ปราบเชื้อไข้หวัดใหญ่ให้อยู่หมัด ด้วยการรับประทานอาหารแบบ ‘คีโตเจนิก’

การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก (Ketogenic Diet) หรือการรับประทานคีโตที่หลายคนรู้จักกันดี เป็นการรับประทานอาหารที่เน้นการลดคาร์โบไฮเดรต แต่เพิ่มปริมาณไขมัน และโปรตีนเพื่อให้เป็นพลังงานให้กับร่างกายแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้น้ำหนักลดลงแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกหลายด้านอีกด้วย

การรับประทานอาหารแบบคีโต กับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย 

อีกหนึ่งประโยชน์ที่น่าสนใจของการรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก คือ ‘ความสามารถในการช่วยกำจัดเชื้อไข้หวัดใหญ่’ ซึ่งจากการศึกษา โดยใช้หนูเป็นตัวทดลอง พบว่า การรับประทานอาหารแบบคีโตนั้นไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้

งานนี้วิจัยนี้เป็นของ ‘Ryan Molony’ นักวิจัยจาก Iwasaki’s lab โดยจากการวิจัยพบว่า การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชื่อ ‘อินฟลามาโซม’ (Inflammasomes) ซึ่งเป็นสารประกอบโปรตีนขนาดใหญ่ และทำให้เกิดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เป็นอันตราย

ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองของ ‘Emily Goldberg’ นักวิจัยจาก Dixit’s lab ที่พบว่า การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก สามารถช่วยป้องกันการต่อตัวของอินฟลามาโซม ดังนั้น เมื่อเรารับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ก็จะสามารถลดการกระตุ้นอินฟลามาโซม และลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันนี้

การรับประทานอาหารแบบคีโต กับโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

การทดลองต่อมา พบว่า หนูที่ได้รับอาหารแบบคีโตเจนิก มีโอกาสรอดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มากกว่าหนูที่ได้รับอาหารแบบปกติ เนื่องจากเมื่อได้รับอาหารแบบคีโตเจนิก ร่างกายจะกระตุ้นการทำงานของ ‘gamma delta T cells’ หรือเซลล์ชนิดหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันนั่นเอง

สำหรับในมนุษย์อย่างเรา ปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์จะเริ่มทำงานเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมมากระตุ้น แต่จากการศึกษาพบว่า การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีก รวมไปถึงผักหลากชนิด จะทำให้ T cells บางส่วนในปอดที่ไม่ได้ทำงาน ถูกกระตุ้นให้เริ่มทำงานได้อย่างอัตโนมัติ

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเริ่มตอบสนองต่อเชื้อไข้หวัด ก็จะเริ่มผลิตเสมหะ และน้ำมูกเพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยในการจับไวรัส และขับออกไป เพื่อไม่ให้เชื้อลงไปที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

ดังนั้น หากใครที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี และสามารถทำได้ไม่ยาก แต่ต้องไม่ลืมที่จะเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ครบถ้วนควบคู่ไปด้วย 

อย่างการเลือก ‘น้องหนมปัง’ คีโตเฟรนลี่ ที่อุดมไปด้วยสารพัดประโยชน์จากวิตามิน และแร่ธาตุ แถมยังมีโปรตีนสูง และไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาลชิ้นนี้ ก็เป็นหนึ่งในอาหารที่มีสารพัดประโยชน์ครบถ้วน เหมาะกับชาวรักสุขภาพ และชาวคีโตแบบสุด ๆ 

ที่มา : https://www.sciencedaily.com/releases/2019/11/191115190327.htm?fbclid=IwAR08c4da8JkGl9DIRZO9sgIKtfb6eptsYSYma1NBNwOQPVnbtrLw60l8f_I

https://immunology.sciencemag.org/content/4/41/eaav2026

http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/60452

ส่องวัตถุดิบ ‘น้องหนมปัง’ ฮีโร่ของผู้ลดน้ำหนัก ที่ช่วยคลายเครียดได้ด้วย!

