Say Hello! ‘โกโก้ไฟเบอร์’ กับคุณประโยชน์ที่หลายคนอาจมองข้าม!

‘โกโก้’ จากเมล็ดโกโก้สีน้ำตาลเข้ม ที่หลายคนมักจะสับสนกับ ‘ช็อกโกแลต’ นั้น ปัจจุบันถูกนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม และเป็นส่วนประกอบของของหวานต่าง ๆ มากมาย ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นที่มาพร้อมกับรสชาติขมปนหวานละมุน ทำให้โกโก้ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารมากมาย เรียกได้ว่าฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองเลยค่ะ

แน่นอนว่าเมื่อเจ้าโกโก้มีความฮิต และเป็นที่ต้องการมากขึ้น ทำให้ผงโกโก้เริ่มขาดตลาด รวมถึงมีราคาที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการที่พื้นที่ในการปลูกโกโก้นั้นมีน้อยลง เนื่องจากภาวะโลกร้อนในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุก ๆ ปี ดังนั้น เราจึงต้องสรรหาวัตถุดิบเพื่อมาใช้ทดแทนโกโก้ เพื่อตอบสนองความต้องการของกระเพาะของพวกเรา!

‘โกโก้ไฟเบอร์’  เป็นวัตถุดิบยอดฮิตที่ถูกนำมาใช้ทดแทนโกโก้ ซึ่งบอกได้เลยว่านอกจากจะให้กลิ่น และรสสัมผัสไม่ต่างจากผงโกโก้ปกติแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าแบบไม่น่าเชื่อ โดยผงโกโก้ที่เราเลือกสรร และนำมาใช้ จะถูกอบเพื่อฆ่าเชื้อ และบดเป็นผงละเอียด ทำให้เราได้ผงไฟเบอร์จากธรรมชาติ 100% และมั่นใจได้ว่า ‘ไม่ผ่านสารเคมีใด ๆ แน่นอน!’

  • โกโก้ไฟเบอร์ ช่วยให้อิ่มนานขึ้น และลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้!

โกโก้ไฟเบอร์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของเปลือกเมล็ดโก้โก้ ที่ให้สี รสชาติ และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของโกโก้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งยังอุดมไปด้วย ‘ไฟเบอร์’ ซึ่งเป็นชนิดที่ละลายน้ำได้ ทำให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น และทำให้มีความรู้สึกอยากอาหารลดลงนั่นเอง

นอกจากนี้ จากงานวิจัยหลายฉบับยังพบว่า ไฟเบอร์ชริดที่ละลายน้ำได้ สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ด้วยล่ะ

  • โกโก้ไฟเบอร์ ตัวช่วยเพิ่มความอร่อยให้ขนม

โกโก้ไฟเบอร์ สามารถนำมาปรับใช้ในการทำขนมอบประเภทต่าง ๆ ได้ โดยปริมาณโกโก้ไฟเบอร์ที่ใช้ จะขึ้นอยู่กับสี และปริมาณไฟเบอร์ที่เราต้องการในอาหารนั้น ๆ โดยการทดลองใช้โกโก้ไฟเบอร์แทนผงโกโก้ พบว่า อาหารที่ได้จะมีความเหนียว และข้นมากขึ้น เนื่องจากโกโก้ไฟเบอร์ มีปริมาณไฟเบอร์มากกว่าผงโกโก้ แต่อาหารที่ได้นั้นยังคงมีรสชาติ และกลิ่นที่เหมือนกับการใช้ผงโกโก้แบบเดิมเป๊ะ ๆ อย่างกับฝาแฝดเลยค่ะ

