‘โรคอะนอเร็กเซีย’ (Anorexia Nervosa) พฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดปกติ ของคน ‘คลั่งผอม’

โรคอะนอเร็กเซีย (Anorexia Nervosa) เป็นโรคทางจิตเวชในกลุ่มของ ‘Eating Disorder’ หรือพฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดปกติ โดยโรคนี้ถูกเรียกขานแบบสั้น ๆ และเข้าใจง่ายว่า ‘โรคคลั่งผอม’ ที่หลายคนอาจเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้างแล้ว

อาการของโรค

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่ จะไม่เข้าใจว่าภาวะที่ตนเองกำลังประสบอยู่นั้นเป็นอาการเจ็บป่วย ไม่สนใจถึงผลกระทบที่จะตามมา และมักจะแยกตัวออกจากสังคม รวมถึงมีความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า ‘ยิ่งผอม ยิ่งดี’

ยิ่งผอมมากเท่าไหร่ ยิ่งประสบความสำเร็จเท่านั้น

  1. ลดปริมาณอาหาร หรือพยายามกำจัดอาการที่รับประทานเข้าไปออก

ผู้ป่วยโรคนี้ จะพยายามลดน้ำหนักโดยการ ลดปริมาณอาหารที่รับประทาน หรือมีลักษณะการรับประทานที่ผิดปกติ คือ รับประทานเข้าไปในปริมาณมากแล้วพยายามกำจัดออก เพื่อไม่ให้ตนเองอ้วน 

  1. ปฏิเสธอาหาร

ความรู้สึกกลัวอ้วน หรือกลัวน้ำหนักขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยปฏิเสธอาหาร แม้จะมีความรู้สึกหิวอยู่ก็ตาม และพวกเขาจะพยายามลดน้ำหนักโดยไม่ให้ใครรู้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ป่วยมักจะปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารร่วมกับคนในครอบครัว หรือในที่สาธารณะ

  1. น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์

ในผู้ป่วยวัยรุ่นของโรคนี้ อาจจะไม่มีประวัติของน้ำหนักที่ลดลงอย่างชัดเจน แต่จะมีปัญหา ‘น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์’ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการจำกัดอาหารอย่างเข้มงวด และการออกกำลังกายอย่างหนัก  จนนำไปสู่การมีรูปร่างที่ซูบผอม และพัฒนาการทางด้านร่างกายไม่สมวัย เช่น การไม่มีประจำเดือน เป็นต้น

  1. นำอาหารไปซ่อน

ผู้ป่วยอาจนำอาหารไปซ่อนตามที่ต่าง ๆ ในบ้าน ตัดแบ่งเนื้อสัตว์เป็นชิ้นเล็ก หรือใช้เวลาในการรับประทานอาหารในจานนาน

  1. มีความคิดที่ว่า ‘ฉันจะต้องสมบูรณ์แบบ’

ลักษณะนิสัยที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคนี้ คือ Regid Perfectionist หรือต้องการความสมบูรณ์แบบ ในลักษณะไม่ยืดหยุ่น กล่าวคือ ผู้ป่วยคิดจะทำอย่างไรก็จะทำอย่างนั้นเท่านั้น จะไม่เปลี่ยน หรือฟังความคิดเห็นใคร ซึ่งเมื่อพยายามทำเช่นนี้แล้ว อาจจะขัดกับระบบของร่างกาย จนกระทั่งเกิดอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย (Somatic Complaints) โดยเฉพาะอาการท้องอืด 

สาเหตุของโรค

การศึกษาถึงสาเหตุของโรคนี้ยังไม่แน่ชัด แต่อาจเกิดได้จากหลากหลายปัจจัยเสี่ยง เช่นเดียวกับโรคอื่น ๆ ในหมวด Eating Disorder ดังนี้

  1. สมาชิกในครอบครัว มีประวัติการป่วยเป็นโรคในกลุ่ม Eating Disorder ,โรคซึมเศร้า หรือติดสารเสพติด และเหล้า
  1. เป็นผู้ที่ถูกตำหนิเรื่องรูปร่าง น้ำหนัก หรือลักษณะนิสัยการรับประทานอาหารเป็นประจำ
  1. เป็นผู้ที่กังวลว่าผู้อื่นจะคิดอย่างไรกับตนเองถ้าหากตนเองไม่มีรูปร่างผอม ซึ่งอาจจะเกิดจากความกดดันจากสังคม หรือหน้าที่การงาน เช่น นางแบบ นักกีฬา หรือนักบัลเลต์ เป็นต้น
  1. เป็นผู้มีความกังวลสูง และมีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ รวมถึงผู้ที่เป็น Perfectionist
  1. เป็นผู้ที่เคยถูกทารุณกรรม หรือถูกคุกคามทางเพศ