ถ้าพูดถึงอาหารเพื่อสุขภาพที่ทั้งอร่อย มีประโยชน์ และไม่ทำให้อ้วนแล้ว คงจะหนีไม่พ้น ‘น้องหนมปัง’  คีโตเฟรนลี่ขวัญใจผู้ลดน้ำหนัก และชาวรักสุขภาพทุกคนแน่นอน! ซึ่งวันนี้เราจะมาส่องวัตถุดิบของน้องหนมปังกันค่ะ ว่าทำไมน้องเขาถึงได้มีประโยชน์ล้นเหลือทั้งช่วยลดน้ำหนัก ช่วยคลายเครียด และยังมีความฮอตฮิตขนาดนี้!

ไฟเบอร์เน้น ๆ จากเมล็ดแฟลกซ์ เนื้อมะพร้าว และอัลมอนด์

อย่างที่ทราบกันดีว่าน้องหนมปังนั้นการันตีคุณภาพ และความสดใหม่ทุกชิ้น เพราะน้อง ๆ มีส่วนผสมที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี ทั้ง เมล็ดแฟลกซ์ เนื้อมะพร้าว และอัลมอนด์  ที่ทำให้น้องหนมปังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ปริมาณถึง 12 g./ชิ้นเลยทีเดียว

ซึ่งเจ้าไฟเบอร์ที่เรารู้จักนี้ มีประโยชน์ในการช่วยควบคุมน้ำหนัก ทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานขึ้น เนื่องจากไฟเบอร์จะดูดน้ำ และพองตัว ทำให้เมื่อรับประทานน้องหนมปังแล้ว เราจะรู้สึกอยู่ท้อง ไม่อยากรับประทานจุกจิกระหว่างมื้อ และไม่ทำให้เราเผลอรับประทานอาหารจนเกินปริมาณแคลอรี่ที่เหมาะสมอีกด้วยค่ะ

ส่วนในเรื่องของการคลายเครียดนั้น มีงานวิจัยพบว่า น้ำมันของเมล็ดแฟลกซ์ ช่วยให้ผู้ที่รับประทานเข้าไปนั้นมีความเครียดลดลงอีกด้วยค่ะ ว้าวสุด ๆ 

ต้านความเครียดด้วยไข่ไก่ อัลมอนด์ และมะพร้าว

รู้หรือไม่? ว่าวัตถุดิบสำคัญในการเนรมิตน้องหนมปังอย่างไข่ไก่ อัลมอนด์ และมะพร้าว สามารถช่วยลดความเครียดได้!

จากงานวิจัย พบว่า ‘ไข่ไก่’ โดยเฉพาะในไข่แดง มีสารเลซิตินที่มีความสัมพันธ์กับระบบประสาทของเรา เป็นตัวช่วยในการบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความเครียด ลดอาการตื่นเต้น ช่วยกระตุ้นสมอง และป้องกันโรคที่เกี่ยวกับสมอง รวมไปถึงช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นอาการที่หลายคนน่าจะประสบปัญหากันอยู่ได้ด้วยค่ะ

สำหรับเจ้า ‘อัลมอนด์’ และ ‘มะพร้าว’ นั้นอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ที่เป็นสารสำคัญในการช่วยต้านความเครียด ช่วยรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจนั้นเป็นปกติ ช่วยควบคุมความดันโลหิต และยังเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการส่งสัญญาณประสาทในร่างกายของเราด้วย แน่นอนว่า ถ้าประสาทดี ระบบสมองก็จะทำงานดี และทำให้เราไม่เครียดนั่นเองค่ะ

เพิ่มฮอร์โมนความสุขด้วย ‘กรดทริปโตเฟน’ ในไข่และธัญพืช

ไข่ และธัญพืชที่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบของน้องหนมปัง อุดมไปด้วย ‘กรดทริปโตเฟน’ ที่เป็นพระเอกของเรื่อง เพราะเป็นสารที่จำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมนความสุข อย่าง ‘เซโรโทนิน’ ในร่างกายของเรา ที่เมื่อหลั่งออกมาแล้ว จะมีหน้าที่ช่วยควบคุมความรู้สึกเจ็บปวด ความหิว ความอิ่ม ความอยากอาหาร การนอนหลับ อารมณ์ทางเพศ และที่สำคัญเลยก็คือ ‘ความรู้สึกสงบ’ ของเรา ที่จะทำให้เราไม่เครียด และรู้สึกมีความสุขแบบฟิน ๆ 

