจำนวน Carbon

C6 : มีรสชาติและกลิ่นที่แปลก หากว่าสกัดออกมาได้ไม่หมด น้ำมัน MCTs ก็จะมีรสชาติที่ต่างออกไป 

C8 : เป็น MCTs ที่ถูกใช้โดยสมองได้เร็วที่สุด และช่วยต่อต้านการติดเชื้อโดยเฉพาะกับอวัยวะภายในได้อีกด้วย

C10 : มีลักษณะคลายคลึงกันกับ C8 แต่จำเป็นต้องใช้เวลา ในการเปลี่ยนเป็นพลังงานนานกว่า

C12  : ช่วยลดน้ำหนักได้ เนื่องจากให้พลังงานน้อยกว่าไขมันหลาย ๆ ชนิด เหมาะแก่การทำอาหารประเภทผัด

อย่างไรก็ตาม ควรจะต้องศึกษาเรื่องของผลดีและผลเสียของ MCTs เพิ่มเติม ซึ่งสามารถปักหมุด และคอยติดตามกันได้เลยค่ะ เพราะพวกเราจะอาสารวบรวมข้อมูลมาบอกเล่าให้ทุกคนฟังกัน เพื่อความปลอดภัยและความเหมาะสมในการนำไปใช้ของทุกคนค่ะ 🙂 

ที่มา : 

https://studyrocket.co.uk/revision/a-level-biology-a-ocr/foundations-in-biology/inorganic-ions

https://www.dropanfbomb.com/blogs/articles-resources/mct-oil

https://charliefoundation.org/mct-oil-diet/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4192077/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12975635

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12634436

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19436137

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20367215

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/15123336

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4882694/