อย่างไรก็ตาม โรคนี้อาจเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย แม้จะไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ก็ตาม ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลพบว่า ผู้ป่วยมักเป็น ‘วัยรุ่นเด็กดี เด็กตัวอย่าง’ ของครอบครัว ที่มีบุคลิกภาพที่สมบูรณ์แบบ ย้ำคิดย้ำทำ ขาดทักษะในการใช้ชีวิตในสังคม มีปัญหาความขัดแย้งในจิตใจเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง รู้สึกไม่มีค่า และมักทำตามความคาดหวังของผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นยอมรับ

การรักษา

การตรวจวินิจฉัยโรคอะนอเร็กเซีย อาจใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น การสอบถามอาการ การตรวจสุขภาพเบื้องต้น และการตรวจเลือดร่วมด้วย เป็นต้น

ในปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาโรคนี้ได้โดยตรง แต่การรักษาจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับโรคในกลุ่ม Eating Disorder อื่น ๆ คือเริ่มจากการปรึกษาจิตแพทย์ และเริ่มดำเนินการรักษาต่อ ซึ่งมีแนวทางหลัก ดังนี้

  1. ให้การฟื้นฟูด้านสารอาหาร และรักษาภาวะทางกายที่เกิดตามมาจากการขาดอาหาร 
  2. ให้คําปรึกษาด้านโภชนาการ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ปลอดภัย 
  3. ทําจิตบําบัดส่วนบุคคล เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยแก้ไขความคิดที่ผิดปกติและเสริมสร้างความมั่นใจ 
  4. ทําจิตบําบัดแบบกลุ่ม 
  5. ทําจิตบําบัดครอบครัว หรือให้คําปรึกษากับพ่อแม่ผู้ปกครองของผู้ป่วย

นอกจากนี้ อาจต้องรักษาอาการแทรกซ้อนอื่นที่เกิดขึ้น เช่น อาการซึมเศร้า ความวิตกกังวลร่วมด้วย โดยเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ โดยการใช้ ‘motivational enhancement intervention’ หรือการเพิ่มแรงบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อป้องกันการหยุดรักษากลางคัน

ผลกระทบของโรค

  1. เกิดปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ และกระดูก โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นในเด็ก อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตไปตลอดชีวิต 
  1. เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะในเพศหญิง ทำให้อาจสูญเสียความสามารถในการมีบุตรได้
  1. เกิดการสูญเสียอารมณ์ทางเพศ
  1. เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ และเส้นเลือด เช่น การไหลเวียนของโลหิตที่ไม่ดี หรือความดันหัวใจล้มเหลว เป็นต้น
  1. เกิดปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของสมอง และ ระบบประสาท
  1. เกิดปัญหาเกี่ยวกับไต และการขับของเสียออกจากร่างกาย
  1. เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน 

จะเห็นได้ว่า โรคอะนอเร็กเซีย เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจของเราหลายด้าน ซึ่งการหากผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกวิธี และรวดเร็ว อาการป่วยก็สามารถรักษาให้หายขาดได้

ดังนั้น หากพบว่าตนเอง หรือคนใกล้ชิดมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ ควรปรึกษาแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อร่างกายในระยะยาว

และถ้าหากใครยังหวาดกลัวว่าตัวเลขน้ำหนักจะเพิ่มขึ้น ก็สามารถลดความกังวลได้โดยเริ่มจากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และไม่ทำให้อ้วน อย่างการเลือกรับประทาน ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล จาก Dancing with a Baker ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด รับรองว่าทานแล้วไม่รู้สึกผิด แถมไม่ทำให้อ้วนแน่นอนค่ะ

ที่มา

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/sites/default/files/public/pdf/Anorexia%20Nervosa.pdf

https://www.nhs.uk/conditions/anorexia/

https://www.bangkokhealth.com/health/article/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%99-Anorexia-Nervosa-1270

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1071594/

‘เนย Grass-fed’ ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากวัวกินหญ้า

ผลิตภัณฑ์จากนม ที่ถูกขนานนามว่า ‘เนย’ เป็นวัตถุดิบยอดฮิตในการนำมาประกอบอาหารทั้งคาว และหวาน ซึ่งเนยนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด มีเสน่ห์ และความเหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภทต่างกันออกไป 

การแบ่งประเภทของเนย หากแบ่งตามอาหารที่วัวกินแล้ว จะสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ เนยจากวัวที่กินหญ้า และเนยจากวัวที่กินเมล็ดพืช ที่พวกเรากำลังจะเปิดตำราพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเนยประเภทนี้กันในอีกไม่กี่อึดใจ