เห็นไหมล่ะคะ ว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไป สามารถส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราได้โดยตรงเลย แต่เพื่อให้ร่างกายของเราสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งขึ้น เราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลากหลาย ร่วมกับการออกกำลังกายไปด้วยนะคะ เพื่อหุ่นที่เฟิร์ม สุขภาพที่ดี และอารมณ์ที่จอยค่ะ  🙂

ที่มา

https://www.selfgrowth.com/articles/Relieve_Stress_Naturally_And_Improve_Health_With_Flaxseed_Oil.html

https://www.healthline.com/nutrition/foods-loaded-with-potassium

https://www.matichonacademy.com/content/health/article_14892

https://www.thaihealth.or.th/Content/42006-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94.html

https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/diabetes/admin/knowledges_files/6_44_1.pdf

https://www.honestdocs.co/serotonin-substances-affect-emotions

ทวงคืนความสดใสด้วย ‘อาหารต้านเครียด’ หาซื้อง่าย สบายกระเป๋า

‘เมื่อความสดใสหายไป เพราะอากาศร้อน และความเครียด’

ในทุก ๆ วันนี้ สุขภาพจิตของผู้คนถือเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าสุขภาพกายเลย เพราะด้วยสภาพแวดล้อม และเรื่องราวกวนใจที่เราพบเจอในแต่ละวัน อาจจะส่งผลให้เกิด ‘ความเครียด’ ได้ แน่นอนว่าเมื่อเริ่มเครียดแล้ว ก็จะส่งผลเสียอื่น ๆ ตามมาอีก เช่น ความรู้สึกไม่สบายใจ สมาธิสั้นลง หรือไม่สามารถทำกิจกรรมได้แบบปกติ เป็นต้น

วิธีจัดการความเครียดนั้นมีหลากหลายวิธี และหนึ่งในนั้นก็คือ ‘การรับประทานอาหาร’ นั่นเอง ซึ่งถ้าเราสังเกตดี ๆ อาจจะเคยเห็นว่าเวลาที่เราได้รับประทานของอร่อย ๆ ก็จะทำให้อารมณ์ดีขึ้น ดังนั้น เราจึงรวบรวมลิสต์ของ ‘อาหารต้านเครียด’ ที่หาซื้อได้ไม่ยาก แถมราคาไม่แพงมาฝากทุกคนกัน

  1. ปลาแซลมอน : ปลาแซลมอนเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และอุดมไปด้วย วิตามินดี และโอเมก้า 3 ที่มี DHA สูง  ซึ่งการรับประทานแซลมอนอย่างน้อย 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ สามารถส่งผลต่ออัตราการเป็นโรคซึมเศร้าได้ เพราะสารอาหาร ‘โฟเลต’ และ ‘วิตามินบี 12’ ที่อยู่ในปลาแซลมอนนั้สามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เป็นอย่างดีค่ะ
  1. กาแฟและชาเขียว เครื่องดื่มยอดฮิตอย่าง ‘กาแฟและชาเขียว’ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนนั้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้หญิงได้  โดยเฉพาะในชาเขียวคุณภาพสูงที่อุดมไปด้วย แอล-ธีอะนีน (L-theanine) จะสามาถช่วยให้สมองรู้สึกสดชื่น และทำให้มีสมาธิในการใช้ความคิดหรือการทำงานมากขึ้น
  1. อาหารเสริมที่อุดมด้วยวิตามินดี จากงานวิจัยหลายฉบับ พบว่า คนที่มีภาวะซึมเศร้าโดยเฉพาะ “ภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ( Seasonal Affective Disorder – S.A.D.)” ซึ่งเป็นภาวะที่จะเกิดในช่วงฤดูหนาว และเกิดกับคนที่อยู่ในประเทศที่ใกล้กับทางขั้วโลกเหนือเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเมื่อไม่มีแสงแดด ก็จะทำให้ร่างกายไม่ได้รับ ‘วิตามินดี’ มากพอ จนกระทั่งเกิดภาวะซึมเศร้าขึ้น  โดยภาวะนี้จะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับวิตามินดีเพิ่มขึ้น  ดังนั้นการรับประทาน วิตามินดีเสริม จึงสามารถช่วยบรรเทาอาการภาวะซึมเศร้านี้ได้
  1. เบอร์รีหลากชนิด และผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี โดยเฉพาะบลูเบอร์รีและแบล็กเบอร์รี อุดมไปด้วยแอนโธไซยานิดิน (anthocyanidins) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง เมื่อเรารับประทานเบอร์รีในปริมาณ 1 ถ้วยขึ้นไป/สัปดาห์ จะช่วยให้สมองของเราทำงานได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ผลไม้สด อย่าง ส้ม, แคนตาลูป, มะละกอ และกีวี รวมไปถึงพริกสด พริกแดง พริกเขียว และพริกหวาน ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ก็สามารถช่วยลดความเครียดได้ เนื่องจากวิตามินซีมีส่วนช่วยลดปริมาณของฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดได้