หากเรารับประทานขนม หรืออาหารที่ปราศจากแป้ง และน้ำตาล แถมยังมีปริมาณไฟเบอร์ที่จัดเต็มแล้วนั้น อาจทำให้เรารู้สึกผิดน้อยลงเวลาที่เรารับประทานขนมหวานนั่นเองค่ะ แต่อย่าลืมนะคะ ว่าต้องควบคุมปริมาณของขนม และแคลอรี่ให้เหมาะสม นอกจากนี้แล้วก็ต้องหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อร่างกายที่ฟิตเปรี๊ยะ และแข็งแรงของทุกคนค่ะ : )

ที่มา :

https://www.foodnavigator.com/Product-innovations/Soluble-Cocoa-Fibre

https://www.worldcocoafoundation.org/wp-content/uploads/files_mf/lecumberri2007.pdf

https://www.worldcocoafoundation.org/wp-content/uploads/files_mf/lecumberri2007.pdf

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0023643810002537

ประโยชน์สุดลึกล้ำของ ‘ผักผลไม้’ ทั้ง 5 เฉดสี

ผัก และผลไม้ นับว่าเป็นอาหารที่ทั้งมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทั้งยังมีสีสันสดใสน่ารับประทาน ซึ่งหลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินคำแนะนำที่ว่า ‘ควรรับประทานผักผลไม้ให้ครบ 5 สี’ กันอยู่บ่อยครั้งใช่ไหมล่ะ? แน่นอนว่า ด้วยเมนูอาหารที่ไม่ได้หลากหลายมากพอในแต่ละวัน อาจทำให้เรารับประทานผักผลไม้ได้ไม่ครบทั้งหมดทุกประเภท

สีสันสดใส มีประโยชน์อะไรแฝงอยู่?

การที่ผลไม้มีสีสันทั้ง 5 สีนั้น เป็นผลมาจาก ‘สาร’ ต่างชนิดกัน ที่ช่วยป้องกันร่างกายของเราจากอันตรายต่าง ๆ ทั้งจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ซึ่งสีสีสดเหล่านี้ ก็ทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • สีแดง : เกิดจากสาร Lycopene (ไลโคปีน) ที่มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยบำรุงผิวให้ดูเปล่งปลั่ง รวมไปถึงช่วยลดการเกิดสิว ซึ่งผักผลไม้ที่มีสีแดงนั้น ได้แก่ มะเขือเทศ, หอมแดง, แอปเปิลสีแดง, สตรอว์เบอร์รี, เชอร์รี, ส้มโอสีชมพู, ทับทิม, องุ่นแดง และแตงโม 
  • สีเขียว : เกิดจากสาร Carotenoids (แคโรทีนอยด์) และวิตามินอื่น ๆ มากมาย ที่มีประโยชน์ในการช่วยต้านโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่ม ช่วยต่อต้านริ้วรอย ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย  โดยผักผลไม้ที่มีสีเขียวนั้น ได้แก่ กะหล่ำปลีสีเขียว,คะน้า, อะโวคาโด, แตงกวา, ผักโขม, ถั่วลันเตา, แอปเปิลสีเขียว และองุ่นเขียว 
  • สีส้ม : เกิดจากสาร Beta-Carotene (เบตาแคโรทีน) มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อม และช่วยลดไขมันในเลือด โดยผักผลไม้สีส้ม ได้แก่ แครอต, ฟักทอง, ข้าวโพด, มันฝรั่งหวาน, พริกสีเหลือง, ส้ม, เสาวรส, มะม่วง, แคนตาลูป และมะละกอ
  • สีม่วง : เกิดจากสาร Anthocyanins (แอนโทไซยานิน) สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางาม และช่วยป้องกันมะเร็ง ซึ่งผักผลไม้สีม่วง ได้แก่ มะเขือม่วง, กะหล่ำปลีสีม่วง, มันสีม่วง, เผือก และ ข้าวนิล
  • สีขาว : เกิดจากสาร Flavonoid (ฟลาโวนอยด์) ที่มีประโยชน์ในการช่วยลดการอักเสบ รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการปวดข้อเข่า ซึ่งเหมาะมาก ๆ กับผู้สูงอายุ ซึ่งตัวอย่างผักผลไม้ที่มีเนื้อสีขาว ได้แก่ ฝรั่ง, แอปเปิล, กล้วย, เงาะ, ลางสาด, ลองกอง, ลิ้นจี่ และ พุทรา เป็นต้น 