รู้ลึกเรื่อง ‘กรดไขมัน’ และการผลิตเนย

เมื่อเรานำน้ำนมจากวัวไม่ว่าจะเป็นวัวที่กินหญ้า หรือวัวที่กินเมล็ดพืชก็ตาม เราจำเป็นจะต้องคัดเลือกน้ำนมที่มีปริมาณไขมันมากกว่า 80% ขึ้นไปเท่านั้น จึงจะเรียกว่า ‘เนยแท้’ นอกจากนี้ยังต้องคัดเลือกน้ำนมที่มีกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ⅔ ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมดอีกด้วย

กรดไขมันส่วนน้อยที่มีปริมาณ ⅓ ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมด จะประกอบไปด้วย กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated) ,กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated) และกรดไขมันอื่น ๆ อีก 400 ชนิด รวมไปถึงยุงอุดมไปด้วยวิตามินกลุ่มที่ละลายในไขมันอีกมากมาย

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ‘ไขมันอิ่มตัว’ นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่จริง ๆ แล้ว ข้อดีของไขมันอิ่มตัว คือ โมเลกุลมีความเสถียร และทนต่อความร้อนมาก เมื่อถูกความร้อนก็จะไม่กลายสภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเนยจึงเหมาะกับการทำอาหารความร้อนสูง ประเภท อบ และทอดมากกว่านั่นเอง

หากนำเนยมาเปรียบเทียบกับน้ำมัน จะพบว่า ในน้ำมันนั้นประกอบไปด้วย ‘ไขมันไม่อิ่มตัว’ ซึ่งมีโมเลกุลที่ไม่สามารถคงสภาพได้เมื่อถูกความร้อนสูง และอาจเป็นโทษให้แก่ร่างกายได้ แม้จะใช้น้ำมันจำพวกน้ำมันมะกอก ก็ยังไม่ควรนำมาทำอาหารที่ใช้ความร้อนสูงอยู่ดี 

จุดเด่นของ ‘เนย Grass-fed’

ราคา :  เนยแท้ที่ทำมาจากวัวกินหญ้าจะมีราคาสูงกว่าเนยทั่วไป เพราะด้วยต้นทุนของค่าอาหารที่สูงขึ้น ซึ่งอาหารที่วัวได้รับจะส่งผลต่อสารอาหาร รสชาติ และกลิ่นของเนย ทำให้เนยมีเอกลักษณ์ และคุณภาพต่างกันออกไป

กรดไขมัน : กรดไขมันในเนยนั้นมีหลายชนิด แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ ‘กรดไขมัน CLA’ (Conjugated Linoleic Acid) เพราะกรดไขมันตัวนี้สามารถลดปริมาณไขมันในร่างกายได้ ซึ่งจากงานวิจัยก็พบว่า ในเนย Grass-fed นั้นมีปริมาณของกรดไขมัน CLA มากกว่าเนยปกติถึง 5 เท่า

แม้ว่าเนย Grass-fed จะมีสารอาหารที่มากกว่าเนยปกติ แต่การรับประทานเนยในปริมาณมาณที่มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เนื่องจากเนยนั้นอุดมไปด้วยไขมัน และยังให้พลังงานสูงถึง 9 Kcal ต่อปริมาณเนย 1 กรัม อีกด้วย

และแน่นอนว่า ‘น้องหนมปัง’ ขนมปังเพื่อชาวรักสุขภาพ คุณภาพคับห่อจาก Dancing with a Baker ของเรา ก็เลือกใช้ ‘เนย Grass-fed Legall’ เนยคุณภาพจากแคว้นบริททาเนีย ประเทศฝรั่งเศส ที่มีรสสัมผัส และรสชาติโดดเด่น เพราะทำมาจากวัวสุขภาพที่กินหญ้าตลอดทั้งปี และผ่านกรรมวิธีการพิเศษที่พิเศษไม่เหมือนใคร เพื่อให้ได้น้องหนมปังที่สมบูรณ์ และคุณภาพดีที่สุดมาส่งต่อให้กับชาวรักสุขภาพทุกคน

อย่างไรก็ตาม การควบคุมชนิด และปริมาณของอาหาร จำเป็นต้องรู้ปริมาณพลังงานที่แต่ละคนจำเป็นจะต้องได้รับในแต่ละวัน และความต้องการสารอาหารของร่างกายให้ลึกซึ้งเสียก่อน เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด และมีสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืนนั่นเอง  🙂

ที่มา :

https://www.healthline.com/nutrition/is-butter-bad-for-you#what-it-is

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2596709/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22452730

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0002822304004316

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10531600/

ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘การลดน้ำหนัก’ และ ‘โปรตีน’

เรื่องราวที่น่ายินดีและปลื้มปีติที่สุดของผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก คงจะเป็นสิ่งใดไปไม่ได้นอกจาก ‘ตัวเลขบนเครื่องชั่งที่ลดลง’ เพราะนั่นอาจจะทำให้หลายคนรู้สึกว่าได้ทำสำเร็จมาอีกหนึ่งขั้นแล้ว! แต่บางทีเราอาจจะลืมไปว่า เจ้าตัวเลขบนเครื่องชั่งที่ลดลงนั้นเป็นไขมัน หรือกล้ามเนื้อที่เราสูญเสียไปกันแน่นะ?