  1. ผักใบเขียว ผักสีเขียวที่หลายคนอาจจะเบือนหน้าหนีอย่าง ผักขม ผักคะน้า ผักกาดคอส คะน้าฝรั่ง และผักกาดก้านแดงนั้นอุดมไปด้วยกรดโฟลิก ที่ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ เพราะเมื่อร่างกายมีกรดโฟลิกในปริมาณน้อยเกินไป ก็จะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าขึ้น ดังนั้นเราจึงควรรับประทานผักสีเขียวอย่างน้อยในทุก ๆ มื้อ หรือสองมื้อต่อวัน 
  1. น้ำ แน่นอนว่าน้ำเป็นของเหลวที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เพราะเป็นส่วนประกอบของร่างกายถึง 70% เมื่อร่างกายของเราขาดน้ำ จะส่งสัญญาณแรกออกมา คือ ‘ความเหนื่อยล้า’ โดยนักวิจัยพบว่าการขาดน้ำเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบต่ออารมณ์ รวมไปถึงระดับพลังงาน และการทำงานของจิตใจได้ ดังนั้นเราควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด หรือเกิดผลกระทบต่ออารมณ์ของเรา
  1. อินทผลัม มะละกอ และกล้วย ผลไม้รสชาติหวานอย่าง ‘อินทผลัม’ และผลไม้ที่หาได้ง่ายอย่าง ‘มะละกอ’ และ ‘กล้วย’ เป็นผลไม้ที่มีอัตราส่วนของสารทริปโตเฟน (tryptophan) ต่อฟีนิลอะลานีน (phenylalanine) และลิวซีน (leucine) ที่ดีต่อร่างกาย ซึ่งสารเหล่านี้สามารถเพิ่มระดับเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสงบได้ ทำให้เรารู้สึกมีความสุขมากขึ้น 
  1. อาหารทะเลจำพวก ‘หอย’ อาหารทะเลยอดฮิตอย่าง ‘หอย’ เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 12 ซึ่งหากได้รับวิตามินบี 12 ไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้เกิดอาการเซื่องซึม หงุดหงิด และซึมเศร้าได้ เพราะวิตามินบีเป็นส่วนสำคัญสำหรับการสร้างสารสื่อประสาทหลายชนิด และยังเป็นวิตามินที่สามารถช่วยต้านความเครียดได้เป็นอย่างดี
  1. ปอปคอร์นไร้น้ำมัน ไร้สารปรุงแต่ง จริง ๆ แล้วปอบคอร์นเป็นขนมที่ดีต่อสุขภาพชนิดหนึ่งเลยทีเดียว เพราะมีปริมาณไฟเบอร์สูงช่วยให้ร่างกายอิ่มนานขึ้น เมื่อร่างกายไม่รู้สึกหิวบ่อย ทำให้เราไม่ต้องเกิดอาการหงุดหงิดจากความหิว หรือจากอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ รวมไปถึงช่วยให้เซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสงบเพิ่มขึ้น ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีขึ้น แต่ต้องรับประทานให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และไม่รับประทานบ่อยครั้งจนเกินไป เพราะอาจทำให้ร่างกายเกิดการต่อต้านอินซูลิน และลดระดับเซโรโทนินได้
  1. ผลไม้ ถั่ว ปลา ผักและน้ำมันมะกอก จากงานวิจัยพบว่า หากร่างกายได้รับผลไม้ ถั่ว ปลา ผัก และน้ำมันมะกอกในปริมาณน้อยเกินไป จะส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้ามากขึ้น 