พฤติกรรมการรับประทานผัก และผลไม้ของคนไทย  

จากผลสำรวจคนไทยในปี 2562 พบว่า คนที่มีการศึกษาตั้งแต่มัธยม ที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไป และเป็นคนโสดนั้น มีโอกาสรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอเพิ่มขึ้นถึง 1.4 เท่า 

โดยในผู้ชาย จะรับประทานผักน้อยลง 1.32 เท่า นอกจากนี้ผู้ประกอบอาชีพ ‘พนักงานบริษัท’ ส่วนใหญ่ มีโอกาสรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ เพิ่มขึ้นถึง 2.52  เท่าเลยทีเดียว 

ผักผลไม้ตามฤดูกาลของไทย  ครบถ้วน 5 สี ปราศจากสารพิษตกค้าง

การรับประทานผักผลไม้ให้ครบทั้ง  5 สี อาจจะฟังดูเหมือนยาก แต่ถ้าเรามีวินัย และความตั้งใจแล้วก็ทำได้แน่นอนค่ะ เพราะเมืองไทยของเรานั้นมีตัวเลือกของผักผลไม้ให้เลือกสรรมากมายทุกฤดูกาล ยิ่งถ้าเป็นผักผลไม้ตามฤดูกาลยิ่งมีราคาถูก ทั้งยังลดความเสี่ยงเรื่องสารเคมีตกค้างได้ด้วย และด้านล่างนี้ คือรูปภาพของตัวอย่างผักผลไม้ตามฤดูกาลของไทย  ที่ทุกคนสามารถหารับประทานกันได้ไม่ยากค่ะ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำให้บริโภคผัก และผลไม้วันละ 400 g. โดยควรรับประทานให้มีความหลากหลายในแต่ละวัน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด 

ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่ประกอบไปด้วยผักผลไม้หลากสี จะช่วยเสริมสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุให้กับร่างกายของเราได้ อย่าง ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่หอมนุ่มละมุนลิ้นชิ้นนี้ แม้จะไม่มีผัก แต่ก็มีส่วนผสมของผลไม้อยู่ โดยมีส่วนประกอบของผลไม้สีขาวอย่าง ‘เนื้อมะพร้าวออร์แกนิก’ ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาระดับน้ำตาล และลดไขมันในเลือด 

นอกจากนี้ น้องหนมปังยังมีธัญพืชอย่าง ‘อัลมอนด์’ ที่มีสาร Flavonoid (ฟลาโวนอยด์) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดเดียวกับในผลไม้สีขาว และ ‘เมล็ดแฟลกซ์’ ที่มีไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นอย่าง Lignans (ลิกแนน) มากกว่าในอาหารอื่น ๆ ถึง 800 เท่า

สุดท้ายนี้ อย่าลืมเลือกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงออกกำลังกายร่วมด้วยในทุก ๆ วัน เพื่อร่างกายที่แข็งแรงของทุกคนกันนะคะ 🙂

ที่มา :

https://www.thairath.co.th/lifestyle/woman/beauty/1310334

https://www.ars.usda.gov/plains-area/gfnd/gfhnrc/docs/news-2013/dark-green-leafy-vegetables/

https://www.thaihealth.or.th/Content/51207-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%20%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81.html

https://www.medicalnewstoday.com/articles/263405#benefits-

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/23224443

ความแตกต่างที่ลงตัวของ ‘อาหารจานพิเศษสำหรับคนรักสุขภาพ’