จริง ๆ แล้วเราทุกคนต้องการลดน้ำหนักเพื่อให้ตนเองมีรูปร่าง และสุขภาพที่ดี ซึ่งการจะมีรูปร่างที่ดีนั้น ก็ต้องเริ่มจากการกำจัด ‘ไขมันส่วนเกิน’ ออกไปให้ไกลจากเราเสียก่อน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดีก็คือ ‘กล้ามเนื้อ’ นั่นเอง

‘กล้ามเนื้อ’ สำคัญไฉน?

กล้ามเนื้อ เป็นส่วนที่ช่วยให้ร่างกายของเราเผาผลาญพลังงานได้ดียิ่งขึ้น หากร่างกายของเรามีปริมาณกล้ามเนื้อมาก ก็จะมี ‘Metabolic Rate’ หรือ อัตราการเผาผลาญในร่างกายสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น หากน้ำหนักที่ลดลงของเรา เป็นน้ำหนักของกล้ามเนื้อ Metabolic Rate ของเราก็จะต่ำลงตาม ทำให้เผาผลาญพลังงานได้น้อยลง

การลดลง หรือการสูญเสียกล้ามเนื้อมีสาเหตุที่หลากหลาย ซึ่งหลัก ๆ จะอยู่ที่การได้รับพลังงานที่ไม่มากพอ และการรับประทานโปรตีนที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากโปรตีนนั้นเป็นอาหารเพียงชนิดเดียวที่มีกลุ่มอะมิโนจำเป็น ในการสร้างฮอร์โมน กรดเอนไซม์ และเป็นส่วนสำคัญในการผลิตส่วนประกอบของเซลล์ต่าง ๆ 

เมื่อการลดน้ำหนักที่ผิด อาจทำให้กล้ามเนื้อหายไป

หากเรารับประทานอาหารเป็นปกติ ก็จะได้รับพลังงานจากโปรตีนอย่างน้อย 10% ของพลังงานทั้งหมด แต่เนื่องด้วยโปรตีนนั้นมีอยู่หลายชนิด และทำหน้าที่ต่างกันออกไป เราจึงควรรับประทานโปรตีนจากหลาย ๆ แหล่งที่มา ทั้งจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ และพืชด้วย เพื่อให้ได้รับสารอาหาร และโปรตีนที่ครบถ้วนหลากหลาย

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราเข้าสู่ช่วงลดน้ำหนัก ก็จะพยายามรับประทานอาหารให้น้อยลง เพราะคิดว่านั่นจะทำให้น้ำหนักลดลงได้รวดเร็ว ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความคิดที่ผิด เพราะหากเรารับประทานอาหารน้อยลง และไม่หลากหลาย จำทำให้ร่างกายขาดสารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ รวมถึง ‘โปรตีน’ ด้วย ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควบคุมปริมาณอาหารให้ไม่เกินความต้องการของร่างกาย จึงเป็นเรื่องที่ดีกว่า

สัญญาณของการ ‘ขาดโปรตีน’

อาการขาดโปรตีนเป็นอาการที่พบได้กับคนทั่วไป และนักกีฬาที่ต้องการใช้โปรตีนมากกว่าปกติ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะไม่ได้มีความร้ายแรงมากนัก 

ร่างกายของเราสามารถแสดงอาการที่บ่งบอกถึงการขาดโปรตีนได้ เช่น อาการอ่อนแรง, หิวบ่อยครั้ง, แผลหายช้า, ป่วยง่าย หรือหายจากอาการป่วยช้า, มือและเท้าบวม, อารมณ์แปรปรวน รวมไปถึงมีปัญหาเกี่ยวกับเส้นผม เล็บ และผิวหนัง

อย่างไรก็ตาม การรับประทานโปรตีนมากเกินไป อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ในช่วงแรก เพราะพลังงานส่วนเกินจะถูกจัดเก็บไว้ในรูปของ ‘ไขมัน’ ทั้งยังอาจส่งผลต่อระบบขับถ่าย และเกิดปัญหาเกี่ยวกับไตได้ เนื่องจากไตนั้นจะทำหน้าที่ในการกำจัดไนโตรเจน ที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน หากเรารับประทานโปรตีนมากไป ไตก็จะทำงานหนักขึ้น

นอกจากนี้ การรับประทานโปรตีนจำพวกเนื้อแดง และอาหารแปรรูปในปริมาณมาก จะทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งมากขึ้น เพราะโปรตีนเหล่านั้น ไม่ได้มีความสะอาด และมีคุณภาพเท่าโปรตีนทั่วไปจากธรรมชาติ