นอกจากนี้ น้ำมันมะกอกยังมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ ทำให้สามารถช่วยลดอาการของโรคซึมเศร้าได้

  1. ดาร์กช็อกโกแลต จากงานวิจัยในปี 2009 พบว่าดาร์กช็อกโกแลตสามารถช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดได้ และดาร์กช็อกโกแลตนั้นยังผลิตสารเคมีที่มีลักษณะคล้ายฝิ่นในสมอง (enkephalin) หลังการรับประทานอีกด้วย ซึ่งนั่นจะช่วยให้เราคลายเครียด และรู้สึกดีได้ค่ะ

โดยปริมาณของดาร์กช็อกโกแลตที่แนะนำให้รับประทาน คือ 30-60 กรัม/วัน แต่เน้นย้ำว่า ดาร์กช็อกโกแลตนั้นต้องมีส่วนผสมของโกโก้มากกว่า 70 % ขึ้นไปจึงจะเห็นผลดี 

จะเห็นได้ว่า อาหารง่าย ๆ รอบตัวเราเป็นอาหารที่มีประโยชน์ทั้งนั้นเลย ทั้งหาซื้อง่าย และราคาไม่แพงอีกด้วย เพราะนอกจากจะต้องใส่ใจสุขภาพกายแล้ว เราก็ต้องไม่ลืมที่จะหันมาใส่ใจสุขภาพจิตกันด้วยนะคะ 

ที่สำคัญ อย่าลืมเช็กว่าตัวเองแพ้อาหารชนิดไหนหรือไม่ และถ้าหากมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อความปลอดภัย และสุขภาพที่ดีนั่นเองค่ะ จะได้สบายใจ หายห่วง ไร้เรื่องเครียดกันทุกคนนั่นเอง  : )

ที่มา

https://www.health.harvard.edu/mind-and-mood/shining-a-light-on-winter-depression

รู้จัก ‘กล้ามเนื้อ’ ในร่างกายมนุษย์

ร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วยระบบการทำงาน และอวัยวะต่าง ๆ ที่น่าทึ่ง หนึ่งในนั้นก็คือ ‘กล้ามเนื้อ’ ส่วนประกอบที่ช่วยให้เราเคลื่อนไหวร่างกาย, ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมได้ ผ่านการยืดและหดนั่นเองค่ะ

กล้ามเนื้อในร่างกายของเรา มีจำนวนมากกว่า 600 มัด และมีน้ำหนักประมาณ 1/3 ถึง 1/2 ของน้ำหนักตัวเรา โดยทำงานร่วมกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue) เพื่อช่วยในการขยับร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการยึดตัว การพยุงร่างกาย และการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งกล้ามเนื้อเหล่านี้สามารถหดหายไป และเติบโตขึ้นมากกว่าเดิมได้ตามการใช้งานของเรา

การทำงานของกล้ามเนื้อ

การทำงานของกล้ามเนื้อจะร่วมมือ ร่วมใจกับระบบต่าง ๆ หลายระบบ เช่น เนื้อเยื่อเกี่ยวพันระบบประสาทและสมองของร่างกาย และการทำงานของกระดูก เป็นต้น 

ยกตัวอย่างเวลาที่เราเปิดประตูห้อง สมองจะเริ่มส่งสัญญาณไปยังเซลล์ประสาท และเริ่มทำการสั่งการไปยังเซลล์ประสาทที่อยู่ในกล้ามเนื้อแขน เพื่อให้กล้ามเนื้อแขนหดและคลายตัวได้ โดยในขณะเดียวกันก็จะมีการทำงานของกระดูกในแขนร่วมด้วย

แต่ในบางครั้ง เมื่อประตูมีขนาดใหญ่ หรือมีน้ำหนักมาก เราจึงจำเป็นต้องใช้แรงมากขึ้น และบางครั้งอาจจะต้องใช้อวัยวะอื่นในการช่วยออกแรง ซึ่งเมื่อมีอุปสรรคเช่นนี้เกิดขึ้น การทำงานของกล้ามเนื้อจะเริ่มที่สมองทำการแผ่ขยายสัญญาณ และส่งสัญญาณ เพื่อสั่งเซลล์ในจำนวนที่มากขึ้น จะเห็นได้จากการที่เราอาจจะใช้แขนทั้งสองข้าง รวมถึงขาในการช่วยออกแรงไปพร้อม ๆ กัน เมื่อวัตถุมีน้ำหนักมากนั่นเอง