ใครว่าอาหารไดเอตเปรียบดั่งฝันร้าย? ขอบอกเลยว่าไม่จริง วันนี้พวกเรามีข้อมูลดี ๆ  เกี่ยวกับอาหารสำหรับผู้ลดน้ำหนักที่ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เพียงแค่ต้องรู้จักผสมผสานให้ลงตัว กลมกล่อม และสร้างสรรค์เท่านั้นเอง

อย่างที่เคยกล่าวอยู่เสมอว่าการรับประทานอาหารเป็นสิ่งสำคัญขั้นแรกของการลดน้ำหนัก ด้วยคำกล่าวที่ว่า ‘เราทานอะไร เราก็เป็นเช่นนั้น’ ดังนั้น อาหารทั้งจานหลักและจานรองของแต่ละคน ก็คงมีความแตกต่างกันออกไปตามความชอบและไลฟ์สไตล์

มากันที่จานแรกสำหรับคนที่รับประทานแบบ ‘วีแกน’ หรือการทานอาหารมังสวิรัติรูปแบบใหม่ เป็นการรับประทานอาหารที่เน้นผักและผลไม้ ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมไปถึงห้ามรับประทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนย นม ไข่ เป็นต้น  ซึ่งในการรับประทานอาหารของชาววีแกน จะได้รับคาร์โบไฮเดรตมากที่สุดคือ 60% รองลงมาคือไขมัน 30% และโปรตีน 10% โดยอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าชาววีแกนต้องเน้นผักและผลไม้ ทำให้ควรจะเน้นรับประทานผักและผลไม้ที่ให้โปรตีนสูง เช่น ผักเป็นเมล็ด อย่างถั่ว หรือเมล็ดฟักทอง เป็นต้น 

จานถัดมา คืออาหารสำหรับคนที่รับประทาน ‘คีโต’ หรือการรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายสลายไขมันสะสมออกไป หลักการคือต้องรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายรู้สึกว่าไม่มีน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย แล้วทำการสลายไขมันในร่างกายให้กลายเป็น ‘คีโตน’ ซึ่งเป็นพลังงานให้แก่ร่างกายแทนนั่นเอง โดยการรับประทานอาหารของชาวคีโต จะไดเ้รับไขมันมากที่สุดถึง 70-80% ถัดมาจึงเป็นโปรตีน 10-20% และคาร์โบไฮเดรต 5-10% เรียกได้ว่าเป็นการรับประทานไขมันเพื่อสลายไขมันในร่างกายนั่นเอง

จานสุดท้ายคือการรับประทานแบบ ‘คาร์บต่ำ โปรตีนสูง’ หรือ Low carb High protien ซึ่งจะคล้ายกับการทานคีโต คือการรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยที่สุด และไปเน้นที่การรับประทานโปรตีนและไขมันเป็นหลัก แต่จะต่างกันที่การทานแบบคาร์บต่ำ โปรตีนสูง จะเน้นที่การรับประทานโปรตีนให้มากที่สุดตามชื่อ เพราะจะทำให้อินซูลินในร่างกายอยู่ระดับที่ต่ำโดยจะรับประทานโปรตีนมากถึง  70% รองลงมาคือไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในปริมาณเท่า ๆ กัน คือ 15% นั่นเอง โดยสิ่งที่ควรระวัง คือเราควรเสริมอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อรักษาระดับเกลือแร่ของร่างกาย

เรียกได้ว่าไม่ว่าจะลดน้ำหนักด้วยวิธีการรับประทานแบบไหน ก็สามารถผสมผสานและปรุงแต่งให้อาหารมีรสชาติเอร็ดอร่อยได้ไม่ยาก และยังทำให้มีสุขภาพดีได้อีกด้วย  🙂

เลือกกินลดพุงได้!