จะเห็นได้ว่า การรับประทานโปรตีนมีทั้งข้อดี และข้อเสีย แต่หลัก ๆ แล้วอยู่ที่ ‘การเลือกสรร’ และ ‘การควบคุม’ ของตัวเราเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นควรจะรับประทานโปรตีนให้อยู่ในปริมาณที่พอดี เลือกโปรตีนที่มีคุณภาพ และหลากหลาย รวมถึงรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมู่ และไม่ลืมที่จะออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น

อย่าง ‘น้องหนมปัง’ ขนมปังคีโตเฟรนลี่ ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล แถมยังโปรตีนสูงชิ้นนี้ ก็เป็นตัวช่วยในการเติมโปรตีนให้กับร่างกายได้อย่างดี แถมยังทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นาน และไม่ทำให้น้ำหนักขึ้นอีกด้วย รับรองว่าชาวรักสุขภาพต้องตกหลุมรักแน่นอน 🙂

ที่มา : 

https://www.webmd.com/diet/ss/slideshow-not-enough-protein-signs

https://www.healthline.com/nutrition/protein-deficiency-symptoms

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/25123207

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/25376888

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20882714

https://www.healthline.com/health/too-much-protein

เปิดรสชาติหอมนุ่ม ละมุนลิ้นของ ‘น้องหนมปัง’ ที่เหมือนขนมปังปกติราวกับฝาแฝด

“เพราะเรามักจะจดจำสิ่งที่ ‘ใช่’ ได้แม่นกว่าสิ่งใดเสมอ”

กลิ่นหอมกรุ่น และรสสัมผัสของอาหารจานโปรดที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่ลิ้น และเดินทางไปในร่างกายของเรา คงจะเป็นสิ่งที่หลายคนจดจำได้ดี เพราะทุกครั้งที่ได้รับประทานอาหารเหล่านั้น ก็ทำให้รู้สึกราวกับว่าได้บินไปพักผ่อนในสถานที่ที่อยากไปเลยก็ว่าได้

สมองของเราถูกพัฒนามาอย่างยาวนานเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะกับเรื่อง ‘อาหาร’ สมองสามารถจดจำถึงเวลาที่เรารับประทานอาหารเป็นประจำ, เวลาที่เราต้องการสารอาหารเพื่อให้ร่างกายทำงานได้ปกติ ไปจนถึงการจดจำได้ว่ารสชาติของอาหารนั้น ๆ เป็นเช่นไร เป็นอาหารชนิดใด และต้องทำการย่อยอย่างไร

หากเรารับประทาน ‘น้องหนมปัง’ ซึ่งเป็นขนมปังที่ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาลเข้าไป ร่างกายก็จะเข้าใจว่าน้องหนมปัง คือ ‘ขนมปังปกติ’ เพราะน้องหนมปังมีรสชาติ และรสสัมผัสที่คล้ายคลึงกับขนมปังปกติมาก สมองของเราจึงเสมือนถูกหลอก และทำให้รู้สึกว่าเรากำลังรับประทานขนมปังปกติอยู่นั่นเอง

ในช่วงใกล้เวลาของมื้ออาหาร หรือเวลาที่เราเริ่มหิว หากมีกลิ่นหอม ๆ ของอาหาร หรือมีอาหารวางอยู่ตรงหน้าของเรา ‘ตา’ และ ‘จมูก’ จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังสมอง จากนั้นสมองจะเริ่มส่งสัญญาณไปยังอวัยวะอื่น ๆ และสั่งการให้ร่างกายของเราปล่อยน้ำย่อย และเอนไซม์ที่ใช้ย่อยอาหารออกมา 

เมื่อเราเริ่มรับประทานอาหาร ปราการด่านแรกอย่าง ‘ฟัน’ จะเริ่มทำการบดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง ซึ่งนั่นจะทำให้มีอัตราส่วนพื้นที่ผิวต่อปริมาตรมากขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับน้ำย่อย ดังเห็นได้จากภาพตัวอย่าง

จากนั้นอาหารจึงจะเดินทางเข้าสู่กระบวนการย่อยอาหารด้วยเอนไซม์ และน้ำย่อยต่อไป โดยการย่อยอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าว หรืออาหารจำพวกแป้ง จะใช้กรดอะมิโน ‘อะไมเลส’ (Amylase) ที่อยู่ในน้ำลายของเราในการย่อยแป้งให้เป็น ‘น้ำตาล’

แม้ว่าน้องหนมปังจะไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล แต่ด้วยความเคยชินของร่างกาย ทำให้ร่างกายคิดว่า ‘นี่แหละ อาหารจานโปรด จานเดิมของฉัน’ จากนั้นร่างกายก็จะปล่อยน้ำลายที่มีกรดอะไมเลส (Amylase) ออกมามากขึ้นเช่นเดิม