การสูญเสียกล้ามเนื้อ 

กิจวัตรประจำวันที่เราทำกัน ไม่ได้ต้องการใช้แรงหรือใช้งานกล้ามเนื้อมากนัก ทำให้ไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อใหม่ได้ เมื่อเราไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อเป็นประจำ จะทำให้กล้ามเนื้อหดเล็กลง เรียกว่า ‘การฝ่อของกล้ามเนื้อ’ (Muscular Atrophy) 

การสร้างกล้ามเนื้อ

เมื่อระบบประสาทนำกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ มาใช้ร่วมกันแล้ว เซลล์กล้ามเนื้อจะเกิดจากฉีกขาดเล็กน้อย ทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ โดยร่างกายจะปล่อยโมเลกุลการอักเสบที่เรียกว่า ‘ไซโตไคน์’ (Cytokine) ที่จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้นกันออกมา เพื่อซ่อมแซมอาการบาดเจ็บของเซลล์กล้ามเนื้อ

ยิ่งเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อได้รับความเสียหายมากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะยิ่งซ่อมแซมตัวเองมากเท่านั้น ผลที่ตามมา คือ กล้ามเนื้อจะขยายใหญ่ขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการในการใช้กล้ามเนื้อของเราที่มากขึ้นนั่นเอง

เราจึงจะเห็นว่าผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะมีมวลกล้ามเนื้อในปริมาณที่มากขึ้น และมีความแข็งแรงมากขึ้น  เพราะเมื่อเราใช้งานกล้ามเนื้อ หรือยืดและหดกล้ามเนื้อ จะเกิด ‘การหดตัวแบบเอกเซนตริก (Eccentric Contraction) ซึ่งเป็นสภาวะที่ดีต่อการเกิดใหม่ของกล้ามเนื้อ

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกล้ามเนื้อต้องอาศัยปัจจัยอื่นร่วมด้วย ทั้งพันธุกรรม เพศ อายุ สารอาหาร ฮอร์โมน การพักผ่อน และที่สำคัญที่สุดคือ ‘โปรตีนในอาหาร’ ที่ช่วยรักษากล้ามเนื้อ และช่วยให้ร่างกายผลิตกรดอะมิโน

การรับประทานโปรตีนที่เหมาะสม ควบคู่กับฮอร์โมนที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ เช่น โกรทแฟกเตอร์ (Growth Factor) และเทสโทสเตอโรน (Testosterone) จะช่วยให้ร่างกายอยู่ในสถานะที่พร้อมให้เนื้อเยื่อได้รับการซ่อมแซม และเติบโต ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นขณะที่เรานอนหลับ

นอกจากนี้ในเรื่องของพันธุกรรม ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะบางอาจอาจจะมีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อความเสียหายของกล้ามเนื้อที่รุนแรงกว่า จึงสามารถซ่อมแซม และสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่านั่นเอง

สุขภาพที่ดี สร้างได้ด้วยตัวคุณเอง การรับประทานอาหาร และหมั่นออกกำลังกายเพื่อสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจ อย่างการเลือกรับประทาน ‘น้องหนมปัง’ ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ และโปรตีน ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อของเราได้รับสารอาหารที่ดีอย่างครบถ้วน ที่สำคัญ รับประทานน้อย แต่อิ่มนาน ไม่ทำให้อ้วนแน่นอนค่ะ  🙂

ที่มา : 

ปรุงรสหวานฉ่ำแต่ไม่อ้วน ด้วย ‘น้ำตาลอิริทริทอล’

‘อิริทริทอล’ (Erythritol) คือ น้ำตาลแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง สังเกตง่าย ๆ จากชื่อที่ลงท้ายด้วย ‘ทอล’ เหมือนกับไซลิทอล

Continue reading

ไขความลับของ ‘ไขมัน’ ที่ไม่ได้ร้ายอย่างที่คิด!