ปัญหากวนใจของทั้งผู้หญิงและผู้ชายนอกจากจะมีเรื่องของน้ำหนักที่มากเกินไปแล้ว ปัญหาไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้อง หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘พุง’ ก็คงจะสร้างความกังวลใจให้กับหลายคนอย่างแน่นอน 

และในบางครั้ง ไม่ว่าเราจะทานอาหารมากหรือน้อย หรือแม้แต่จะพยายามลดอาหาร หรืออดอาหารไปเลย ไขมันส่วนเกินหน้าท้องก้อนนี้ก็ไม่เคยจะหายไปเลยสักที

วิธีดูแลและแก้ไขที่จะช่วยให้หลายคนบอกลาพุงได้แบบง่าย ๆ มีแนวทางเดียวกันกับการลดน้ำหนักทั่วไปเลย คือการเน้นไปที่ ‘การควบคุมอาหาร’ เพราะแน่นอนว่า ‘พุง’ ที่ถือกำเนิดขึ้นมา ก็ล้วนมาจากการรับประทานอาหาร ที่บางทีเราอาจจะลืมฉุกคิดไปชั่วขณะหนึ่งทั้งสิ้น 

ดังนั้น 3 วิธีลดพุงด้านล่างที่เราจะมากระซิบบอกกัน เป็นวิธีที่ง่าย และสามารถทำได้จริงในชีวิตประจำวันอีกด้วย

1. เลือกทานให้ถูกต้อง 

ข้อสำคัญข้อแรกคือ ‘การเลือกรับประทาน’ โดยเฉพาะสารอาหารที่คุ้นหูอย่าง ‘คาร์โบไฮเดรต’ เป็นเหตุผลหลัก ๆ ของการทำให้เราอ้วนลงพุง เพราะเมื่อเรารับประทานน้ำตาลและคาร์บในปริมาณมาก ย่อมส่งผลต่อระบบเผาผลาญของเรา 

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจำพวก ข้าวกล้อง โฮลวีตต่าง ๆ จะทำให้ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้นในการเผาผลาญ หากระบบเผาผลาญดี สุขภาพก็ดี หายห่วงไร้พุงนั่นเอง

2. รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ

หากพูดเรื่องการรับประทานอาหาร อันเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราอ้วนและลงพุงโดยง่าย ทำให้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า การรับประทานอาหารให้น้อย หรือแม้การอดอาหาร จะทำให้น้ำหนักลดลงและทำให้ร่างกายกลับมาผอมเพรียว

ความจริงแล้ว ร่างกายของเราถูกสร้างขึ้นมาให้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และปริมาณที่มากพอตามความต้องการของแต่ละคน ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว ส่วนสูง และอายุ หากเรารับประทานอาหารปริมาณน้อย หรือที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคือการอดอาหาร รับประทานอาหารไม่ครบมื้อ ก็จะทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายแปรปรวน จนกระทั่งทำงานได้แย่ลงในที่สุด 

ในช่วงแรก อาจจะทำให้น้ำหนักของเราลดลงได้ตามความคาดหวัง แต่เมื่อไหร่ที่เรากลับมารับประทานอาหารเหมือนเดิมอีกครั้ง ระบบเผาผลาญของเราก็จะไม่คุ้นชินกับการเผาผลาญอาหารในจำนวนที่มาก จนกระทั่งทำงานได้ไม่สมดุลกับปริมาณอาหาร และทำให้น้ำหนักตัวกลับมาเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมได้ไม่ยาก

3. รับประทานอาหารให้เป็น

แม้การรับประทานอาหารให้ครบจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะเลือกรับประทานอาหารให้เป็น แม้แต่การเลือกแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรือไขมันที่มาจากธรรมชาติก็ตาม

แหล่งพลังงานส่วนใหญ่ที่เราได้รับ คือคาร์โบไฮเดรตที่มาจากแป้งและน้ำตาล ซึ่งหากว่าเราเลือกทานโปรตีนและไขมันดีที่มาจากธรรมชาติทดแทนการรับประทานแป้งและน้ำตาล ย่อมจะทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายได้เต็มที่ ทั้งยังทำให้ระดับน้ำตาลคงที่ และระดับอินซูลินลดลง นำไปสู่ความรู้สึกอิ่มที่ยาวนานขึ้น หิวน้อยลง และลดไขมันสะสม 