จะเห็นได้ว่า น้องหนมปังนั้นเหมือนกับขนมปังปกติราวกับฝาแฝด แต่ให้สารพัดประโยชน์กับร่างกายมากกว่า มีปริมาณโปรตีน และไฟเบอร์ที่มากกว่า ทั้งยังไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล เหมาะกับผู้ลดน้ำหนัก หรือคนที่ต้องการลดแป้ง ลดน้ำตาล แต่ยังอยากลิ้มรสชาติของขนมปังอยู่เป็นอย่างยิ่ง

ที่มา :

https://www.frontiersin.org/articles/10.3389/fpsyt.2019.00525/full

https://my.clevelandclinic.org/health/articles/10681-the-psychology-of-eating

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1057740811001136

IF ช่วยควบคุมความเครียด ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

ปัจจุบัน การมีสุขภาพและรูปร่างที่ดีไม่ใช่เรื่องที่ยาก เพราะมีกลวิธี รูปแบบการวางแผน และตัวช่วยต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นมาให้ทุกคนได้เลือกสรรจนพบวิธีการที่ใช่และเหมาะสมกับตนเอง 

วิธีการลดน้ำหนักแบบที่หลายคนเรียกติดปากว่า ‘การทำ IF’ หรือ ‘Intermittent Fasting’  คือการควบคุมการรับประทานอาหารให้เป็นช่วงเวลา ซึ่งจะมีมีทั้งช่วงที่ต้องรับประทานอาหาร และงดรับประทานอาหาร เพื่อให้อินซูลินลดลงและทำให้ร่างกายปลดปล่อย Growth Hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน จนกระทั่งร่างกายดึงไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายของเราออกมาใช้ โดยการทำ IF ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมีอยู่  3 รูปแบบ ได้แก่

  • The 5 : 2  เป็นการควบคุมการรับประทานอาหารให้ได้แคลอรี่ 500-600 แคลอรี่ เป็นเวลา 2วัน/สัปดาห์ เท่านั้น

  • Eat-Stop-Eat  เป็นการงดรับประทานอาหารเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ใน 1-2 วัน/สัปดาห์ 
  • The 16/8 Method  เป็นการควบคุมการรับประทานอาหารของแต่ละวัน ให้อยู่ในช่วงเวลาเพียง 6 ชั่วโมง และงดทานอาหารเป็นเวลา 18 ชั่วโมง

การทำ IF สามารถทำได้ง่าย และกำลังได้รับความนิยมจากผู้คนในปัจจุบันอย่างล้นหลาม ประโยชน์ของการทำ IF ใช่เพียงจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักและกลับมามีรูปร่างผอมเพรียวได้อย่างเดียว แต่การทำ IF ยังช่วยสามารถลดความเครียด โรคอ้วน และความเสี่ยงโรคมะเร็ง รวมทั้งช่วยเพิ่มความจำได้อีกด้วย

จากงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุด The New England Journal of Medicine (NEJM) ได้กล่าวถึงเรื่องการทำ IF หรือ เทคนิคการทานอาหารเป็นช่วงเวลา โดยระบุว่าการงดทานอาหาร 18 ชั่วโมง และทานอาหาร 6 ชั่วโมง มีข้อพิสูจน์ว่าช่วยเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานกลูโคสมาใช้พลังงานจากไขมันแทนซึ่งทำให้เกิดสารคีโตนที่จำเป็นได้ ที่จะถูกปล่อยออกมาเฉพาะในช่วงอดอาหารเท่านั้น ทำให้มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้

นอกจากนี้ยังช่วยในการควบคุมน้ำตาลกลูโคส ที่จะช่วยเรื่องการต้านทานความเครียด และยับยั้งการอักเสบ รวมถึงลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMra1905136

หิวมากขึ้น! เมื่อทานจุบจิบระหว่างวัน

ขนม หรืออาหารแปรรูปส่วนใหญ่นั้นให้พลังงานสูง อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และน้ำตาบจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

Continue reading

เจาะลึกเรื่อง MCTs ไขมันสารพัดประโยชน์

เรื่องราวของไขมัน มีความลึกซึ้งและน่าทึ่งกว่าที่คิด เพราะส่วนใหญ่แล้ว หลายคนมักจะคิดว่าไขมันก็คือไขมัน เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกาย แต่ทำให้อ้วนเมื่อรับประทานมากเกินไป ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไขมันมีอยู่หลายประเภท และถ้าหากเลือกรับประทานได้ถูกต้อง เราก็จะได้รับประโยชน์จากเจ้าไขมันแบบเหลือล้นเลยทีเดียว