หากการรับประทานอาหาร เป็นปราการด่านแรกของการเริ่มต้นรักษาสุขภาพ ก็คงจะดีไม่น้อยหากทุกคนจะหันมาทำความรู้จัก ‘อาหาร’ และ ‘สารอาหาร’ ที่เรารับประทานกันในชีวิตประจำวันให้กระจ่างแจ้ง 

มีหลายคนเลยทีเดียวที่คิดว่าสารอาหารบางชนิด เป็นตัวการร้ายอันก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา รวมไปถึงปัญหากวนใจของหนุ่มสาวที่ต้องการมีรูปร่างที่ดี โดยเฉพาะเจ้า ‘ไขมัน’ ที่แค่พูดชื่อออกมา ทุกคนก็อยากจะหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดแล้ว เพราะเจ้าไขมันนี่แหละที่ให้พลังงานแก่ร่างกายของเราได้อย่างสูงสุด

จริง ๆ แล้ว ‘ไขมัน’ เป็นหนึ่งในชื่อหมู่อาหารที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ใช่ว่ารับประทานมากจนเกินขนาดแล้วจะไม่ส่งผลอะไรต่อร่างกายเลย เพราะแน่นอนว่าอะไรที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งนั้น

สำหรับบทความนี้ ขอหยิบยกความรู้เกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ จากปลายปากกาของ นพ.กฤษดา ศิราพุช (2550)  มาไขความลับของไขมันให้ทุกคนได้ทราบกัน เพราะแม้แต่เรื่องของไขมันเอง ก็ยังมีทั้งด้านบวกและด้านลบ นั่นก็คือ ‘ไขมันเลว’ และ ‘ไขมันดี’ แต่นั่นก็ทำให้ไขมันทั้งสองประเภทสามารถเติมเต็มกันและกันได้อย่างลงตัว

ไขมันเลว (LDL)

ไขมันเลว หรือคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว ทรานส์แฟต เช่น น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันทอดซ้ำ เนื้อสัตว์ติดมัน รวมไปถึงของหวานจานโปรดอย่างเค้ก และคุกกี้ เป็นต้น หากทานมากเกินไป ก็จะสะสมและเป็นที่มาของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว จนนำมาซึ่งโรคมะเร็ง เบาหวาน และหัวใจได้

แต่ข้อดีของเจ้าไขมันเลวนี้ก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว  เพราะร่างกายของเราต้องใช้ไขมันชนิดนี้ในการสร้างฮอร์โมนเพศ ทั้งยังช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามิน และกรดไขมันจำเป็นต่าง ๆ ได้ครบถ้วนอีกด้วย

 

ไขมันชั้นดี (HDL)

ไขมันชั้นดี  คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและกรดไขมันจำเป็น เช่น น้ำมันมะกอก เนื้อปลา เป็นต้น ซึ่งเจ้าไขมันชั้นดี จะทำหน้าที่ในการกำจัดคลอเรสเตอรอล หรือคราบไขมัน ที่เกาะอยู่ตามหลอดเลือดเพื่อนำมาทำลายที่ตับและขับออกไป ช่วยไม่ให้เกิดไขมันอุดตันนั่นเอง

.

ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีควรทานไขมันให้ได้แคลอรี่กับร่างกายอย่างน้อย 1 ใน 3 ส่วน และต้องไม่ลืมที่จะเลือกรับประทานไขมันดี เพื่อสุขภาพที่ดี หายห่วงทั้งเรื่องโรคร้าย หรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไปได้เลย

5 สิ่งต้องทำเพื่อหุ่นเป๊ะปัง ต้อนรับปี 2020

จริงอยู่ที่ทุกคนมีความงามและคุณค่าในตัวของตัวเองไม่ว่าจะรูปร่างแบบไหนก็ตาม แต่คงจะดีกว่าถ้าได้ดูแลตัวเองจากภายในสู่ภายนอก โดยการหันมาใส่ใจสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง อย่ารีบท้อใจ

ด้วยเหตุฉะนี้ เราจึงขอเชิญชวนทุกคนมาต้อนรับและเข้าสู่ปีใหม่ไปพร้อมกับตัวเองคนเก่าที่กำลังจะมีหุ่นใหม่ไฉไลในปี 2020 ด้วย 5 สิ่งที่ต้องทำเพื่อหุ่นเป๊ะปังไปพร้อม ๆ กันดีกว่า 

1. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด 

เริ่มต้นกันด้วยเรื่องเล็ก ๆ อย่างการ ‘เคี้ยวอาหาร’ เพราะ มีงานวิจัยรองรับจาก ม.ฮาร์บิน เมดิคัล ประเทศจีน ระบุว่าการทานอาหารให้ช้าลง จะช่วยให้ทานได้ในปริมาณน้อยลง เพราะเมื่อเราเคี้ยวนาน ๆ เข้าสมองจะได้รับสัญญาณจากกระเพาะมาสั่งการให้เรารู้สึกอิ่ม แต่ถ้าเคี้ยวเร็ว กลืนเร็ว ก็อาจจะทำให้สมองไม่ได้รับสัญญาณนั้น เพราะสมองจะตามจับสัญญาณจากกระเพาะเราไม่ทัน จนกระทั่งทำให้เราทานอาหารในปริมาณเกินพอดี

ขอบคุณอ้างอิง : https://www.thairath.co.th/content/191058

.

2. ทานถั่วโปรตีนและเส้นใยสูง

ถั่ว เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน หาซื้อง่าย และเหมาะกับการลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง เพราะ จากการทดลองของ Dr.Russell de Souze ระบุว่าถั่วลันเตา ถั่วเขียว ถั่วอัลมอนด์ ฯลฯ ที่มีเส้นใยและโปรตีนสูงจะช่วยลดความอยากอาหาร ทั้งยังไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด 

ขอบคุณอ้างอิง : http://www.thaiticketmajor.com/variety/lifestyle/9304/

.

3. ดื่มน้ำก่อนทานอาหาร 1 ชั่วโมง

น้ำ เป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ที่เราควรจะดื่มให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของแต่ละคน  โดยงานวิจัยจากม.เวอร์จิเนียเทค สหรัฐอเมริกา ระบุว่าการดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารช่วยลดความอยากอาหารและลดระดับคอเรสเตอรอลได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุช่วง 55 ปีเป็นต้นไป

ขอบคุณอ้างอิง : https://www.thairath.co.th/content/108387

.

4. ไม่ควรทานคาร์บช่วงดึก 

โดยปกติแล้ว เราควรทานอาหารให้เป็นเวลา ตามเวลาที่กระบวนการของร่างกายเราทำงาน เพราะ งานวิจัยจากม.โคลัมเบีย ระบุว่าการทานอาหารหลัง 6 โมงเย็นจะทำให้ระดับน้ำตาลสูง ระดับอินซูลินและความดันโลหิตที่สูงกว่าปกติ อีกทั้งการทานอาหารแล้วเข้านอนโดยทันที อาจทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ 

ขอบคุณอ้างอิง : https://today.line.me/th/pc/article//งานวิจัยชี้+ยิ่งกินดึกยิ่งเสี่ยงโรค-Jzjw7y

.

5. ไม่ควรอดอาหารแต่ควรควบคุมสารอาหาร 

อย่างที่เคยกล่าวอยู่เสมอว่าเราควรทานอาหารให้ครบทุกหมู่ และทานให้ได้ปริมาณตามที่ร่างกายต้องการนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ การอดอาหาร ทานน้อย ๆ ไม่ช่วยให้น้ำหนักลดอย่างสุขภาพดี แต่การดูแลอาหารให้เพียงพอต่อการใช้งานของร่างกายต่างหากที่สำคัญ ไม่ควรให้เกินไปมากกว่าความต้องการของร่างกาย โดยสามารถคำนวนได้จาก ค่า BMR และ TDEE เพื่อหาสารอาหารจำเป็นต่อน้ำหนักตัว 

หากทำตาม 5 สิ่งที่กล่าวไปข้างต้น นอกจากจะได้ลดน้ำหนัก และมีหุ่นใหม่ที่เป๊ะปังแล้ว ยังได้ร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพที่ดีเป็นของรางวัลให้กับตัวเองในปีใหม่ด้วยนะ แบบนี้ต้องลองทำตามกันแล้วล่ะ  🙂