เมื่อไขมันสะสมค่อย ๆ ถูกเผาผลาญออกไป พุงเจ้าปัญหาของเราก็จะค่อย ๆ ลดลงด้วยเช่นกัน 

นอกจากการเลือกรับประทานอาหารอย่างเคร่งครัดแล้ว การออกกำลังกายก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยในเรื่องของระบบเผาผลาญและลดน้ำหนักได้ไม่น้อย ดังนั้น จึงควรที่จะกระทำควบคู่กันไปอย่างมีวินัย เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ประโยชน์ไม่จิ๋วของ ‘อัลมอนด์’ ทวงคืนหน้าท้องให้แบนราบ

วิธีเดิม ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจของการลดน้ำหนักและการมีสุขภาพดีอย่าง “การเลือกรับประทานอาหาร” เป็นเรื่องที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพื่อนำมาปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แน่นอนว่าเป้าหมายนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ดังคำกล่าวสุดคลาสสิกที่ว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จจะต้องอยู่ที่นั่น’

สำหรับใครที่อยากจะรับประทานของทานเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ลดความอยากของตัวเอง แต่ไม่อยากให้ส่งผลต่อน้ำหนักหรือสุขภาพของตนเองแล้วนั้น วันนี้เรามีเรื่องราวและประโยชน์ของ “อัลมอนด์” ถั่วรสชาติแสนอร่อย หวานเล็กน้อย มัน กลมกล่อม ที่มักจะถูกนำมาเติมเต็มรสชาติให้กับอาหารและขนมหวานต่าง ๆ มาฝากทุกคนกัน

เรื่องราวอันน่าสนใจนี้ถูกถอดมาจากงานวิจัยจาก จาก Journal of the American Heart Association ที่ทำการศึกษาโดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับไขมัน LDL-C หรือไขมันเลวในเลือดระดับสูง ทั้งหมด 48 คน ทดลองทานอัลมอนด์วันละ 1.5 ออนซ์ เป็นเวลาติดต่อกัน 2 สัปดาห์

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างน่าพึงพอใจ เพราะการทานอาหารที่มีอัลมอนด์มีความเกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนัก และผลการวิจัยพบว่าการทานอาหารที่มีอัลมอนด์ สามารถช่วยลดหน้าท้อง ต้นขา และยังช่วยลดค่าไขมันในเลือด โดยเฉพาะไขมันเลวในร่างกายอย่าง LDL ‐ C ที่นำไปสู่โรคหัวใจ โรคความดัน หรือโรคอ้วน 

เพราะในอัลมอนด์มีความเป็น Cardioprotective หรือการช่วยในการป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งปกติแล้วจะพบในไขมันชนิดดี โดยอัลมอนด์เองก็เป็นหนึ่งในอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว กรดโอเลอิกสูง และยังมีไขมันอิ่มตัวต่ำ ช่วยรักษาระดับไขมันดีอย่าง HDL – C ที่ช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลออกจากเนื้อเยื่อในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีใยอาหารไฟโตสเตอรอล ที่มีส่วนช่วยลดระดับ LDL ‐ C ไขมันเลวที่กล่าวไปข้างต้นนั่นเอง

ขยายความให้เข้าใจง่ายขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของ LDL – C หรือไขมันเลว ทำหน้าที่เป็นตัวนำคอเลสเตอรอลทั้งหลายออกจากตับเข้าสู่กระแสเลือด และแน่นอนว่าหากมีมากเกินไปอาจส่งผลแย่ต่อร่างกายได้

แม้สุขภาพที่ดีจะหาซื้อไม่ได้ แต่เราสามารถเลือก(ซื้อ)อาหารมารับประทาน เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีได้นะคะ   🙂