MCTs ไขมันสารพัดประโยชน์

ไขมันสายโมเลกุลปานกลาง อย่าง MCTs (Medium Chain Triglycerides) เป็นไขมันอีกประเภท ที่สามารถย่อยได้ง่าย ให้พลังงานเพียง 8.3 Kcal/g. และช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะเจ้า MCTs จะช่วยในการหลั่งฮอร์โมนเลปตินที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณจากเซลล์ไขมันไปยังสมอง เพื่อลดความอยากอาหาร และเปปไทด์ YY ที่จะหลั่งออกมาเมื่อร่างกายได้รับไขมัน มีฤทธิ์ในการลดความอยากอาหารของร่างกาย ซึ่งจะทำให้เรารับประทานได้น้อยลง

นอกจากนี้ MCTs ยังมีประโยชน์สำหรับนักกีฬาอีกด้วย เพราะจากงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ได้รับ MCTs ก่อนการออกกำลังกาย จะลดการก่อตัวของกรดแล็กเตต ที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย เป็นผลให้เราสามารถออกกำลังกายได้ง่ายและยาวนานขึ้น

อีกหนึ่งงานวิจัยที่น่าสนใจได้กล่าวว่า MCTs ช่วยควบคุมอาการของโรคอัลไซเมอร์ เพราะหลังจากการรับประทาน MCTs ไปแล้ว จะทำให้การรับรู้ของสมองนั้นดีขึ้นได้

เจาะลึกไปถึงโมเลกุลของ MCTs 

จากชื่อเต็มของ MCTs หลายคนอาจจะคุ้นหูกับชื่อ ‘Triglycerides’ เพราะไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันที่อยู่ในรูปตัว E ซึ่งประกอบไปด้วยกรดไขมัน (Fatty acids) 3 โมเลกุล รวมตัวกับ Glycerol 1 โมเลกุล ดังที่เห็นได้จากในรูปด้านล่างนั่นเอง

เมื่อสังเกตจากรูปตัวอย่างแล้ว ที่เราต้องทำความรู้จักจักเพิ่มคือ Medium chain หมายถึง ความยาวของแกนกลาง หรือ Carbon จะเห็นได้จากในรูปว่า Carbon คือ วงกลมสีแดงที่เรียงกันอยู่เป็นแกนกลางนั่นเอง โดยเราจะสังเกตได้ว่าน้ำตาล MCTs จะมีกรดไขมันที่มีความยาวของ Carbon ตั้งแต่ 6-12  ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะเป็นจำนวนเลขคู่ และจำนวน Carbon ก็ส่งผลต่อความแตกต่างของกรดไขมันนั้น ๆ ด้วยนะ

ความแตกต่างของจำนวน Carbon

C6 : มีรสชาติและกลิ่นที่แปลก หากว่าสกัดออกมาได้ไม่หมด น้ำมัน MCTs ก็จะมีรสชาติที่ต่างออกไป 

C8 : เป็น MCTs ที่ถูกใช้โดยสมองได้เร็วที่สุด และช่วยต่อต้านการติดเชื้อโดยเฉพาะกับอวัยวะภายในได้อีกด้วย

C10 : มีลักษณะคลายคลึงกันกับ C8 แต่จำเป็นต้องใช้เวลา ในการเปลี่ยนเป็นพลังงานนานกว่า

C12  : ช่วยลดน้ำหนักได้ เนื่องจากให้พลังงานน้อยกว่าไขมันหลาย ๆ ชนิด เหมาะแก่การทำอาหารประเภทผัด

อย่างไรก็ตาม ควรจะต้องศึกษาเรื่องของผลดีและผลเสียของ MCTs เพิ่มเติม ซึ่งสามารถปักหมุด และคอยติดตามกันได้เลยค่ะ เพราะพวกเราจะอาสารวบรวมข้อมูลมาบอกเล่าให้ทุกคนฟังกัน เพื่อความปลอดภัยและความเหมาะสมในการนำไปใช้ของทุกคนค่ะ 🙂 

ที่มา : 

https://studyrocket.co.uk/revision/a-level-biology-a-ocr/foundations-in-biology/inorganic-ions

https://www.dropanfbomb.com/blogs/articles-resources/mct-oil

https://charliefoundation.org/mct-oil-diet/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4192077/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12975635

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12634436

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19436137

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20367215

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/15123336

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4882694/

รู้ลึกเรื่อง ‘ไฟเบอร์’ ตัวช่วยขับถ่ายที่ชาวรักสุขภาพต้องหลงรัก

‘ไฟเบอร์’ หรือเส้นใยอาหาร ในฐานะตัวช่วยเรื่องการขับถ่ายอย่างแน่นอน จริง ๆ แล้วไฟเบอร์เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง

Continue reading

5 สิ่งต้องทำเพื่อหุ่นเป๊ะปัง ต้อนรับปี 2020

จริงอยู่ที่ทุกคนมีความงามและคุณค่าในตัวของตัวเองไม่ว่าจะรูปร่างแบบไหนก็ตาม แต่คงจะดีกว่าถ้าได้ดูแลตัวเองจากภายในสู่ภายนอก โดยการหันมาใส่ใจสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง อย่ารีบท้อใจ

ด้วยเหตุฉะนี้ เราจึงขอเชิญชวนทุกคนมาต้อนรับและเข้าสู่ปีใหม่ไปพร้อมกับตัวเองคนเก่าที่กำลังจะมีหุ่นใหม่ไฉไลในปี 2020 ด้วย 5 สิ่งที่ต้องทำเพื่อหุ่นเป๊ะปังไปพร้อม ๆ กันดีกว่า 

1. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด 

เริ่มต้นกันด้วยเรื่องเล็ก ๆ อย่างการ ‘เคี้ยวอาหาร’ เพราะ มีงานวิจัยรองรับจาก ม.ฮาร์บิน เมดิคัล ประเทศจีน ระบุว่าการทานอาหารให้ช้าลง จะช่วยให้ทานได้ในปริมาณน้อยลง เพราะเมื่อเราเคี้ยวนาน ๆ เข้าสมองจะได้รับสัญญาณจากกระเพาะมาสั่งการให้เรารู้สึกอิ่ม แต่ถ้าเคี้ยวเร็ว กลืนเร็ว ก็อาจจะทำให้สมองไม่ได้รับสัญญาณนั้น เพราะสมองจะตามจับสัญญาณจากกระเพาะเราไม่ทัน จนกระทั่งทำให้เราทานอาหารในปริมาณเกินพอดี

ขอบคุณอ้างอิง : https://www.thairath.co.th/content/191058

.

2. ทานถั่วโปรตีนและเส้นใยสูง

ถั่ว เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน หาซื้อง่าย และเหมาะกับการลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง เพราะ จากการทดลองของ Dr.Russell de Souze ระบุว่าถั่วลันเตา ถั่วเขียว ถั่วอัลมอนด์ ฯลฯ ที่มีเส้นใยและโปรตีนสูงจะช่วยลดความอยากอาหาร ทั้งยังไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด 

ขอบคุณอ้างอิง : http://www.thaiticketmajor.com/variety/lifestyle/9304/

.

3. ดื่มน้ำก่อนทานอาหาร 1 ชั่วโมง

น้ำ เป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ที่เราควรจะดื่มให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของแต่ละคน  โดยงานวิจัยจากม.เวอร์จิเนียเทค สหรัฐอเมริกา ระบุว่าการดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารช่วยลดความอยากอาหารและลดระดับคอเรสเตอรอลได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุช่วง 55 ปีเป็นต้นไป

ขอบคุณอ้างอิง : https://www.thairath.co.th/content/108387

.

4. ไม่ควรทานคาร์บช่วงดึก 

โดยปกติแล้ว เราควรทานอาหารให้เป็นเวลา ตามเวลาที่กระบวนการของร่างกายเราทำงาน เพราะ งานวิจัยจากม.โคลัมเบีย ระบุว่าการทานอาหารหลัง 6 โมงเย็นจะทำให้ระดับน้ำตาลสูง ระดับอินซูลินและความดันโลหิตที่สูงกว่าปกติ อีกทั้งการทานอาหารแล้วเข้านอนโดยทันที อาจทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ 

ขอบคุณอ้างอิง : https://today.line.me/th/pc/article//งานวิจัยชี้+ยิ่งกินดึกยิ่งเสี่ยงโรค-Jzjw7y

.

5. ไม่ควรอดอาหารแต่ควรควบคุมสารอาหาร 

อย่างที่เคยกล่าวอยู่เสมอว่าเราควรทานอาหารให้ครบทุกหมู่ และทานให้ได้ปริมาณตามที่ร่างกายต้องการนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ การอดอาหาร ทานน้อย ๆ ไม่ช่วยให้น้ำหนักลดอย่างสุขภาพดี แต่การดูแลอาหารให้เพียงพอต่อการใช้งานของร่างกายต่างหากที่สำคัญ ไม่ควรให้เกินไปมากกว่าความต้องการของร่างกาย โดยสามารถคำนวนได้จาก ค่า BMR และ TDEE เพื่อหาสารอาหารจำเป็นต่อน้ำหนักตัว 

หากทำตาม 5 สิ่งที่กล่าวไปข้างต้น นอกจากจะได้ลดน้ำหนัก และมีหุ่นใหม่ที่เป๊ะปังแล้ว ยังได้ร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพที่ดีเป็นของรางวัลให้กับตัวเองในปีใหม่ด้วยนะ แบบนี้ต้องลองทำตามกันแล้วล่ะ  🙂